วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

“ฤาษีในป่าคอนกรีท”

(งานเขียนชิ้นนี้เป็นของ รงค์ วงษ์สวรรค์ และเคยถูกตีพิมพ์ในนิตยสารThe Quiet Storm ไม่ทราบฉบับ แต่ปีที่แปะไว้ตรง มุมขวาหนังสือคือ 1991)









THE WRITER’S SECRET
                รงค์ วงษ์สวรรค์ร่อนเร่จากบางลำพู, กรุงเทพฯ ถึง แซน แฟรนซิสโกใน ค.ศ. 1963 เวลานั้นเป็นปลายยุค Beat Generation ของผู้ครองเพศบี๊ทนิค(beatnik)  ผู้เป็นปฎิกิริยากับความมั่งคั่งในระบบสังคมอเมริกัน  โดยมรรคผลแห่งปล่องควันโรงงาน(อุตสาหกรรม)
บี๊ทนิคส์  ผู้พยายามหลีกเร้นความโหดร้ายของลัทธิบูชาเงินลงใต้ผิวโลก
                นั้นเป็นข้อกล่าวหาเชิงประณามหยามเหยียดว่าพวกเขาเป็นไส้เดือนชอนไชในเปือกตม(ปัญญา) หรือเป็นหนูสกปรกในรูดิน    แม้ความจริงอันขมขื่นบางด้านบันทึกไว้ว่า บี๊ทนิคส์กับความแร้นแค้นโดยไม่ใช่เจตนาของพวกเขา  จำนวนไม่น้อยอาศัยในรูท่อ(subterranean)แทนบ้าน นั้นเป็นความน่าอับอายในสังคมอันเคร่งครัดกับจารีตเท่ากับฟุ้งเฟ้อในวัตถุ
                การวางเฉยกับกรอบขนบประเพณี, การสำรวมสติปัญญาโดยควบคุมความเร่าร้อนไว้ภายในจิตใจ, และการปฏิเสธรูปแบบชีวิตเห่อเหิมทะเยอทะยานไร้ขอบเขต, นั้นสานต่อความคิดแบบปัจเจก(individualism)ค่อนข้างเข้มข้น  แต่โดยกลับกันก็เป็นสาเหตุแห่งการอ่อนแอลงของขบวนการ  แล้วถึงกับล่มสลายในเวลาต่อมาไม่นาน
                On the Road นวนิยายของ แจ็ค เคอรูแว็ค ยกย่องกันว่าเป็น “ไบเบิ้ลแห่งบี๊ทนิคส์” อ่านกันอย่างกว้างขวางเพื่อบดเอื้องความคิดในควันกัญชา(บนถนนของความเป็นหนุ่ม  และผลงานสั้นยาวหลายเรื่องของ รงค์ วงษ์สวรรค์ แน่นอน—ว่าได้รับอิทธิพลเศษเสี้ยวจากนวนิยายเล่มนั้น)
                แต่ถึงเวลาปลายยุคบี๊ทนิคส์  ออน เธอะ โรด  ถูกเชิญลงจากพานดอกหญ้าแทนที่ด้วยผลงานของโสดาบันทิม(ทิมอธี่ เลียรี่)  อแลน ดับลิว.วิทท์ส์(สัพพัญญู)  แอลเล็น กินสเบิร์ก(กวีนามธรรม)  นอร์แมน เมเลอร์(ผู้เขียนบทความ Advertisement for Myself) ฯลฯ  และนั้นหมายถึงการเริ่มต้นขบวนการฮิปปี้ส์(hippies)  ในทศวรรษเดียวกัน
                ในท่ามกลางระเบงดนตรีและคำภาวนา
                พิณซีตาร์ของ รวี แชงการ์(โยคีคอนกรีท)
                บ๊อบ ไดแล็น(Desolation Row)
                เธอะ บีเทิลส์(A Day in a Life of,)
                เธอ โรลลิ่งก์ สโทนส์(ฯลฯ)
                ฯลฯ หลากหลายกระแสทำนองของเพลงที่สำรวมเรียกกันว่า dopesong
                ความรักชีวิตและโลก
                ดอกไม้และคน(fiower generation)
                สันโดษกับคาถาบัญญัติหกคำ turn on, tune in, drop out,
                รงค์ วงษ์สวรรค์เขียน ฤาษีในป่าคอนกรีท ในอากาศธาตุนั้น
                เวลาล่วงเลยมาถึง พ.ศ. 2533 น่าแปลก, น่าขอบใจ, น่าตื่นเต้น, น่ายินดีกับการอ่านผ่านมาในหลายยุคแปรผันถึงยุคโลหะหนัก(heavy metal) ของ ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา และ อารี แท่นคำ  อดีตและปัจจุบันบรรณาธิการนิตยสารฉบับนี้  และในคำรามเวทมนตร์แห่ง Yuppies ผู้บ้าคลั่งเงินแต่ดูถูกเงิน
                บี๊ทนิคส์, ฮิปปี้ส์, ยัปปี้ส์
                เขาเป็นใครแตกต่างกันอย่างไร?  คงเป็นคำถามของเวลานาที
                1 ในความหมายอันพ้องพานเขาทั้งสามเป็นผู้เน้นถึงรากเหง้าของอารมณ์เหนือเหตุผล และเป็น romanticism
               

