วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

missing

 

กิตติศักดิ์  หนังกับหหนังสือ  MISSING หนังการเมือง”

โลกหนังสือ  ปีที่  6  ฉบับที่  2  พฤศจิกายน 2526

                ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า  คนเรานั้นถึงจะมีรสนิยมและความคิดเห็นแตกต่างกันออกไปในหลายเรื่อง  แต่ถ้าไปเจออะไรอ้ายที่มันดีจริงๆ แล้ว  ทุกคนก็ย่อมมีความเห็นตรงกันหมด  และยอมรับว่ามันดีจริงๆ  ข้อพิสูจน์ล่าสุดเกี่ยวกับความเชื่อของผมข้อนี้ก็คือหนังเรื่อง Missing ของคอสต้า กาฟรัส  เท่าที่ถามไถ่จากเพื่อนฝูงที่ได้ดูมา  ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า  เป็นหนังดีที่สุดเท่าที่ดูมาในรอบสี่ห้าปี  ที่ไม่นับเกินกว่านั้นก็เพราะกลัวจะไม่ยุติธรรมสำหรับหนังเก่าๆ บางเรื่องที่ความทรงจำและความประทับใจอาจจะเลือนๆ ไปบ้าง...

                คอนสแตนติน คอสตา กาฟรัสเป็นนักทำหนังชาวกรีก...ได้รับการติดต่อจากนักสร้างหนังอเมริกัน  เอ็ดเวิร์ดและมิลเดรด      เลวิส  ซึ่งส่งหนังสือเรื่อง  The  Execution  of  Charles Horman  พร้อมกับบทภาพยนตร์ที่โดแนลด์ สจ๊วตเป็นคนเขียนขึ้นมาให้  คอสต้า กราฟัสอ่านหนังสือและเห็นว่ามีจุดที่น่าใจอยู่มาก  จึงตอบตกลงที่จะกำกับหนังเรื่องนี้...

                The  Execution  of  Charles Horman  เป็นผลงานจากการค้นคว้ารวบรวมหลักฐานต่างๆ และนำมาเขียนขึ้นเป็นรูปสารคดีเกี่ยวกับการหายตัวไปของชาร์ลส์ ฮอร์แมน  นักเขียนละนักข่าวอิสระชาวอเมริกันระหว่างที่เกิดการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีซาลวาดอร์ อัลเยนเด้ในชิลีเมื่อเดือนกันยายน 1973  ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือโธมัส เฮาเซอร์นักกฎหมายที่มีอาชีพพิเศษเป็นนักเขียนบทความส่งไปลงตามนิตยสารต่างๆ  เขาให้ความสนใจในเรื่องนี้มาก  เพราะเห็นว่ามันเกี่ยวโยงไปถึงสวัสดิภาพของคนอเมริกันทั้งหมด  และความรับผิดชอบที่รัฐบาลควรจะมีต่อประชาชน...

                โธมัส เฮาเซอร์เคยเขียนหนังสือมาสองสามเล่ม  มีทั้งที่เป็นสารคดีและนิยาย  ผมไม่เคยอ่านผลงานของเขามาก่อน  แม้แต่เรื่องนี้ก็เพิ่งจะมาอ่านหลังจากที่ได้ดูหนังแล้ว  อ่านแล้วก็ติดใจ  ปกติแล้วผมไม่ค่อยจะได้อ่านสารคดีนัก  โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองที่น่าเบื่อสำหรับผม  แต่ก็มาใจอ่อนกับหนังสือเล่มนี้เข้าจนได้  เฮาเซอร์มีวิธีเขียนที่ทำให้รู้สึกว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งสนุกจนวางไม่ลง  เขานำข้อมูลต่างๆ มากมายตามแบบของสารคดีมาผสานกับวิธีการเขียนบรรยายแบบนิยายได้อย่างสนิท  ให้ทั้งข้อเท็จจริงและความสะเทือนใจตามไปด้วยพร้อมกัน  และก็คงจะเป็นเพราะเขามีอาชีพเดิมเป็นนักกฎหมาย  ถ้อยคำสำนวนที่ใช้ในการบรรยายจึงรัดกุม  ไม่เยิ่นเย้อ  และกินความได้ลึก  ใช้พฤติการณ์เล็กๆ น้อยๆ แทนการบรรยายถึงบุคลิกของตัวละครออกมาตรงๆ  อ่านๆ ไปแล้วมีความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอ่านนิยาย  แต่พอได้เห็นชื่อคนบางคน  เช่นเฮนรี่ คิสซิงเจอร์และอเล็กซานเดอร์ เฮก  ก็ถูกดึงกลับมาสู่ความจริงได้  และอดนึกต่อไปไม่ได้ว่าชื่อเหล่านี้ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับเมืองไทยเราอยู่เหมือนกัน 

