วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568

หนังใต้ดิน : งานของศิลปินผู้ถือกล้องแทนภู่กัน (เผยแพร่โดยไม่ได้ขออนุญาต)

 

หนังใต้ดิน : งานของศิลปินผู้ถือกล้องแทนภู่กัน

เรียว ช่อชรอุ่ม

(จากหนังสือ  รวมเรื่องชุดที่ ๓ โดย หนุ่มเหน้าและพระจันทร์เสี้ยว  พิมพ์เดือนมิถุนายน ๒๕๑๔  สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น  นายสุพล เตชะธาดา เป็นผู้จัดการ)

 

                ผู้คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการสร้างหนังนั้นเป็นเพียงอุตสาหกรรมอย่างหนึ่ง  ซึ่งผลิตผลที่ออกมานั้นเป็นสิ่งที่ให้ความบันเทิงและข่าวสารแก่สาธารณชน  หรือไม่ก็เป็นการโฆษณาสินค้า  ดังนั้นหนังจึงจำเป็นต้องมีเรื่องราวอันสนุกสนาน  มีพระเอกนางเอก  มีตัวอิจฉา  มีตัวโกง  และมีตัวตลก  ถ้าจะมองกันในแง่นั้นก็ไม่ผิดนัก  แต่ก็ยังไม่ถูกเสียเลยทีเดียว  เพราะนอกจากเราจะดูหนังกันเพื่อความบันเทิงและความรู้แล้ว  สิ่งที่หนังจะให้เราได้อีกก็คือศิลปในการสร้างความคิดเห็นใหม่ๆ ในด้านเทคนิค  ความงดงามของภาพที่ปรากฏบนจอ  และปรัชญาต่างๆ  โลกของการสร้างหนังประกอบไปด้วยบุคคลหลายประเภท  บางพวกก็เป็นนักสร้างหนังเพื่อการค้า  เป็นนักลอกเลียนแบบคนอื่น  บางพวกก็เป็นนักสร้างหนังเพื่อศิลป  เป็นผู้คิดค้นวิธีการใหม่ๆ ของศิลปประเภทนี้  คนพวกหลังส่วนใหญ่มักจะเป็นศิลปิน  ผู้ซึ่งถือว่าการสร้างหนังนั้นเป็นการสร้างศิลปอย่างหนึ่ง  เช่นเดียวกับการเขียนบทกวี  หรือการวาดรูปบนแคนวาส  ผิดกันแต่ว่าศิลปินผู้สร้างหนังนั้นใช้กล้องถ่ายหนังเป็นเครื่องมือแทนภู่กัน  และหนังที่เขาสร้างก็ไม่จำเป็นต้องมีพระเอกนางเอก  หรือตัวโกง  มันจะเป็นอะไรก็ได้  สุดแล้วแต่ความต้องการของเขาที่จะให้มันเป็น  หนังประเภทนี้บรรดาศิลปินและนักวิชาการหลายคนพึงพอใจที่จะเรียกมันว่า “หนังใต้ดิน”

                และเมื่อเอ่ยคำว่า “ใต้ดิน” (Underground) ก็อาจพาให้หลายคนคิดไปในทางที่มีลับลมคมนัยหรือลามกเลยทีเดียว  และถ้ายิ่งแปลความหมายตามคำในภาษาไทยด้วยแล้ว  ก็ดูออกจะมีความหมายไปในทางเลวมากกว่าทางดี

                คำว่า “ใต้ดิน” หรืออันเดอร์กราวด์  ในที่นี้  มีความหมายกินความกว้างออกไปถึง  การรวมกลุ่มตามสบายของศิลปินในสาขาต่างๆ ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานออกมา  และทำให้เกิดความประทับใจในหมู่พวกเขา  โดดยอาจเอาผลงานมาแสดงให้ดูกันเอง  หรือไม่ก็แสดงออกต่อสาธารณะชน  ซึ่งแน่นอนอยู่ในวงจำกัด  และผลงานเหล่านี้สถาบันเดิม (Establishment) ยังไม่ยอมรับ  พวกศิลปินต่างประเทศในยุคปัจจุบันหลายคนดูเหมือนจะเป็นผู้นำในขบวนการนี้  อย่างเช่น เอเลน กินส์เบิร์ค และ ปีเตอร์ ร์ลอฟสกี้  ซึ่งเป็นกวีที่มีชื่อเสียงในอเมริกาปัจจุบัน  ทั้งสองมีความรู้สึกอ่อนไหวและไม่พึงพอใจต่อสภาพสังคม  จึงได้เขียนบทกวีขึ้น  โดยพูดถึงความไม่พอใจของคนหนุ่มต่อประเพณีและกฎเกณฑ์ที่คนรุ่นก่อนได้วางไว้  พร้อมกันนั้นก็ได้เร่งเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่











ขบวนการใต้ดินทางศิลปในปัจจุบันก่อรูปขึ้นโดยคนหนุ่ม  ซึ่งเป็นศิลปินและสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปตามที่แต่ละคนถนัดออกมาทุกสาขา  ตั้งแต่ดนตรี  วรรณกรรม  จิตรกรรม  การละคร  บทกวีและหนัง  แต่การแสดงออกของผลงานหาได้ทำกันอย่างลับๆ  หากกระทำกันอย่างบริสุทธิ์และเปิดเผยเช่นเดียวกับการแสดงออกของศิลปที่ยังจมอยู่กับสถาบันเดิม  ซึ่งในบางครั้งทำให้เราแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นงานใต้ดิน