                รงค์ วงษ์สวรรค์
                TUNE-IN gardens 1990











ฤาษีในป่าคอนกรีท

 

เราเป็นเพื่อนกันเพราะเราคลั่งอะไรเหมือนกัน

และไม่เหมือนกัน  เราสมควรจะวิวาทกันอยู่เสมอและถากถาง

กันอย่างรุนแรง  เราต่างมีโทษะจริต

อยู่ด้วยกันทุกคน  ดื่มไวน์กันอย่างเกียจคร้านบรมสุข

 

รงค์  วงษ์สวรรค์  (หนุ่ม)

1.       แลร์รี่หนาวแดเนียลร้องไห้

 

 

(2 พฤศจิกายน)  บางทีเราเป็นเพื่อนกัน  ด้วยความสัตย์  จริงที่ยังมีเหลืออยู่บ้าง  ข้าพเจ้าไม่เคยดูหมิ่นคนขี้เกียจอาบน้ำจนเสื้อผ้าและเนื้อตัวเหม็น  ข้าพเจ้ามีเหตุผลอันอาจจะถูกประณามว่าไม่ต้องตามทำนองคลองธรรมอยู่มากมาย  และเชื่อด้วยว่าคนที่ซอกเล็บสะอาดและขัดฉวีนวลขึ้น  มาจากอ่างอาบน้ำทุกวัน  ไมใช่ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง  จนบาปไม่อาจกล้ำกราย

                กลิ่นหอมราคาแพงๆ  ไม่ใช่มาตรวัดความเป็นผู้เป็นคนกัน

                คนคดโกงบางคนพิถีพิถันแม้แต่กับขนจมูกเพียงเส้นเดียวและไม่ยินยอมให้มันแซมออกมาบนใบหน้า  ตะกละ  ของเขาได้เลย

                แต่ข้าพเจ้าก็ไม่หมายความอย่างจะตีขลุมเอาว่า  ความสกปรกบรรดามีจะห่อหุ้มดวงใจงดงามไว้

                บางคนที่เป็นเพื่อนเราก็อาจจะสกปรกทั้งภายนอกและภายใน  ที่ล้ำลึก  จากอวัยวะจนถึงความคิด  และหยาบช้าสามานย์

                เราเป็นเพื่อนกัน  เพราะเราคลั่งอะไรเหมือนกันและไม่เหมือนกัน  หัวเราะหัวใคร่ใส่กัน  และเราเคยสบคารมจะวิวาทกันอยู่เสมอ  ถากถางกันอย่างรุนแรงหรือร้องตะโกนจนพับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน  เพราะเราต่างมีโทษะจริตอยู่ด้วยกันทุกคน  ถ้าเบื่อหน้ากันทนไม่ไหว  เราก็ไม่ทักทายกัน

                และเดินกันคนละฟากถนน

                แล้วเราจึงต่างจะกลับมามั่วสุมกันอีกเมื่อเบื่อหน่ายจะพูดกับตัวเองคนเดียว

                พวกเราทุกคนมีเครา  เว้นแต่ข้าพเจ้าพยายามเลี้ยงมันด้วยกลิ่นมีดโกนเท่าไร  ไม่งอกงามจนท้อถอยและถอนมันทิ้งตัดกังวล

                ผมค่อนข้างยาว  เราเสียดายเงินค่าตัดผมทีละสองเหรียญ  เงินจำนวนเท่านั้นซื้อเนื้อและไวน์ถูกๆ  กินได้ถึงเมา เพราะเรามีความเมาอีกมากมายชนิดรองพื้นไว้เสมอมิได้ขาด

