กิตติศักดิ์ หนังกับหหนังสือ “MISSING หนังการเมือง”
โลกหนังสือ ปีที่ 6 ฉบับที่ 2
พฤศจิกายน 2526
ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า
คนเรานั้นถึงจะมีรสนิยมและความคิดเห็นแตกต่างกันออกไปในหลายเรื่อง แต่ถ้าไปเจออะไรอ้ายที่มันดีจริงๆ แล้ว ทุกคนก็ย่อมมีความเห็นตรงกันหมด และยอมรับว่ามันดีจริงๆ
ข้อพิสูจน์ล่าสุดเกี่ยวกับความเชื่อของผมข้อนี้ก็คือหนังเรื่อง Missing
ของคอสต้า
กาฟรัส
เท่าที่ถามไถ่จากเพื่อนฝูงที่ได้ดูมา
ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า
เป็นหนังดีที่สุดเท่าที่ดูมาในรอบสี่ห้าปี
ที่ไม่นับเกินกว่านั้นก็เพราะกลัวจะไม่ยุติธรรมสำหรับหนังเก่าๆ
บางเรื่องที่ความทรงจำและความประทับใจอาจจะเลือนๆ ไปบ้าง...
คอนสแตนติน คอสตา
กาฟรัสเป็นนักทำหนังชาวกรีก...ได้รับการติดต่อจากนักสร้างหนังอเมริกัน เอ็ดเวิร์ดและมิลเดรด เลวิส ซึ่งส่งหนังสือเรื่อง The
Execution of Charles Horman พร้อมกับบทภาพยนตร์ที่โดแนลด์
สจ๊วตเป็นคนเขียนขึ้นมาให้ คอสต้า
กราฟัสอ่านหนังสือและเห็นว่ามีจุดที่น่าใจอยู่มาก
จึงตอบตกลงที่จะกำกับหนังเรื่องนี้...
The Execution
of Charles Horman เป็นผลงานจากการค้นคว้ารวบรวมหลักฐานต่างๆ
และนำมาเขียนขึ้นเป็นรูปสารคดีเกี่ยวกับการหายตัวไปของชาร์ลส์ ฮอร์แมน นักเขียนละนักข่าวอิสระชาวอเมริกันระหว่างที่เกิดการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีซาลวาดอร์
อัลเยนเด้ในชิลีเมื่อเดือนกันยายน 1973
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือโธมัส
เฮาเซอร์นักกฎหมายที่มีอาชีพพิเศษเป็นนักเขียนบทความส่งไปลงตามนิตยสารต่างๆ เขาให้ความสนใจในเรื่องนี้มาก เพราะเห็นว่ามันเกี่ยวโยงไปถึงสวัสดิภาพของคนอเมริกันทั้งหมด และความรับผิดชอบที่รัฐบาลควรจะมีต่อประชาชน...