                แนวโน้มของคนหนุ่มปัจจุบัน  มั้งในอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในยุโรป  ซึ่งพยายามดิ้นรนเพื่อสลัดจากการบีบกดของสังคม  แสดงรูปออกไปสองทางคือ  ประการแรกหันเข้าหาการใช้ความรุนแรงหรือไม่ก็แยกตัวออกไป  พวกหลังเป็นพวกที่มองไม่เห็นความหวังอันใดจากระบบเดิมอันฟอนเฟะ  ดังนั้นคนหนุ่มเหล่านี้จึงเริ่มมุ่งความสนใจมาที่ตัวเองด้วยการสร้างงานทางศิลปหรือทำอะไรก็ได้ตามที่ตัวเองรัก  จุดหมายก็คือการสร้างอารยธรรมของตนเองขึ้นมาใหม่  อารยธรรมที่พวกเขาจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด  และดูเหมือนว่า “ใต้ดิน” จะเป็นสถานที่แห่งเดียวที่จะยอมรับคนเหล่านี้  ดังนั้นใต้ดินจึงเป็นเสมือนที่พักพิงอันร่มรื่นและอบอุ่นของพวกเขา

                สำหรับคำว่า “หนังใต้ดิน” เป็นคำซึ่งเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาปี ๑๙๖๐  สำหรับใช้นิยามหนังซึ่งสร้างโดยคนๆ เดียว  และเป็นการแสดงออกเฉพาะตัวของคนๆ นั้น ซึ่งตามความเป็นจริงหนังซึ่งสร้างโดยคนๆ เดียวนั้นมีมานานแล้วตั้งแต่จุดเริ่มแรกของหนังเลยทีเดียว  หนังประเภทนี้มักจะเป็นหนังที่ปฏิวัติรูปแบบ  เทคนิค  และเนื้อหา  หรือไม่ก็ปฏิวัติทั้งสามสิ่งพร้อมๆ กันไป  ส่วนใหญ่มักใช้ทุนรอนในการสร้างต่ำ  และนำออกแสดงภายนอกแหล่งของหนังเพื่อการค้า  อาทิ  สถาบันและพิพิธภัณฑ์ทางศิลป  ในมหาวิทยาลัย  และตามบ้านของศิลปิน  หนังใต้ดินส่วนใหญ่มักจะเป็นหนัง ๑๖ หรือ ๘ มิลลิเมตร  เพราะฟิล์มและเครื่องไม้เครื่องมือในการสร้างมีราคาถูก  และนำไปขยายให้เป็นหนัง ๓๕ มิลลิเมตรได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟิล์ม ๘ ม.ม.  มีราคาถูกมากจนคนที่มีฐานะปานกลางก็สามารถสร้างได้  และดังนั้นผู้เริ่มต้นสร้างหนังใหม่ๆ จึงนิยมใช้ฟิล์มขนาด ๘ ม.ม.  ความยาวโดยเฉลี่ยของหนังใต้ดินส่วนใหญ่มักไม่เกิน ๓๐ นาที  แต่บางเรื่องก็ยาวมาก  เช่นหนังเรื่องเอมไพร์ (Empire)  ซึ่งแสดงรูปลักษณะของตึกเอมไพร์ เสตทในมุมต่างๆ มีความยาวถึง ๘ ชั่วโมง


มีผู้คนเป็นจำนวนมากในอเมริกา  ยุโรปและญี่ปุ่นที่ทำหนังประเภทนี้  โดยถือว่าเป็นการสร้างศิลปอย่างหนึ่ง  เช่นเดียวกับการเขียนภาพหรือถ่ายรูป  คนเหล่านี้บางคนก็เป็นศิลปิน  เป็นนักศึกษาวิชาการภาพยนตร์หรือสาขาอื่นๆ  และบางคนก็เป็นนักสร้างหนังอาชีพ  เหตุผลของการสร้างก็แตกต่างกันออกไป  บางคนทำเพื่อเป็นการทดลองศึกษาสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ บ้างก็ทำเพื่อเป็นงานศิลป  และบ้างก็ทำเป็นงานอดิเรก  แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือความเป็นอิสระ  อันหมายถึงความเป็นอิสระในการทำหนังตามความพึงพอใจของตนเองอย่างบริสุทธิ์  และตามมาตรฐานของสุนทรียภาพ  สิ่งเหล่านี้พวกนักสร้างหนังเพื่อการค้าไม่อาจหรือไม่มีเวลาพอที่จะทำได้

                พวกนักสร้างหนังใต้ดิน  มักจะสร้างหนังที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว  โดยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ปรากฏออกมาและให้ความสำคัญกับมันด้วยการถ่าย  การตัดต่อ  และการใช้เทคนิคต่างๆ โดยใช้เรื่องราว  บุคคล  และสถานที่ในชีวิตจริง  เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สร้างเกิดความรู้สึกและมีแรงผลักดัน  ผลงานส่วนใหญ่มักคำนึงถึงรูปแบบของการแสดงออกและความประทับใจ  นอกจากหนังที่แสดงภาพชีวิตแล้ว  พวกนักสร้างหนังใต้ดินก็ยังนิยมสร้างหนังประเภทต่อต้านสังคม  หรือไม่ก็สงคราม  หนังประเภทเซ็กซ์ (Sex) ของนักสร้างหนังใต้ดินจะเปลือยมากกว่าหนังเพื่อการค้า  แต่ดูๆ ไปแล้วหนังใต้ดินมีความลามกน้อยกว่าหนังเพื่อการค้าเสียอีก  หนังที่ทำเพื่อตลาดโดยทั่วไปมักจะแสดงฉากกามารมณ์อย่างซ่อนเร้น  และพอถึงตอนสำคัญก็จะตัดทิ้งเสีย  โดยบอกให้คนดูเข้าใจแต่เพียงนัยๆ ส่วนหนังใต้ดินนั้น  ถ้าเป็นฉากอาบน้ำ  เราก็จะแลเห็นผู้หญิงกำลังอาบน้ำตามที่เป็นจริงทุกประการ  และถ้าเป็นฉากแสดงบทรัก  ผู้ดูก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เกิดขึ้นจริงๆ เต็มจอทีเดียว  เพราะพวกใต้ดินถือว่า  ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิตจริง  หรือเป็นจินตนาการส่วนบุคคล  สิ่งนั้นย่อมนำมาแสดงออกในหนังได้และนี่คืออิสรภาพของหนังใต้ดิน  นอกจากหนังประเภทภาพชีวิตบุคคล  หนังต่อต้าน  และหนังที่เกี่ยวกับกามารมณ์แล้ว  ก็ยังมีหนังอีกประเภทหนึ่งซึ่งไม่มีเรื่องราว  เป็นนามธรรม (abstract)  ซึ่งจับต้องไม่ได้ (nonobjective)  เรื่องราวของหนังประเภทนี้ก็คือ  เค้าโครง (pattern) จังหวะ  แสง  และสี  ซึ่งมีความงดงามและน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ในตัวของมันเอง