                ความประพฤติของเรายากจะให้คนอื่นเข้าใจ  หรือเข้าใจผิดอยู่เป็นธรรมดา  เพราะแม้เราเองก็หาได้เข้าใจในเรามากนัก

                เราไม่เคยชิงชังกฎเกณฑ์ของความศิวิไลซ์  แต่นึกรำคาญเท่านั้น  ตัวหมัดตัวไรที่ซุกซ่อนอยู่ในตะเข็บเสื้อผ้าขมุกขมอมของเรา  มันมีตัณหาและมีความดิ้นรนเหมือนชีวิตทุกชีวิต  มันแสวงหาความอบอุ่น  และมันจำเป็นต้องเบียดเบียนเลือเนื้อของเราบ้าง

                เราแสวงหาความอบอุ่นเหมือนกันและเราเบียดเบียนเจ้าของห้องเช่า  ทุกคน  ที่ยอมให้ติดค้างค่าเช่าได้

                เรา  -  เราที่บางทีก็เป็นเพื่อนกันนี้ต่างรู้อรรถาธิบายของศีลธรรม

                แต่ถ้าใครยื่นหน้ามาถามว่าเราได้ปฏิบัติตนถูกควรอย่างไร?

                เราก็จะย้อนเอากับผู้ถามบ้างว่า  แล้วเขาล่ะได้ถือปฏิบัติเพียบพร้อมแล้วล่ะหรือ?

                เราหาได้อยากวางตนเป็นอริกับอะไรหรือใครทั้งนั้น  นอกจากตัวของเรา

                ดื่มไวน์กันอย่างเกียจคร้านรมสุขในห้องเช่าของแดเนียล  -  ผู้ถือตนว่าเป็นกวี  ไวน์แกลลอนละถูกๆ  แต่รสเมามันก็เหมือนกับเหล้าอื่นทุกชนิด

                มันไม่เอมดอชเหมือนไวน์ที่เคยอยู่ในแก้วของโอมาร์คัยยัม

                แต่ถ้าใครชักเรื่องนี้ขึ้นมาพูด  แดเนียลจะฉวยโอกาสถากถางกวีโบราณผู้นั้นอย่างถึงใจที่สุดละ  เพราะเขาชื่นชอบแต่ที่เขาเขียนคนเดียวเท่านั้น

                แลร์รี่  เป็นอย่างที่เรียกขานกันว่าจิตรกรหรือศิลปิน  ลมหายใจเขามีกลิ่นสีและกลิ่นซิการ์อย่างละครึ่งปนกัน  ในตาเย็นเหมือนลมคะนองอยู่ตามซอกแขน  หญิงสาวผู้ยืนหยัดกายรอคนรักตามซอกตึก นิ้วมือเรียวงามแต่สกปรก  แลร์รี่ไม่เคยพูดว่ารูปที่คนอื่นเขียนดีและรูปที่เขาเขียนก็ไม่ดีเหมือนกัน  บางครั้งเขาจึงโกรธกับมือจึงเอาตีนละเลงสีย่ำลงบนผืนผ้าใบ

                ตอนที่ข้าพเจ้าลุกจากที่นั่งเอกเขนกไปรินไวน์อีกแก้ว  แลร์รี่ได้รำพึงอะไรขึ้นประโยค  แต่กังวานของมันหนักหน่วงเกินจะว่ารำพึง  เรารู้สึกตกใจที่ได้ยิน

                “จริงหรือที่พูดนั่น”  แดเนียลฉกคอขึ้นอย่างกับงูสะดุ้งโกรธ

                “ก็ใช่น่ะซิ”  แลร์รี่ตอบเนีอยนายจากที่เขานั่ง

                “นี่แกจะทำให้เราขันหรือเศร้า  ถึงแกเองก็เหมือนกัน”

                “ไม่รู้...ทั้งสองอย่างกระมัง”

                “แลร์รี่”  แดเนียลเอื้อนน้ำเสียงอย่างผู้ใหญ่ปลอบเด็กหกล้ม  มองเพื่อนคาดคั้นไม่เชื่อและตื่นกลัวระคนกันอยู่ในแววตา  เขาว่า  “แกเป็นบ้าแล้วละ  แกเผลอไปน่ะถึงได้พูดอะไรบ้าๆ  พรรคนั้นออกมา  กินไวน์ให้สบายแล้วนอนสักตื่น  แกจะลืมที่พูดและกันจะลืมที่ได้ยิน”