                ลงคนอย่างผมยังเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาได้  มีหรือที่คอสต้า กาฟรัสจะไม่ซึ้งไปกับหนังสือเล่มนี้ด้วย...เขาเริ่มต้นหนังด้วยการประกาศว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง  แต่เขาเปลี่ยนแปลงชื่อบุคคลบางคนในเรื่องเพื่อป้องกันอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้นได้แก่บุคคลเหล่านั้นและแก่หนังเอง  ผมว่าเขาประกาศไปอย่างนั้นเองแหละ  จะตั้งใจประชดใครหรือเปล่าก็ไม่รู้  เพราะบางชื่อที่เปลี่ยนไปก็ดูเหมือนเปลี่ยนแก้บน...และในหนังสือก็ระบุชื่อและตำแหน่งหน้าที่ของทุกคนเอาไว้ชัดเจน  อีกอย่างหนึงก็คือการที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ยอมเอ่ยถึงชิลีหรือประธานาธิบดีอัลเยนเต้  แต่ก็มีตัวหนังสือข้างหีบศพของชาร์ลส์  ซึ่งระบุว่าส่งมาจากซานดิอาโกนั้น  ผมเชื่อว่าเป็นความตั้งใจของเขามากกว่าที่จะบอกว่า  เรื่องแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก  เมื่อไหร่เขาคิดจะมาทำหนังเกี่ยวกับเอเชียอาคเนย์บ้างก็ไม่รู้ซี...

 

                แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้  ไม่ได้อยู่ที่การประณามอเมริกันหรือเทิดทูนอัลเยนเต้...จุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่การสร้างสำนึกในทางการเมืองแก่ประชาชน ตาดำๆ ทั่วไป  โดยมีเอ็ด ฮอร์แมนเป็นสื่อกลางที่จะแสดงออกมา  อย่างที่ทูตอเมริกันในชิลีตอกหน้าเอ็ดกลับไปว่า  “ถ้าคุณไมได้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัวกับเรื่องนี้โดยตรง  คุณก็คงจะยังคงนั่งอยู่ที่บ้าน  มีความสุขไปตามประสา  และไม่สนใจไยดีอะไรเลย”  นั่นคือการวางเฉยของผู้คนทั่วไปที่เห็นว่าการเมืองนั้นมันไม่เกี่ยวกับคน  มันเป็นเรื่องที่คนอีกระดับหนึ่งเขาจะเล่นกันไปเท่านั้นเอง...

                แล้วผมก็อดเอาหนังเรื่องนี้ไปเปรียบกับ Reds ไม่ได้  ตอนที่ได้ดู Reds ผมก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ว่าเป็นหนังที่ทำออกมาได้ดีเสียเหลือเกิน...แต่พอได้มาดู Missing นี่  ผมก็ต้องเปลี่ยนใจจากเรื่อง Reds  และมีความเห็นว่าคนที่มีฝีมือในการทำหนังจริงๆ  นั้น  เขาสามารถเอาเรื่องหนักๆ มาทำให้กลายเป็นหนังที่ดูสนุก  มีศิลปะในการสร้างภาพ และมีความยาวที่กะทัดรัดพอเหมาะพอควร  Reds นั้นดีในลักษณะของหนังอเมริกัน  แต่ Missing นั้นมีความลึกของยุโรปอยู่เต็มที่

                ความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งระหว่าง Reds กับ Missing ก็คือ Reds เป็นนิยายชีวิตของจอห์น รีด  ซึ่งมีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกเพราะจอห์น รีด เป็นนักการเมือง  ส่วน Missing นั้นคือหนังการเมืองที่เอาเรื่องราวส่วนตัวของชาร์ลส์ เบ็ธ และเอ็ด ฮอร์แมนมาเป็นเรื่องในการถ่ายทอดเท่านั้นเอง