                ความงดงามที่ปรากฏขึ้นในหนังใต้ดิน  เป็นความงดงามที่ไม่ยึดแนวทางหรือรูปแบบใดๆ  ศิลปินสร้างมันขึ้นมาจากจินตนาการ  แก้ไขเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่าจนเป็นที่พอใจ  มันอาจจะประกอบด้วยเทคนิคใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน  หรืออาจให้เกิดความรู้สึกเหมือนว่าได้อ่านบทกวี  ดังที่ เคน จาคอบส์  ผู้สร้าง “งูเห่าสีทอง” (Blonde Cobra) กล่าวไว้ว่า  “งานแต่ละชิ้นย่อมสร้างสุนทรีย์ของตัวมันเอง”


การสร้างหนังใต้ดิน  สร้างขึ้นโดยวิธีการที่ง่ายที่สุด  โดยเริ่มต้นด้วยการหาซื้อกล้อง  หรือไม่ก็ยืมจากเพื่อน  ส่วนใหญ่มักเป็นกล้อง ๑๖ ม.ม. ของโบเล็กซ์ (Bolex) ต่อจากนั้นก็เริ่มต้นถ่าย  ใช้ตัวแสดงที่เป็นคนรู้จักกัน  ใช้โลกจริงๆ เป็นฉาก  เรื่องราวก็คิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน  ระยะเวลาของการสร้างก็กินเวลาไม่เท่ากัน  บางเรื่องก็ใช้เวลาเพียง ๓ วัน  เช่นที่ โจนาส มาคัส (Jonas Makas) สร้างเรื่องเธอะ บริค (The Brig) โดยถ่ายจากละครซึ่งพร้อมที่จะแสดงอยู่แล้ว  ของคณะลิฟวิง เธียเตอร์  บางเรื่องใช้เวลาเป็นเดือน  เป็นปี  ดังเช่น แสตน แบรคเคจ (Stan Brakhage) สร้างเรื่องด็อก สตาร์ แมน (Dog Star Man) โดยใช้เวลา ๕ ปี  หนังประเภทนี้ผู้ถ่ายจะเป็นผู้ตัดต่อด้วยตัวเอง  บางคนที่ไม่ค่อยมีสตางค์ก็ใช้เครื่องมือง่ายๆ เช่นกระจกขยาย สก๊อตเทป  และมีดโกน  ส่วนการล้างนั้นยังมีความจำเป็นต้องส่งไปให้บริษัทที่รับจ้างล้างฟิล์มหนัง  มีอยู่ไม่กี่คนที่มีห้องล้างของตัวเอง  

ทุนรอนในการสร้างหนังนั้นหาใช่เครื่องพิสูจน์ว่าหนังเรื่องนั้นจะดีหรือไม่ดี  คุณภาพของหนังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ  และที่สำคัญที่สุดก็คือคนสร้าง  มายา เดเรน (Maya Deren) ผู้สร้าง “ตาข่ายของยามบ่าย” (Meshes of the Afternoon) ได้แสดงทัศนะไว้ว่า “กล้องถ่ายหนังไม่ใช่ผู้สร้างหนัง  คนต่างหากที่สร้างหนัก การทำหนังให้สมบูรณ์มิได้ขึ้นอยู่กับการใช้เครื่องมือมากๆ หรือความเป็นส่วนตัว  แต่หากเป็นการใช้สิ่งที่ท่านมีอยู่อย่างเต็มความสามารถที่สุด  เครื่องมือส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือตัวของท่านเอง  ร่างกายที่เคลื่อนไหว  จิตใจที่มีจินตนาการและความมีอิสระเพื่อที่จะใช้ทั้งสองสิ่งนั้นของท่าน”