                “กันด้วย”  ข้าพเจ้าว่า

                แลร์รี่ถอนซิการ์จากปากแล้วจิบไวน์พลางสั่นหน้า  “กันหมายความอย่างนั้น”

                “ทำไม?”  แดเนียลตะคอก

                “มันเปลี่ยวยังไงบอกไม่ถูก”

                “ใครก็เปลี่ยว  แต่ไม่มีใครคิดบ้าๆ  เหมือนแกจริงไหม?”  เขาหันถาม

                ข้าพเจ้าพยักเพยิดทั้งปากคาจอบแก้วไวน์

                “กันรู้ว่ากันอยากแต่งงานเท่านั้น”

                แลร์รี่เสียงเครือและนี่คือประโยคแรกที่เขาพูด

                “”หมดกัน!”  แดเนียลมองอย่างตัดพ้อและติฉิน  เสียผู้เสียคนกันคราวนี้เอง  กันเสียเพื่อน...นั่นช่างเถอะ  แต่ไอ้ที่แกจะต้องเอาอะไรที่มันเป็นตัวแกนั่น  กันเสียดายมันเหลือเกิน  แลร์รี่  แกช่างไม่รู้จักราคาความเป็นศิลปินของแก  ให้กันไปตกนรกหมกไหม้ที่หนเสียยังดีกว่า  ได้ยินแกพูดว่าได้ยินแกพูดว่าจะแต่งงาน”

                “มันอยากขึ้นมาเสียแล้ว”  แลร์รี่อ้อยเอ่ย  และคำหลังเหมือนรำพึงกับตัวเอง  “จะให้กันทำยังไง”

                “คว้าผู้หญิงที่ไหนเข้าสักคนซิ  เล่นกันสักทีสองที  เลิกแล้วก็แล้วกันไป  แล้วแกจะเป็นคนอยู่เหมือนที่เคยเป็น”

                แดเนียลสลัดหน้า  เขาหมายความตามที่พูดนั้นแท้จริง  ดื่มไวน์เหมือนจะสาดดับไฟคุกรุ่นในผนังคอ

                “มันไม่เหมือนกัน  ผู้หญิงกับการแต่งงาน”

                ในตาแลรืรี่เหมือนจะเยือกเย็นลงกว่าเดิมและรู้สึกว่าเหนื่อยอ่อนกับการโต้แย้ง  เขาคงขับเคี่ยวกับใจตนมาจนพ่ายแพ้แล้ว  (หรืออย่างไร?)

                “บ้าบ้าน่ะซิ”  แดเรียลคำรามจนสิ้นกังวานแล้ว  พลันเปลี่ยนเป็นสะอื้น  “ทั้งบ้าทั้งโง่แล้วยังอวดดี”

                แลร์รี่หันมองข้าพเจ้านิ่งเฉย  ขณะที่แดเนียลทรุดลงขดตัวเองบนเก้าอี้  ตัวสั่นเทิ้ม  เขาพยายามดื่มไวน์ส่วนที่เหลือจนหมดแล้วโยนแก้วลงบนพื้นพรมปูห้อง  หลับตาแน่วอย่างไม่อยากเห็นภาพแห่งความสยดสยอง

                “ผีห่...ตัวไหนมันดลใจแก!

                เขายังถอนสะอื้นอยู่อย่างนั้น

                “ถึงว่าละซี  กันเกลียดตัวเองเหมือนกัน”  แลร์รี่หันยิ้มเศร้าๆ  กับข้าพเจ้า

                แดเนียลชันตัวลุกนั่ง  น้ำตาไหลพรากบนใบหน้าด้วยความปริเวทนาสุดจะอดกลั้น  แล้วเขาพูด

                “หมดพืชหมดพันธุ์คนกันแล้วละ  ทีนี้แกก็จะเป็นเพียงเครื่องจักรชิ้นเดียวของกามารมณ์เท่านั้น  แล้วมันก็จะผุพังเสียก่อนแกจะทันได้คิดอยากได้ความเป็นคนกลับคืนมา”