โธมัส
เฮาเซอร์เคยเขียนหนังสือมาสองสามเล่ม
มีทั้งที่เป็นสารคดีและนิยาย ผมไม่เคยอ่านผลงานของเขามาก่อน แม้แต่เรื่องนี้ก็เพิ่งจะมาอ่านหลังจากที่ได้ดูหนังแล้ว อ่านแล้วก็ติดใจ ปกติแล้วผมไม่ค่อยจะได้อ่านสารคดีนัก
โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ก็มาใจอ่อนกับหนังสือเล่มนี้เข้าจนได้ เฮาเซอร์มีวิธีเขียนที่ทำให้รู้สึกว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งสนุกจนวางไม่ลง เขานำข้อมูลต่างๆ
มากมายตามแบบของสารคดีมาผสานกับวิธีการเขียนบรรยายแบบนิยายได้อย่างสนิท ให้ทั้งข้อเท็จจริงและความสะเทือนใจตามไปด้วยพร้อมกัน
และก็คงจะเป็นเพราะเขามีอาชีพเดิมเป็นนักกฎหมาย ถ้อยคำสำนวนที่ใช้ในการบรรยายจึงรัดกุม ไม่เยิ่นเย้อ
และกินความได้ลึก
ใช้พฤติการณ์เล็กๆ น้อยๆ แทนการบรรยายถึงบุคลิกของตัวละครออกมาตรงๆ อ่านๆ
ไปแล้วมีความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอ่านนิยาย
แต่พอได้เห็นชื่อคนบางคน
เช่นเฮนรี่ คิสซิงเจอร์และอเล็กซานเดอร์ เฮก ก็ถูกดึงกลับมาสู่ความจริงได้
และอดนึกต่อไปไม่ได้ว่าชื่อเหล่านี้ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับเมืองไทยเราอยู่เหมือนกัน
ลงคนอย่างผมยังเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาได้ มีหรือที่คอสต้า
กาฟรัสจะไม่ซึ้งไปกับหนังสือเล่มนี้ด้วย...เขาเริ่มต้นหนังด้วยการประกาศว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แต่เขาเปลี่ยนแปลงชื่อบุคคลบางคนในเรื่องเพื่อป้องกันอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้นได้แก่บุคคลเหล่านั้นและแก่หนังเอง ผมว่าเขาประกาศไปอย่างนั้นเองแหละ จะตั้งใจประชดใครหรือเปล่าก็ไม่รู้
เพราะบางชื่อที่เปลี่ยนไปก็ดูเหมือนเปลี่ยนแก้บน...และในหนังสือก็ระบุชื่อและตำแหน่งหน้าที่ของทุกคนเอาไว้ชัดเจน
อีกอย่างหนึงก็คือการที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ยอมเอ่ยถึงชิลีหรือประธานาธิบดีอัลเยนเต้ แต่ก็มีตัวหนังสือข้างหีบศพของชาร์ลส์ ซึ่งระบุว่าส่งมาจากซานดิอาโกนั้น
ผมเชื่อว่าเป็นความตั้งใจของเขามากกว่าที่จะบอกว่า เรื่องแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศอื่นๆ
ทั่วโลก
เมื่อไหร่เขาคิดจะมาทำหนังเกี่ยวกับเอเชียอาคเนย์บ้างก็ไม่รู้ซี...
แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้
ไม่ได้อยู่ที่การประณามอเมริกันหรือเทิดทูนอัลเยนเต้...จุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่การสร้างสำนึกในทางการเมืองแก่ประชาชน
ตาดำๆ ทั่วไป โดยมีเอ็ด
ฮอร์แมนเป็นสื่อกลางที่จะแสดงออกมา
อย่างที่ทูตอเมริกันในชิลีตอกหน้าเอ็ดกลับไปว่า “ถ้าคุณไมได้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัวกับเรื่องนี้โดยตรง คุณก็คงจะยังคงนั่งอยู่ที่บ้าน มีความสุขไปตามประสา และไม่สนใจไยดีอะไรเลย”
นั่นคือการวางเฉยของผู้คนทั่วไปที่เห็นว่าการเมืองนั้นมันไม่เกี่ยวกับคน
มันเป็นเรื่องที่คนอีกระดับหนึ่งเขาจะเล่นกันไปเท่านั้นเอง...