COSTA GAVRAS & MISSING

วีดีโอ  รีวิว  ปีที่ 1 ฉบับที่ 2

ยิ่งศักดิ์

 

                ในงานประกวดหนังเมืองคานส์ที่ฝรั่งเศสปีที่แล้ว  หนึ่งในหนังดีเด่นที่ได้รับการยกย่องและกล่าวขวัญถึงอย่างอึงคนึงคือ Missing  ซึ่งกำกับโดย Costa Gavras…

                ปฏิกิริยาแรกหลังจากออกฉายรอบปฐมทัศน์ในวอชิงตัน  กระทรวงมหาดไทยของสหรัฐได้ออกแถลงการณ์โต้ทันทีหนึ่งฉบับ  ยาวถึง 8 หน้ากระดาษเต็ม  ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นตามที่หนังแสดงออก  หากแต่ได้พยายามและกระทำไปอย่างถูกต้องและสุดความสามารถแล้วในกรณีเรื่องนี้  พร้อมกับเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังเรื่องนี้มาสอบถามปรับความเข้าใจกัน

                Missing เป็นเรื่องเกี่ยวกับการหายสาบสูญของหนุ่มอเมริกันนายหนึ่ง  ที่ออกจะผิดปกติและน่าสนใจคือ  หนุ่มอเมริกันผู้นี้เป็นนักเขียนอิสระที่อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่งแถบอเมริกาใต้แรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงพาเมียแวะฮันนีมูนผ่านมา แต่เกิดติดเนื้อต้องใจภูมิประเทศและชีวิตที่นี่ก็เลยวางแผนจะปักหลักอยู่มาได้สัก  2 ปี  พอคุ้นเคยกับชีวิตแล้ว  จู่ๆ วันหนึ่งก็เกิดเรื่อง  ประเทศนี้มีการปฏิวัติ

    การปฏิวัติในประเทศโลกที่สามเช่นนี้  ย่อมจะต้องมีการนองเลือดเป็นธรรมดา  ผู้คนประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถุกลูกหลงตายกันเป็นเบือ  ทหารเข้ายึดครองอำนาจตามฟอร์ม  ตัวหนุ่มอเมริกันนี้ทนดูไม่ได้  ก็เลยพยายามเจาะหาข่าวกะว่าจะเขียนเป็นเรื่องส่งมาลงที่อเมริกา  เจาะไปเจาะมาก็เจาะพบแก๊สธรรมชาติเข้าจนได้  คือพบว่ารัฐบาลอเมริกันเองเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง  สนับสนุนกำลังอาวุธให้รัฐบาลทหารใหม่นี้โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนเก่าที่ยึดถือระบบสังคมนิยม  เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์  ทีนี้ก็เลยสวัสดี  ถูกบุกบ้าน  กระชากตัวไปสอบสวนพร้อมกับเพื่อนฝ่ายเมียวิ่งหลบกระสุนกลับไปถึงบ้าน พบแต่ซากถูกค้นกระจุยกระจายก็ลมจับ  วิ่งหนีจนตีนพลิก  วิ่งเข้าหาสถานทูตก็ไม่ได้เรื่อง  ก็เลยโทรเลขไปบอกพ่อผัว  พ่อนายหนุ่มนี่ก็ขึ้นเครื่องบินแจ้นมาทันที  ใช้ความสามารถและอิทธิพลทุกอย่าง  ขอร้องให้ทางสถานทูตช่วยหาตัวลูกชายกลับมาเขาจะไม่เอาเรื่องเอาราว  และจะไม่สนใจว่าใครทำอะไรทั้งนั้น  ขอเพียงให้ได้ตัวลูกชายคืนมา  แล้วจะพากลับอเมริกาทันที