                แลร์รี่ยักไหล่  แล้วเดินออกไปสนองความอยากใหม่ที่เพิ่งนึกอยาก

                ข้าพเจ้าดูแดเนียลร้องไห้ไม่พยายามปลอบโยน

                ความอับอายหรือความเย่อหยิ่ง  ที่มีอยู่ในนวนิยายหรือในคำสอนอะไรก็ตามที่ยึดถือกันมานานนับศตวรรษ  ทำให้ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น  แล้วผู้ชายก็วิปริตไปต่างๆ  สารพันเพราะกลั้นน้ำตาไว้  ผู้ชายบางคนร้ายกาจกว่าสัตว์ที่ว่าดุร้าย  เพราะฝืนใจตนไม่ร้องไห้ และผู้ชายหลายคนเป็นนักทำลายอย่างเหี้ยมโหดก็เพราะไม่มีน้ำตาไว้สำหรับเสียใจ  ดีแล้วที่แดเนียลรู้จักร้องไห้

 

(3 พฤศจิกายน)   ลมค่อนข้างแรงและอากาศเย็นกราดเกรี้ยว  แลร์รี่ไม่มีเสื้อโค้ท  แต่เขาก็ไม่ใช่คนเกียจคร้านประเภทที่ยึดถือเอาความยากจนมาปรักปรำว่าพวกคนมั่งมีแย่งความอบอุ่นไปจากชีวิตเขา  เช่นเดียวกับแลร์รี่ไม่ประนามตัวเองที่เอาเสื้อโค้ทเข้าโรงจำนำเมื่อเดือนก่อนพอได้เงินมื้อสีกับแคนวัส  และยังเหลือพอหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ  เลี้ยงเพื่อนได้หลายเมา

                วันนี้เกือบไม่มี  เดินไปเรื่อยๆ  ตามตีนดีกว่าอย่างอื่น  ช่วยไม่ให้หนาวได้บ้าง

                แต่อย่าเดินเร็วรีบจนเกินกำลังนักเพราะจะทำให้เหนื่อยและหิวเร็วกว่าธรรมดา

                แลร์รี่รู้ว่าควรเดินในอัตราอย่างไร  เดินจนพอความต้องการอยากเดินแล้วก็กลับที่นอน  ควรจะเรียกว่าที่นอน  เพราะมันฟังบังอาจเหลือเกินถ้าจะเรียกว่าบ้าน

                อ่อนเปลี้ยเพลียกายและใจ

                แลร์รี่ทรุดลงนั่งทอดถอนพลางครุ่นคิดถึงผู้หญิงที่เคยรู้จักมักคุ้นมาบ้าง  เวลานี้คิดถึงแต่ผู้หญิงเท่านั้นเพราะอยากแต่งงาน  และจนเดี๋ยวนี้แลร์รี่  ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงอยากแต่งงานขึ้นมา  มันเป็นความเปลี่ยวที่เขาไม่รู้จักเข้ามาจับต้องจนหนาวสะท้าน

                แลร์รี่รู้สึกกลัวใจตนเหลือเกิน

                ที่บัดซบอย่างยิ่งแลร์รี่  ยังไม่รู้ว่าจะแต่งงานกับใคร?

                ความรู้สึกนี้มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน  แลร์รี่นั่งนึกอยู่นานถึงสามชั่วโมงก็จึงยังนึกไม่ออก

                เขาจะแต่งงานกับใครหรือใครจะแต่งงานกับเขา?

                พิษไวน์ที่ดื่มรองพื้นไว้ค่อยจางแล้ว  ความหนาวก็ตรูเข้าทั้งนอกและในกาย

                แลร์รี่โกรธและคลั่งแค้น  แล้วค่อยผ่อนใจตนตั้งคำถามใหม่ว่าอยากได้ผู้หญิงชนิดไหนแต่งงานด้วย?

                ถามและตอบอยู่อีกสองชั่วโมงจากนั้น  หล่อนจะต้องสวย  -  สวยให้เป็นที่พึงอารมณ์ก่อน

                แลร์รี่รู้เหมือนผู้ชายหลายคนรู้ว่าผู้หญิงสวยกับเมียดีมักจะไม่ใช่คนเดียวกัน  แต่เป็นความรู้ที่เขาไม่เชื่อถือนัก  และยืนยันว่าในการจะหมดสิ้นความเป็นผู้เป็นคนครั้งนี้  ตามคำปรามของเพื่อน  เขาจะต่งงานกับผู้หญิงสวยและหล่อนจะต้องฉลาดด้วย