แล้วผมก็อดเอาหนังเรื่องนี้ไปเปรียบกับ
Reds ไม่ได้ ตอนที่ได้ดู Reds
ผมก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับคนอื่นๆ
ที่ว่าเป็นหนังที่ทำออกมาได้ดีเสียเหลือเกิน...แต่พอได้มาดู Missing นี่ ผมก็ต้องเปลี่ยนใจจากเรื่อง Reds และมีความเห็นว่าคนที่มีฝีมือในการทำหนังจริงๆ นั้น
เขาสามารถเอาเรื่องหนักๆ มาทำให้กลายเป็นหนังที่ดูสนุก มีศิลปะในการสร้างภาพ
และมีความยาวที่กะทัดรัดพอเหมาะพอควร Reds
นั้นดีในลักษณะของหนังอเมริกัน แต่ Missing นั้นมีความลึกของยุโรปอยู่เต็มที่
ความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งระหว่าง
Reds กับ Missing ก็คือ Reds เป็นนิยายชีวิตของจอห์น
รีด
ซึ่งมีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกเพราะจอห์น รีด เป็นนักการเมือง ส่วน Missing นั้นคือหนังการเมืองที่เอาเรื่องราวส่วนตัวของชาร์ลส์
เบ็ธ และเอ็ด ฮอร์แมนมาเป็นเรื่องในการถ่ายทอดเท่านั้นเอง
COSTA GAVRAS &
MISSING
วีดีโอ
รีวิว ปีที่ 1 ฉบับที่
2
“ยิ่งศักดิ์”
ในงานประกวดหนังเมืองคานส์ที่ฝรั่งเศสปีที่แล้ว หนึ่งในหนังดีเด่นที่ได้รับการยกย่องและกล่าวขวัญถึงอย่างอึงคนึงคือ Missing
ซึ่งกำกับโดย Costa Gavras…
ปฏิกิริยาแรกหลังจากออกฉายรอบปฐมทัศน์ในวอชิงตัน กระทรวงมหาดไทยของสหรัฐได้ออกแถลงการณ์โต้ทันทีหนึ่งฉบับ ยาวถึง 8 หน้ากระดาษเต็ม ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นตามที่หนังแสดงออก หากแต่ได้พยายามและกระทำไปอย่างถูกต้องและสุดความสามารถแล้วในกรณีเรื่องนี้
พร้อมกับเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังเรื่องนี้มา “สอบถามปรับความเข้าใจกัน”
Missing
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการหายสาบสูญของหนุ่มอเมริกันนายหนึ่ง
ที่ออกจะผิดปกติและน่าสนใจคือ หนุ่มอเมริกันผู้นี้เป็นนักเขียนอิสระที่อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่งแถบอเมริกาใต้…แรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงพาเมียแวะฮันนีมูนผ่านมา
แต่เกิดติดเนื้อต้องใจภูมิประเทศและชีวิตที่นี่ก็เลยวางแผนจะปักหลัก…อยู่มาได้สัก 2 ปี พอคุ้นเคยกับชีวิตแล้ว จู่ๆ
วันหนึ่งก็เกิดเรื่อง ประเทศนี้มีการปฏิวัติ
การปฏิวัติในประเทศโลกที่สามเช่นนี้ ย่อมจะต้องมีการนองเลือดเป็นธรรมดา
ผู้คนประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถุกลูกหลงตายกันเป็นเบือ ทหารเข้ายึดครองอำนาจตามฟอร์ม ตัวหนุ่มอเมริกันนี้ทนดูไม่ได้
ก็เลยพยายามเจาะหาข่าวกะว่าจะเขียนเป็นเรื่องส่งมาลงที่อเมริกา
เจาะไปเจาะมาก็เจาะพบแก๊สธรรมชาติเข้าจนได้ คือพบว่ารัฐบาลอเมริกันเองเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
สนับสนุนกำลังอาวุธให้รัฐบาลทหารใหม่นี้โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนเก่าที่ยึดถือระบบสังคมนิยม เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ทีนี้ก็เลยสวัสดี ถูกบุกบ้าน