                ทางสถานทูตก็ออกหาจ้าละหวั่น  แต่เป็นเพียงการแสดงละครเท่านั้น  ฝ่ายลูกสะใภ้รู้ดีจึงเตือนพ่อผัว  ทีแรกพ่อก็ไม่เชื่อ  แต่พอพบเห็นมากขึ้นก็เลยต้องเชื่อในที่สุด  เขาเปลี่ยนจากคนขวาจัดเชียร์รัฐบาล  มาเป็นผู้ขมขื่นที่ขยะแขยงกับระบบโหดเหี้ยมของรัฐบาลอเมริกันในด้านนโยบายต่างประเทศ  ค้นไปๆ ก็พบศพเพื่อนลูกชาย  และในที่สุดก็เจอหลักฐานชี้ชัดว่าลูกชายเขาถูกฆ่าไปแล้ว  เขาพาลูกสะใภ้กลับ  และ 7 เดือนต่อมาศพลูกชายเขาก็ถูกส่งตามมา  โดยที่สภาพศพไม่สามารถชันสูตรใดๆ ได้เลย

    เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง 100%...ทันทีที่คนดูหนังเรื่องนี้จบ  ความรู้สึกแรกที่มีคือความเศร้าสลดและความเห็นอกเห็นใจ  เพราะหนังเรื่องนี้มิได้ชี้ให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนอย่างจงใจ  หากแต่ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลและความเป็น “คน”  ฉายให้เห็นถึงความห่วงใยที่พ่อมีต่อลูกเมียมีต่อผัวในเบื้องแรก  ความคิดเห็นทางการเมืองและความเข้าใจในชีวิตที่แตกต่างกันในเบื้องต่อมา  และจบลงด้วยความรักความเข้าใจกันที่แสนจะรันทดใจ  เพราะถูกทำลายโดยนโยบายที่เห็นแต่ผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจ



    ปฏิกิริยาที่สั่นสะเทือนรัฐบาลจากหนังเรื่องนี้  คือ  คนอเมริกันเริ่มไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลอเมริกัน  และเริ่มไม่ไว้วางใจในการปฏิบัติการองรัฐบาลตัวเอง  เขาไม่แน่ใจว่า  วันใดวันหนึ่งหากลูกผัวของเขาไปตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  แทนที่รัฐบาลจะปกป้องคุ้มครอง  อาจจะกลับมาฆ่าฟันทำลายจนตายไปอย่างทุเรศเช่นนี้ได้
    
ปฏิกิริยาเหล่านี้จึงชี้นำมาถึงผู้สร้างหนังผู้กำกับเรื่อง Missing  ซึ่งผู้คนในวงการรู้จักกันดี  แต่คนทั่วไปเพิ่งเริ่มถามถึง  เขาชื่อ  Constantin Costa Gavras



    กาวราสเป็นชาวกรีก...เขียนเรื่องและกำกับหนังเรื่องแรกชื่อ The Sleeping Car Murders  และตามมาอีก 2-3 เรื่อง  จนมาถึงเรื่องที่ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโลกคือ Z จากผลงานที่ผ่านมา  เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่สร้างหนังการเมืองมาตลอด  และเรื่อง Z นี้ก็ไม่เว้น  เริ่มกันปี 1967 เมื่อน้องชายเขาซึ่งอยู่ในกรีซส่งหนังสือมาให้เล่มหนึ่ง  โดยบอกว่าเพื่อนเป็นคนเขียน  และพี่ต้องอ่านให้ได้  แค่อาทิตย์เดียวผ่านไปก็เกิดรัฐประหารขึ้นจริงๆ ตามที่หนังทำนายไว้

                ...กาวราสศึกษาและเข้าใจการเมืองอย่างถึงแก่น  สิ่งหนึ่งที่เขาประกาศต่อต้านอย่างเอาจริงเอาจังคือ  การแทรกแซงกิจการภายในของประเทศมหาอำนาจที่กระทำต่อประเทศเล็กๆ ทั่วโลก  ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ต่างยื่นมือเข้ามาแก่งแย่ง  กอบโกยเอาผลประโยชน์  และหลอกขายอาวุธให้ผู้คนด้อยพัฒนาเหล่านี้ฆ่าฟันกันเอง  เขาจึงอดไม่ได้ที่จะชี้เตือนให้มนุษย์ตระหนักในอันตรายนี้ในหนังแทบทุกเรื่องของเขา...