                ปัญหาที่น่าสนใจสำหรับหนังใต้ดินอีกอันหนึ่งก็คือ “หนังคืออะไร”  ปัญหานี้ยังเป็นปัญหาที่มีผู้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน  ปัญหานี้ยังเป็นปัญหาที่มีผู้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน  แอนดี้ โวฮอล (Andy Warhol) ได้ให้คำตอบแก่ปัญหานี้โดยการสร้างหนังที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลยเป็นเวลา ๖ ชั่วโมง  โรเบิร์ต เบรียร์ (Robert Breer) ตอบปัญหานี้โดยการสร้างหนังที่ในแต่ละเฟรมบนฟิล์มมีภาพที่ไม่ต่อเนื่องกันเลย  แอนดรูว์ โนเรน (Andrew Noren) ให้คำตอบโดยการสร้างหนังเรื่อง “ไม่พูดอะไร” (Say Nothing) และให้ตัวแสดงหญิงเดินเข้ามาหากล้อง  ยกมือขึ้นเอานิ้วแตะที่เลนซ์  ซึ่งเป็นการแสดงว่า ณ บัดนี้  ความจริงซึ่งเกิดขึ้นในหนังได้สิ้นสุดลงแล้ว  แต่ปัญหานี้ก็ยังไม่จบ  หนังทุกชนิด  เทคนิคใหม่ๆ ทุกแบบ  ได้ขยายความหมายของคำว่า “หนังหรือภาพยนตร์” มากขึ้นไปอีกทุกวัน



    ขบวนการของหนังใต้ดิน  เริ่มต้นขึ้นในประเทศฝรั่งเศส  ในราวปี ๑๙๐๐  โดยปรากฏขึ้นในผลงานของ จอร์เจส เมเลียร์ (Georges M’elie’s)  นักสร้างหนังอาชีพประเภท “ล้ำสมัย” (Avant–garde)  ผู้ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ในการค้นคว้าทดลองกรรมวิธีใหม่ๆ ในการถ่ายหนัง  ในสมัยที่มีการค้นพบการถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ใหม่ๆ นั้น  นักถ่ายหนังส่วนใหญ่รู้กันแต่เพียงว่ากล้องถ่ายหนังสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เคลื่อนไหวได้เช่นเดียวกับความจริง  เหมือนกับกระจกที่สะท้อนภาพเท่านั้น  แต่จากการทดลองของเมเลียร์  เขาค้นพบโดยบังเอิญว่ากล้องถ่ายหนังสามารถลดความเร็วของการเคลื่อนไหวให้ช้าลงได้ (Slow Motion) หรือจะเร่งให้เร็วขึ้น (Fast Motion) ให้ภาพถอยหลัง (Reverse Motion) และให้ภาพจางหายไป (Fading) ก็ได้  การค้นพบอันนี้มีอิทธิพลต่อหนังเพื่อการค้ามาจนถึงปัจจุบัน

                ภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งแรกได้สิ้นสุดลง  พร้อมกับความระส่ำระสายทางเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  และวัฒนธรรม  ทัศนคติของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป  แนวความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นในยุคนี้  พร้อมกับแนวความคิดอันใหม่ในการสร้างหนังด้วย  ในระยะปี ๑๙๒๑-๑๙๓๑ ได้เกิดมีขบวนการของศิลปินอิสระขึ้นชื่อเรียกว่า “ล้ำสมัย” (Avant-Garde) ศิลปของการสร้างภาพยนตร์  ได้รุดหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับศิลปยุคใหม่  อาทิ เอ็กเพรสชันนิส (Expressionism) ฟิวเจอริส (Futurism) คิวบิส (Cubism) และดาดา (Dadaism)

    ประเทศเยอรมันในระยะนั้น  ขบวนการหนังใต้ดินมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก  งานสำคัญๆ ในยุคนี้เป็นงานของจิตรกรสามคนคือ ไวคิง เอกเกลลิง (Viking Eggeling) ซึ่งเป็นคนสวีเดน  ฮันส์ ริชเตอร์ (Han Richter) และวอลเตอร์ รุทท์มานน์ (Walter Ruttmann)

                เอกเกลลิง และ ริชเตอร์ เริ่มต้นความพยายามของเขาด้วยการสร้างหนังจากภาพเขียนเช่นเดียวกับการทำหนังการ์ตูน  โดยใช้ภาพเขียนที่เป็นนามธรรม (Abstract)  โดยให้เกี่ยวพันและเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีรูปร่าง  ในหนังเรื่อง “Film Study” ของเขา  รุทท์มานน์ก็สร้างหนังที่ใช้รูปแบบนามธรรมเช่นเดียวกันอีก  ในหนังเรื่อง “บทเพลงของโลก” (Molody of the World) อันเลื่องชื่อของเขา  เป็นการแสดงรูปภาพนามธรรมประกอบกับบทเพลงคลาสสิค  และบทเพลงสมัยใหม่  

    หนังที่เรียกได้ว่า อาวองการ์ด หรือล้ำสมัยในประเทศฝรั่งเศสช่วงระยะปี ๑๙๒๐-๑๙๓๐ มักจะแสดงออกตามรูปแบบทางด้านลัทธิ ดาดา และ เซอร์เรียลิส (Surrealism) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในหมู่ศิลปิน  กลุ่มที่มีชื่อเสียงที่สุดในระยะนี้  คือ “กลุ่มปารีส” (The school of Paris) ซึ่งประกอบด้วยนักสร้างหนังแบบล้ำสมัยเพื่อการค้า  และพวกที่ไม่ยอมทำงานเพื่อการค้าเลย  พวกแรกประกอบด้วยนักสร้างคนสำคัญคือ เรอเน่ แคลร์ (Rene Clrir) อัลเบอร์โต คาวัลแคนติ (Alberto Cavalcanti) และ หลุยส์ บันนูเอล (Luis Bunuel) คนที่สามนี้ต่อมาได้กลายเป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียง  กลุ่มที่สองประกอบด้วยจิตรกรอย่างเช่น เฟอร์นันด์ เลเกอร์ (Fernand Leger) แมน เรย์ (Man Ray) และมาเซิ่ล ดัชชัมพ์ (Mercel Duchamp)