กระชากตัวไปสอบสวนพร้อมกับเพื่อนฝ่ายเมียวิ่งหลบกระสุนกลับไปถึงบ้าน พบแต่ซากถูกค้นกระจุยกระจายก็ลมจับ วิ่งหนีจนตีนพลิก วิ่งเข้าหาสถานทูตก็ไม่ได้เรื่อง ก็เลยโทรเลขไปบอกพ่อผัว
พ่อนายหนุ่มนี่ก็ขึ้นเครื่องบินแจ้นมาทันที ใช้ความสามารถและอิทธิพลทุกอย่าง
ขอร้องให้ทางสถานทูตช่วยหาตัวลูกชายกลับมาเขาจะไม่เอาเรื่องเอาราว และจะไม่สนใจว่าใครทำอะไรทั้งนั้น ขอเพียงให้ได้ตัวลูกชายคืนมา แล้วจะพากลับอเมริกาทันที
ทางสถานทูตก็ออกหาจ้าละหวั่น แต่เป็นเพียงการแสดงละครเท่านั้น ฝ่ายลูกสะใภ้รู้ดีจึงเตือนพ่อผัว ทีแรกพ่อก็ไม่เชื่อ แต่พอพบเห็นมากขึ้นก็เลยต้องเชื่อในที่สุด เขาเปลี่ยนจากคนขวาจัดเชียร์รัฐบาล
มาเป็นผู้ขมขื่นที่ขยะแขยงกับระบบโหดเหี้ยมของรัฐบาลอเมริกันในด้านนโยบายต่างประเทศ ค้นไปๆ ก็พบศพเพื่อนลูกชาย และในที่สุดก็เจอหลักฐานชี้ชัดว่าลูกชายเขาถูกฆ่าไปแล้ว เขาพาลูกสะใภ้กลับ และ 7
เดือนต่อมาศพลูกชายเขาก็ถูกส่งตามมา โดยที่สภาพศพไม่สามารถชันสูตรใดๆ ได้เลย
เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง 100%...ทันทีที่คนดูหนังเรื่องนี้จบ ความรู้สึกแรกที่มีคือความเศร้าสลดและความเห็นอกเห็นใจ เพราะหนังเรื่องนี้มิได้ชี้ให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนอย่างจงใจ หากแต่ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลและความเป็น “คน” ฉายให้เห็นถึงความห่วงใยที่พ่อมีต่อลูกเมียมีต่อผัวในเบื้องแรก ความคิดเห็นทางการเมืองและความเข้าใจในชีวิตที่แตกต่างกันในเบื้องต่อมา และจบลงด้วยความรักความเข้าใจกันที่แสนจะรันทดใจ เพราะถูกทำลายโดยนโยบายที่เห็นแต่ผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจ
ปฏิกิริยาเหล่านี้จึงชี้นำมาถึงผู้สร้างหนังผู้กำกับเรื่อง Missing ซึ่งผู้คนในวงการรู้จักกันดี แต่คนทั่วไปเพิ่งเริ่มถามถึง เขาชื่อ Constantin Costa Gavras
กาวราสเป็นชาวกรีก...เขียนเรื่องและกำกับหนังเรื่องแรกชื่อ
The Sleeping Car Murders และตามมาอีก 2-3 เรื่อง
จนมาถึงเรื่องที่ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโลกคือ Z จากผลงานที่ผ่านมา
เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่สร้างหนังการเมืองมาตลอด และเรื่อง Z นี้ก็ไม่เว้น เริ่มกันปี 1967 เมื่อน้องชายเขาซึ่งอยู่ในกรีซส่งหนังสือมาให้เล่มหนึ่ง โดยบอกว่าเพื่อนเป็นคนเขียน และพี่ต้องอ่านให้ได้ แค่อาทิตย์เดียวผ่านไปก็เกิดรัฐประหารขึ้นจริงๆ
ตามที่หนังทำนายไว้
...กาวราสศึกษาและเข้าใจการเมืองอย่างถึงแก่น
สิ่งหนึ่งที่เขาประกาศต่อต้านอย่างเอาจริงเอาจังคือ การแทรกแซงกิจการภายในของประเทศมหาอำนาจที่กระทำต่อประเทศเล็กๆ
ทั่วโลก
ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ต่างยื่นมือเข้ามาแก่งแย่ง กอบโกยเอาผลประโยชน์ และหลอกขายอาวุธให้ผู้คนด้อยพัฒนาเหล่านี้ฆ่าฟันกันเอง
เขาจึงอดไม่ได้ที่จะชี้เตือนให้มนุษย์ตระหนักในอันตรายนี้ในหนังแทบทุกเรื่องของเขา...