    เขายังมีความมุ่งมั่นจะทำหนังประเภทนี้อีกต่อไปเรื่อยๆ  เพราะเป็นความสามารถอย่างเดียวของเขาที่พอจะต่อต้านระบบอันชั่วร้ายของเหล่าประเทศมหาอำนาจได้  และอุดมคติแห่งการทำหนังที่เขายึดถือไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่คือ

                “จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของศิลปะ  มิใช่เพื่อให้ความบันเทิง  แต่เพื่อปลุกเร้า!”  





คำนำผู้แปล

 

                ถ้าไม่บอกล่วงหน้าเสียก่อน  ท่านผู้อ่านที่ไม่เคยได้ยินกิตติศักดิ์ของภาพยนตร์เรื่อง “Missing” ก็อาจจะไม่รู้ว่า  เรื่องนี้ไม่ใช่นวนิยาย  ทั้งนี้เพราะการดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างน่าอ่านชวนติดตามไม่ต่างอะไรกับนิยายเลย

                แท้จริงแล้ว  หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์อันเจ็บปวดในชีวิตจริงของครอบครัวอเมริกันครอบครัวหนึ่ง  ซ.งโดนหางเลขจากการรัฐประหารในชิลีเมื่อปี 1973  จนเป็นเหตุให้สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวต้องสาบสูญไป  และเมื่อคนอื่นๆ พยายามค้นหาตัวเขา  สิ่งที่พบกลับมีแต่ความขมขื่นรวดร้าว  ซึ่งกัดกร่อนสำนึกและความภาคภูมิใจอย่างเปี่ยมล้นในความเป็นคนอเมริกันของพวกเขาให้สูญสลายไปสิ้น

                ทอมัส ฮอเซอร์ผู้เขียนเรื่องนี้ก็มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนอเมริกันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไหร่นัก  แต่นั่นหาได้ทำให้เขายอมรับพฤติการณ์ไม่ชอบที่รัฐบาลของเขาแสดงต่อประชาชนประเทศอื่นๆ ไม่  ด้วยเหตุนี้  ข้อมูลต่างๆ จึงได้ถูกนำออกมาเปิดเยต่อสาธารณชนในปี 1978  ภายใต้ชื่อ “The execution of Charles Horman : the Sacrifice of America” ต่อมา  เมื่อคอสตา กาฟรัสนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “Missing” พร้อมกับได้รางวัลตุ๊กตาทองทั้งที่ฮอลลีวู้ดและเมื่องคานส์


ถึงแม้ว่าเนื้อหาของ “เหยื่อทมิฬ” จะค่อนข้างหนักแตกต่างไปจากผลงานอื่นๆ ที่เคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้  แต่ด้วยการดำเนินเรื่องที่ชวนติดตาม  ผนวกกับแรงกระตุ้นจากความขมขื่นใจที่สามารถสัมผัสได้ของครอบครัวฮอร์แมนต่อพฤติกรรมอัปยศของรัฐบาลตน  ผู้แปลจึงรู้สึกว่าน่าจะได้ถ่ายทอดออกมาให้เป็นทีรับรู้ร่วมกัน  อย่างน้อยก็เพื่อผู้อ่านจะได้ตระหนักถึงสาเหตุที่ทำให้อลิซาเบธ ฮอร์แมนต้องกล่าวว่า “เราทุกคนมีหน้าที่จะต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง  และรับผิดชอบในสิ่งที่รัฐบาลของเราทำลงไป  มิฉะนั้นแล้ว  มันจะส่งผลมาถึงพวกเราทุกคนไม่ช้าก็เร็ว”

 

                ส่วนหนึ่งที่ทำให้ “เหยื่อทมิฬ” สำเร็จลงได้  ก็ด้วยความอนุเคราะห์จากคุณ วิสรรชนีย์ นาคร  ที่ไดให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการถอดความส่วนที่เป็นบทกวี  และบาทหลวง Enduardo Jorge Anzorena ชาวอาร์เจนตินา ท ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษาในการอ่านออกเสียงชื่อสถานที่และตัวละครที่เป็นภาษาสเปน  ซึ่งผู้แปลต้องขอขอบคุณท่านทั้งสองมา ณ ที่นี้ด้วย