งานสำคัญของพวกอาวองการ์ดยุคนี้ก็ได้แก่เรื่อง (Entr’acte) ซึ่ง เรอเน่ เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อฉายขณะพักเครื่องเวลาของระบำบัลเล่ท์สวิส เรื่อง “เรอลาเช” (Relache) อันมีความหมายว่า “ไม่มีการแสดงสำหรับวันนี้”  หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เนื้อเรื่องไม่ยึดถือความสมเหตุสมผล  เรื่องราวส่วนใหญ่แสดงถึงคนที่วิ่งไล่ตามรถบรรทุกศพ  และเกี่ยวโยงถึงระบำบัลเล่ท์เพียงเล็กน้อยก็ตอนที่มีนักเต้นบัลเล่ท์หญิงที่มีหนวดเครายาวกระโดดออกมา

                หนังยุคอาวองการ์ดที่มีชื่อเสียงที่สุด  เป็นหนังซึ่งทำขึ้นเพื่อแสดงปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงต่อศิลปินกลุ่มที่ยึดถือรูปแบบประเพณี  ด้วยการแสดงออกในแนวทางเซอร์เรียรีส (จริงกึ่งฝัน) หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “หมาของอังดาลอง” (Un Chien Andalon) ซึ่งบันนูเอลผู้กำกับและซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) ศิลปินกลุ่มเซอร์เรียริสร่วมกันสร้างภาพของดวงตาซึ่งหนังของอาวองการ์ดเรื่องอื่นๆ เคยพยายมทำให้แลดูเยือกเย็นและสงบด้วยลีลาของการตัดต่อ  และทำให้แลดูน่าเพลิดเพลินด้วยกลเม็ดพิเศษต่างๆ  แต่หนังเรื่องนี้กลับฝานดวงตาด้วยมีดโกนอันคมกริบ  ทำให้แลน่ากลัว  บางตอนก็เป็นภาพการลากลิงเน่าๆ ผ่านเข้ามาในห้อง  แล้วผู้ชายคนหนึ่งก็เอื้อมทิอไปจับก้นอันเปลือยเปล่าของผู้หญิง  ภาพแต่ละภาพถูกต่อเข้าด้วยกันโดยไม่คำนึงถึงเรื่องราว  บันนูเอลกล่าว่า “ไม่มีอะไรในหนังเรื่องนี้...มันหมายถึงอะไรก็ได้”


            ที่ประเทศรัสเซีย  ภายหลังจากที่การปฏิวัติปี ๑๙๑๗ ประสบผลสำเร็จ  ทำให้โรงถ่ายหนังต้องสลายตัวไปหมด  แต่เลนินประกาศว่า “กระบวนงานศิลปทุกชนิด  ภาพยนตร์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเรา”  ดังนั้นเขาจึงสนับสนุนให้มีการสร้างหนังขึ้นมาใหม่  โดยรัฐได้แบ่งปันเงินให้ในการทดลองทำหนัง  นักสร้างหนังรัสเซียที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลต่อวงการหนังยุโรปก็คือ  ดซิกา เวอร์ตอฟ (Dziga Vertov)  และเซอร์ไก ไอเซนสไตน์ (Sergei Eisenstein)

                เวอร์ตอฟ ได้ให้ทัศนะแก่โลกภาพยนตร์ไว้ว่า  ตาของกล้องถ่ายหนัง  เป็นตาที่สามารถมองเห็นความจริงที่แตกต่างและพิเศษกว่าดวงตามนุษย์  เขาคิดว่าดวงตาของกล้อง  มีอิสรภาพในการควบคุมเวลาจักรวาลและเรื่องราว  และดังนั้น  เวอร์ตอฟจึงต่อต้านการสร้างหนังที่เป็นนวนิยาย  ความพยายามของเขาคือการสร้างความจริงอันใหม่ขึ้นมา  เวอร์ตอฟเป็นผู้กำกับคนสำคัญในการสร้างหนังสารคดีโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย  อาทิ “ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมือง” (History of the Civil War)  “โซเวียตรุดหน้า” (Forward Soviet)  และ “บทเพลงเกี่ยวกับเลนิน” (Three songs about Lenin)

    ส่วนเซอร์ไก ไอเซนสไตน์ เป็นนักสร้างหนังที่เคยทำละครมาก่อน  ในหนังเรื่อง Potemkin ของเขาได้แสดงวิธีการตัดต่อแบบรัสเซียแก่โลกตะวันตก  หนังของเขามีอิทธิพลและประสบความสำเร็จมากในโลกภาพยนตร์

                ในขณะที่ทั่วยุโรปบรรดาศิลปินกำลังทำหนังใต้ดินแบบล้ำสมัยกันอย่างคึกคักนั้น  อเมริกาเพิ่งจะอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น  หนังอิสระเรื่องแรก แมนฮัทตา (Manhatta) ซึ่งเป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับนิวยอร์ค  สร้างขึ้นในปี ๑๙๒๑ โดย ชาร์ลส์ ชิลเล่อร์ (Charles Sheeler) และ พอล แสตรนด์ หนังเรื่องนี้ถ่ายภาพเมืองนิวยอร์คแบบลอง ชอทส์ (long shots) และมีไตเติลเป็นบทกวีของวอลท์ วิทเมน (Walt Whitmann) ภาพส่วนใหญ่เป็นภาพนิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดความตื่นเต้นใดๆ แก่ผู้ชม  หนังเรื่องนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร  ในระยะต่อมา เมลวิลล์ เวบเบอร์ (Melville Webber) ช่างภาพและ ดร. เจมส์ ซิบบลีย์ วัทสัน (James Sibey Watson) ผู้กำกับ  ก็ได้สร้างหนังจากนิยายของเอดการ์ อาเลนโป เรื่อง “ความเสื่อมของตระกูลอุชเชอร์” (The Fall of the House of Usher)  หนังเรื่องนี้ใช้เงาบนผนังเป็นฉาก  และใช้การผสมระหว่างรูปลักษณ์ (Form) และแสงในการเล่าเรื่องอย่างตึงเครียดและโดยทางนามธรรม  นอกจากนั้น ราล์ฟ สไตเนอร์ (Ralph Steiner) ก็ได้มีส่วนช่วยให้หนังใต้ดินในอเมริกามีความคึกคักโดยสร้างหนังเรื่อง “น้ำ” (H2O) อันเป็นการศึกษาเค้าโครงของแสงและภาพที่ปี่กฎบนผิวน้ำ  ดูกลาส ครอคเวลส์ (Douglas Crockwell) สร้างหนังโดยตั้งกล้องบนโต๊ะกระจกและบันทึกภาพการเปลี่ยนแปลงเค้าโครงของสีที่เขาวาดลงไปบนแผ่นกระจก