เขายังมีความมุ่งมั่นจะทำหนังประเภทนี้อีกต่อไปเรื่อยๆ
เพราะเป็นความสามารถอย่างเดียวของเขาที่พอจะต่อต้านระบบอันชั่วร้ายของเหล่าประเทศมหาอำนาจได้
และอุดมคติแห่งการทำหนังที่เขายึดถือไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่คือ
“จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของศิลปะ มิใช่เพื่อให้ความบันเทิง แต่เพื่อปลุกเร้า!”
คำนำผู้แปล
ถ้าไม่บอกล่วงหน้าเสียก่อน
ท่านผู้อ่านที่ไม่เคยได้ยินกิตติศักดิ์ของภาพยนตร์เรื่อง “Missing” ก็อาจจะไม่รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่นวนิยาย
ทั้งนี้เพราะการดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างน่าอ่านชวนติดตามไม่ต่างอะไรกับนิยายเลย
แท้จริงแล้ว
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์อันเจ็บปวดในชีวิตจริงของครอบครัวอเมริกันครอบครัวหนึ่ง ซ.งโดนหางเลขจากการรัฐประหารในชิลีเมื่อปี 1973 จนเป็นเหตุให้สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวต้องสาบสูญไป และเมื่อคนอื่นๆ พยายามค้นหาตัวเขา สิ่งที่พบกลับมีแต่ความขมขื่นรวดร้าว
ซึ่งกัดกร่อนสำนึกและความภาคภูมิใจอย่างเปี่ยมล้นในความเป็นคนอเมริกันของพวกเขาให้สูญสลายไปสิ้น
ทอมัส
ฮอเซอร์ผู้เขียนเรื่องนี้ก็มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนอเมริกันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไหร่นัก แต่นั่นหาได้ทำให้เขายอมรับพฤติการณ์ไม่ชอบที่รัฐบาลของเขาแสดงต่อประชาชนประเทศอื่นๆ
ไม่ ด้วยเหตุนี้ ข้อมูลต่างๆ
จึงได้ถูกนำออกมาเปิดเยต่อสาธารณชนในปี 1978 ภายใต้ชื่อ “The execution of Charles
Horman : the Sacrifice of America” ต่อมา
เมื่อคอสตา กาฟรัสนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “Missing”
พร้อมกับได้รางวัลตุ๊กตาทองทั้งที่ฮอลลีวู้ดและเมื่องคานส์
ถึงแม้ว่าเนื้อหาของ “เหยื่อทมิฬ”
จะค่อนข้างหนักแตกต่างไปจากผลงานอื่นๆ ที่เคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้ แต่ด้วยการดำเนินเรื่องที่ชวนติดตาม ผนวกกับแรงกระตุ้นจากความขมขื่นใจที่สามารถสัมผัสได้ของครอบครัวฮอร์แมนต่อพฤติกรรมอัปยศของรัฐบาลตน
ผู้แปลจึงรู้สึกว่าน่าจะได้ถ่ายทอดออกมาให้เป็นทีรับรู้ร่วมกัน
อย่างน้อยก็เพื่อผู้อ่านจะได้ตระหนักถึงสาเหตุที่ทำให้อลิซาเบธ
ฮอร์แมนต้องกล่าวว่า “เราทุกคนมีหน้าที่จะต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง และรับผิดชอบในสิ่งที่รัฐบาลของเราทำลงไป มิฉะนั้นแล้ว
มันจะส่งผลมาถึงพวกเราทุกคนไม่ช้าก็เร็ว”
ส่วนหนึ่งที่ทำให้
“เหยื่อทมิฬ” สำเร็จลงได้
ก็ด้วยความอนุเคราะห์จากคุณ วิสรรชนีย์ นาคร
ที่ไดให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการถอดความส่วนที่เป็นบทกวี และบาทหลวง Enduardo Jorge Anzorena ชาวอาร์เจนตินา
ท ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษาในการอ่านออกเสียงชื่อสถานที่และตัวละครที่เป็นภาษาสเปน ซึ่งผู้แปลต้องขอขอบคุณท่านทั้งสองมา ณ
ที่นี้ด้วย


.jpeg)