                ระยะระหว่างปี ๑๙๔๐-๑๙๕๐ เรียกได้ว่าเป็นยุคของหนังทดลอง (Experimental) หรือ อาวอง การ์ด ยุคที่ ๒  หนังในระยะนี้เป็นความพยายามของผู้สร้างในการที่จะทำสิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน  และนักสร้างหนังหลายคนก็ถือว่าหนังที่ตนสร้างออกมานั้นเป็นเพียงการทดลอง  หาใช่งานศิลปกรรมที่สมบูรณ์ไม่  ในสมัย อาวอง การ์ดยุคที่ ๒ นี้  พิพิธภัณฑ์ศิลปสมัยใหม่ (Museum of Modern Art) ได้จัดรายการหนังใต้ดินขึ้นเป็นประจำ  โดยเอาหนังฝรั่งเศสเก่าๆ และหนังอาวอง การ์ด ยุคแรกมาฉาย  ต่อมา  การแสดงศิลปภาพยนตร์ที่แซนฟรานซิสโก  และซีนีมา ๑๖ ที่นิวยอร์คก็ได้จัดให้มีการแสดงหนังใต้ดินต่อสาธารณะ  และเปิดโอกาสให้แก่นักสร้างใหม่ๆ ด้วย  นักสร้างที่มีชื่อในยุคนี้ก็คือ มายา เดเรน (Maya Deren) นักสร้างหนังสตรี  หนังเรื่อง “ตาข่ายของยามบ่าย” (Meshes of the Afternoon) ของเธอเป็นหนังที่แสดงภาพออกมาเหมือนฝันร้ายแบบเซอร์เรียรีส  เต็มไปด้วยสำนึกอันโหดร้ายและความผิดปกติทางจิต  “ตาข่ายของยามบ่าย” เป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งตกใจกลัวและสั่นผวาด้วยเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น  เช่นภาพของคนซึ่งปรากฏขึ้นและหายวับไปกับหัวโค้งถนน  และเสียงกุญแจซึ่งหล่นลงกับพื้น  ผู้หญิงคนนั้นพบมีดเล่มใหญ่วางอยู่บนโต๊ะ  ภาพบริเวณรอบๆ บ้านโยกสั่นกลับไปกลับมา  และโยกโยนหล่อนให้กลิ้งตามไปด้วย  หลอนพบว่า  ภาพคนซึ่งหายวับไปกับหัวโค้งถนนนั้นมีใบหน้าที่ใสเหมือนกระจก  และปรากฏว่ามีมีดเล่มใหญ่วางอยู่ทุกหนทุกแห่ง  จนกระทั่งหล่อนต้องหยิบมีดเล่มนั้นขึ้นมาและฆ่าตัวตาย  หนังเรื่องนี้ เดเรน เป็นผู้แสดงและถ่ายทำร่วมกับ อเล็กซานเดอร์ แฮมมิด (Alexander Hammid)

    ในสมัยเดียวกันนี้มีนักสร้างที่น่าสนใจอีกสามคนคือ  เคนเนท แองเกอร์ (Kenneth Anger) ผู้สร้าง “ดอกไม้ไฟ” (Fireworks) อันเป็นหนังที่เกี่ยวกับกระเทยที่เป็นแซดดิสม์ (มีความสุขเมื่อได้รับความเจ็บปวด) ในหนังเรื่องนี้ แองเกอร์แสดงเป็นเด็กหนุ่มซึ่งฝันว่าถูกกลาสีเรือเฆี่ยนและคว้านไส้พุงออกมาอย่างทารุณ  มารี เมนเคน (Marie Menken) กับสามีของเธอ วิลลาร์ด มาแอส (Willard Mas) ได้ช่วยกันทำ “ภูมิศาสตร์ของร่างกาย” (Geography of the Body)  โดยใช้เลนส์พิเศษถ่ายส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ในระยะที่ใกล้มากจนแลดูน่ากลัว  ฟรานซิส ทอมพ์สัน (Francis Thompson) ใช้เลนส์ซึ่งสามารถบิดเบือนภาพได้หลายชนิด  ถ่ายภาพตึกรามอันสูงตระหง่านของนิวยอร์ค  ในหนังเรื่อง “นิวยอร์ค นิวยอร์ค” (|N.Y., N.Y.) จนทำให้ผู้ชมเห็นว่าภาพตึกรามเหล่านั้นเลื่อนไหลได้เหมือนของเหลว

ก่อนหน้าที่เดเรนและแฮมมิดจะสร้างหนังเรื่อง “ตาข่ายของยามบ่าย” นั้น  ก็ได้มีการก่อตัวของกลุ่ม “นามธรรมฝั่งตะวันตก” (The West Coast Abstract School) จุดศูนย์กลางของกลุ่มนี้อยู่ที่ลอส แอนเจอลิส และ แซนฟรานซิสโก  สมาชิกของกลุ่มประกอบด้วย  พี่น้องเจมส์ และ จอห์น วิทนี่ย์ (James & John Whitney) ซึ่งเริ่มต้นทดลองสร้างหนังแบบนามธรรม  โดยใช้ภาพเขียนเป็นหลักประกอบกับดนตรี  ฮารี่ สมิท (Harry Smith) สร้างหนังโดยวิธีการเขียนรูปนามธรรมลงบนฟิล์ม   ประกอบกับเพลงของคณะลี้ทเติ้ล  สมิท ให้ชื่อหนังของเขาทุกเรื่องเป็นหมายเลขทั้งสิ้น

                ภายหลังปี ๑๙๕๐  กลุ่ม อาวอง การ์ด  ยุคที่สองก็เริ่มสลายตัวไปเนื่องจากต้องประสบกับปัญหาทางการเงิน  แต่งานของกลุ่มศิลปินกลุ่มนี้  ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความคิดใหม่ๆ เพื่อเป็นรากฐานแก่นักสร้างหนังรุ่นต่อๆ ไป

                ยุคใหม่ของหนังใต้ดินได้เริ่มต้นขึ้นภาพหลังปี ๑๙๕๔  ยุคนี้เริ่มต้นด้วยผลงานที่มีชื่อเสียงของแสตน แบรคเคจ (Stan Brakhage)  “แสงสะท้อนบนสีดำ” (Reflection on Black) ซึ่งเป็นหนังที่แสดงถึงจินตนาการของคนตาบอด  แบรคเคจ  มีความเห็นว่าในขณะที่ดวงตาของมนุษย์เราปิดอยู่นั้น  เราก็สามารถมองเห็นภาพได้  ภาพเหล่านั้นอาจเป็นเค้าโครงของนามธรรม  เป็นความทรงจำ  เป็นจินตนาการ  และความฝัน  ในหนังเรื่อง  ด๊อก สตาร์ แมน (Dog Star Man)  แบรคเคจแสดงให้เห็นคนตัดไม้ซึ่งกำลังปีนภูเขา  ในขณะเดียวกันเขาก็ตัดต่อภาพทิวทัศน์ของจักรวาล  แสดงให้เห็นดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และดวงดาว   ภาพครอบครัวของเขา  หัวใจที่กำลังเต้น  ปอด  กระแสเลือด  และภาพขยายของเซลในร่างกาย  ประกอบเข้าไปด้วย

        โรเบิร์ต เบรียร์ (Robert Breer)  ศิลปินซึ่งสำเร็จวิชาจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยแสตรฟอร์ดได้เริ่มสร้างหนังของเขาด้วยความคิดที่ว่า  การเคลื่อนไหวต่างๆ บนฟิล์มหนังนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามธรรมชาติหรือต่อเนื่องกัน  หนังเรื่อง อิมเมจ บาย อิมเมจ หมายเลขหนึ่ง (Image by Image 1)  ซึ่งสร้างขึ้นในปี ๑๙๕๔  เป็นหนังที่ในแต่ละเฟรมบนฟิล์ม  เป็นภาพแต่ละภาพไม่ต่อเนื่องกันเลย  และผลที่ปรากฏออกมาต่อสายตาของผู้ชมก็คือ  ภาพและเค้าโครงอันใหม่ที่จะไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนเลยบนโลกนี้

บ๊อบ บรานาแมน (Bob Branaman) สร้างหนังที่เกี่ยวชีวิตของตัวเอง  ด้วยสถานที่และผู้คนที่เขารู้จัก  แต่ด้วยเทคนิคใหม่ๆ อาทิเช่นการใช้กล้องบันทึกภาพทับๆ กันลงไปหลายๆ ครั้ง  หรือไม่ก็เขียนภาพแบบซายเคเดลิคประกอบลงไปบนภาพทิวทัศน์จริงๆ

                สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้หนังใต้ดินยุคใหม่เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็คือ  การปฏิวัติของคนหนุ่มที่ปฏิเสธชีวิตแบบเดิม  และพยายามที่จะพัฒนาวิถีชีวิตใหม่ที่แตกต่างจากอารยธรรมของตะวันตก  คนหนุ่มเริ่มต่อสู้เพื่อยุคสมัยของตน  เพื่อเสรีภาพทางกามารมณ์  การเมือง  และการสูบกัญชา  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ปรากฏอยู่ในหนังซึ่งคนหนุ่มกำลังสร้างกันอยู่  เช่นในหนังเรื่อง  “การเริ่มต้นของราศีพฤศจิก” (Scorpio Rising)  ของแคนเนท แองเกอร์  ซึ่งแสดงถึงการใช้ความรุนแรง  การทำลายล้างและความตาย  เพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมยุคสมัยใหม่  ภาพของตัวเองในหนังเรื่องนี้  ถูกตัดต่อสลับกับภาพของฮิตเล่อร์  เจมส์ดีน  มาร์ลอน แบรนโด  และพระเยซู  ภาพในงานฮัลโลวีนของพวกนักแข่งมอเตอร์ไซด์  ถูกนำมาผสมกับภาพของพระเยซูกำลังพบกับศิษยานุศิษย์  และภาพการแข่งมอเตอร์ไซด์ถูกนำมาผสมกับภาพพระเยซูกำลังนั่งอยู่บนหลังลาเดินทางเข้าสู่เมืองเยซูซาเล็มประกอบกับเพลงป๊อป  

    คลื่นลูกใหม่ของนักสร้างภาพยนตร์อย่างเช่น เฟลลินี่ (Fellini)  แอนโตนิโอนิ (Antonioni) และ คูโรซาวา (Kurosawa) ก็มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดสถานการณ์ใหม่ขึ้น

                ที่นิวยอร์ค  โรงเรียนของนักสร้างหนังที่นั่น (The New York School of Film-makers) ได้พยายามสร้างหนังดีๆ ที่ลงทุนน้อยออกมาสู่ตลาด  แต่ก็ต้องประสบปัญหาทางด้านการเงินอย่างหนัก  และไม่ค่อยได้รับความนิยม  ต่อมาในปี ๑๙๖๐  บรรดานักสร้างหนังได้มาประชุมกันเพื่อก่อตั้ง “The New American Cinema Group” เพื่อช่วนสนับสนุนการสร้างหนังใต้ดิน  ทั้งในด้านการเงินและการเผยแพร่  จากคำประกาศของสมาคมนี้กล่าวว่า “เราไม่ต้องการหนังปลอมๆ ที่งดงามและหรูหรา  เราต้องการหนังที่หยาบ  ไม่งดงาม  แต่มีชีวิตชีวา  เราไม่ต้องการหนังสีดอกกุหลาบ  เราต้องการแต่หนังสีเลือด”

                หนังใต้ดินแบบล้ำสมัยในยุคใหม่มีลักษณะสำคัญอยู่ที่การตัดต่อย่างฉับไว  เรื่องราวไม่จำเป็นต้องต่อเนื่อง  การใช้เทคนิคและวัตถุใหม่ๆ ในการสร้างเช่นเดียวกับศิลปกรรม  เช่นการสร้างเม็ดบนภาพ  การขีดข่วนบนฟิล์มและการสั่นกล้องขณะกำลังถ่าย  พวกนักสร้างหนังรุ่นใหม่ไม่สนใจในการสร้างหนังที่เป็นนวนิยายตามความเป็นจริง  แต่หากต้องการแปรรูปความจริงเสียใหม่ด้วยการถ่ายทำ  การตัดต่อ  และการสร้างให้แปลกออกไปด้วยวิธีการใหม่ๆ

    แสตน แวนเดอร์บีค (Stan VanDerBeek) เป็นนักสร้างหนังที่นิยมใช้ภาพคอนลาจ (Collage) โดยตัดรูปภาพจากแหล่งต่างๆ เช่นภาพนักการเมือง  ภาพจากหนังสือเพลย์บอย  และอื่นๆ  มาแปะเข้าด้วยกันโดยทำให้สิ่งเหล่านั้นให้ความหมายใหม่ขึ้นมา  หนังที่ประสบความสำเร็จของแวนเดอร์บีค  ก็คือ “ลมหายใจของความตาย” (Breathdeath) ซึ่งเป็นหนังต่อต้านสงคราม  บางฉากในหนังเรื่องนี้เป็นภาพของประธานาธิบดีนิกสัน  ที่อยู่ๆ ก็มีตีนโผล่ออกมาทางปาก  ภาพผู้คนที่มีหัวกะโหลกอยู่บนใบหน้ากำลังเต้นรำ  ภาพเลือดที่ไหลนองออกมาจากหนังสือพิมพ์ที่เต็มไปด้วยพาดหัวเรื่องระเบิดไฮโดรเจน

                ผลงานที่ท้าทายที่สุดของนักสร้างในรยุคใหม่นี้ก็คือเรื่อง “หลับ” (Sleep) ซึ่งเป็นผลงานของแอนดี้ วอโฮล (Andy Warhol)  “หลับ” เป็นหนังที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลย  วอโฮลใช้เวลากว่าหกอาทิตย์ถ่ายภาพคนที่กำลังนอนหลับแน่นิ่ง  หนังเรื่องนี้มีความยาวประมาณ ๖ ชั่วโมง

                แนวทางการสร้างหนังเริ่มเข้าสู่จุดของการเปลี่ยนแปลงอันมีผลสืบเนื่องมาจากความล้มครืนทางเศรษฐกิจและศิลปฮอลีวูด  นักสร้างหนุ่มหลายคนเริ่มปลดตัวเองให้เป็นอิสระจากโรงถ่าย  การลงทุนเป็นสิบๆ ล้านเพื่อสร้างฉากอันมโหฬารไม่มีความหมายอีกต่อไป  เพราะพวกสร้างหนังรุ่นใหม่ได้หันมาสร้างหนังกันแบบใต้ดิน  ใช้ทุนรอนในการสร้างอย่างประหยัด  โดยยกกองออกไปถ่ายทำกันตามถนน  ชายทะเล  ทุ่งหญ้า  และสถานที่จริงอื่นๆ  เนื้อเรื่องก็เกี่ยวพันกับชีวิตของผู้คนในสภาวะอันยุ่งเหยิงของสังคมอย่างเช่น อีซี ไรเดอร์ (Easy Rider)  ของเดนนิส ฮอปเปอร์ (Dennis Hopper)  และวูดสต๊อก (Woodstock)  ของไม้ค์ แวดลีห์ (Mike Wadleigh)


    ศิลปินทุกยุคทุกสมัยมิได้ละความพยายาม  เขาถือกล้องไว้ในมืออย่างกระชับมองหาเหตุการณ์และวัตถุที่เขาจะบันทึกลงไปด้วยสายตาอันคมกริบ  ด้วยจินตนาการและความคิด  เพื่อให้มันเป็นงานศิลปกรรมที่ดีที่สุด