                แลร์รี่บอกตัวเองว่าเขาทนไม่ได้ทีเดียว  ถ้าจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่รู้จักดนตรีและไม่อ่านหนังสือ  ผู้หญิงที่ไม่รู้จักภาพเขียนและไม่เคยจะแหงนหน้าชมแสงดาวในเวลากลางคืน  ผู้หญิงที่มักถี่ถ้วนกับคนขายเนื้อในตลาดกับผู้หญิงที่มักเสียเปรียบคนอื่น

                แต่รู้จักจะถกเถียงกันในเชิงปรัชญาของชีวิต

                เขายินดีจะแต่งงานกับคนหลังที่ว่านี้

                หล่อนจะต้องเข้าถึงศิลปะของการสังวาส  ฝักใฝ่ในการดื่มกินและเที่ยวสำมะเลไปด้วยกันได้ตามอารมณ์ปรารถนา

                และ  -  และหล่อนจะต้องมีแววกระหายใครรู้อยู่ในดวงตา  กลัวบาปแต่กล้าลองทำ

                แลร์รี่อยากแต่งงานกับผู้หญิงอย่างนั้น

                คุณสมบัติอีกสองอย่างที่ต้องการ  หล่อนจะต้องรู้จักอับอายในความเห่อเหิมอันไม่มีขอบเขต

                แต่หล่อนจะไม่ขวยเขินเมื่อยืนเปลือยร่างให้เขาเขียนรูป  แล้วเพื่อนจิตรกรของเขาเข้ามายืนถกเถียงกันถึงงานบนผ้าใบของเขาระหว่างนั้น

                การจัดท่าทางและอะไรในหล่อนที่จะเห็นงามเป็นหน้าที่ของเขา

                หล่อนจะต้องไม่เหมือนผู้หญิงอื่นหลายคนที่เฝ้าสาระแนจะยักย้ายท่าโน้นท่านี้เอาตามสายตาและความคิดอันโง่เขลา

                พิษไวน์เหือดจนเกือบหมดแล้ว

                แลร์รี่หนาวสะท้าน

                ห้องเช่าของเขาค่อนข้างแคบแต่โปร่งโล่ง  มีรูเลี้ยวของความชราแตกปริอยู่หลายแห่ง  อากาศข้างนอกจึงชำแรกเข้ามาได้  ความอบอุ่นที่เกือบไม่มีอยู่เลยจึงถูกขับไล่กระเจิงเหลือแต่ความเย็นและความเศร้า          

            ในห้องที่มีความจนเป็นเจ้าของนี้  ฮีทเตอร์แบบใช้พัดลมเป่าขดลวดที่ขโมยมาจาก  -  ไม่ใช่  -  ที่พวกเสเพลตามข้างถนนฉกมาจากร้านค้าของเก่า  แล้วเขาซื้อต่อมาอีกทีในราคาร้อนเงินถูกแสนถูก  มันไม่ทำงานตั้งแต่คืนที่ซื้อนั่นแล้วละ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

รงค์  วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

หล่อนมีคุณค่าเกินกว่า

ผู้ชายคนเดียวจะยึดฉวย

เอาไว้  หล่อนเป็นสมบัติ

อันควรแก่การคารวะที่ไม่มี

เจ้าของ  แม้ว่าเขายินดี

ในกายของหล่อย

และติดในรสนั้น

 

2.        พอลลีไม่ขายแม้แต่น้ำลายและเส้นขน

 

 

(3 พฤศจิกายน  บ่าย)  ให้ร่านใจจนนั่งไม่ติดที่  แลร์รี่เดินออกจากห้องเช่าบ่ายหน้าไปที่ร้านกาแฟของโจ  สองสามช่วงตึกไม่ไกลกัน  เหลือเงินปลีกติดกระเป๋าพอขึ้นเอ๊สเปร๊สโส้ได้สักถ้วย  แล้วทีนี้จะนั่งอาศัยไออุ่นตลอดจนถึงเย็นโจก็ไม่รังเกียจ

                แลร์รี่นึกว่าพอลลีควรจะอยู่ที่นั่น  และหล่อนก็อยู่เหมือนเคย

                พอลลีคนสวยของศิลปินผู้ยึดถือในเครา

                เรือนกายของหล่อนหนาแต่อ่อนช้อย  ในตาสีเข้มและฟันสะอาด  อกเอวและสะโพกของหล่อนรับกันอย่างหาที่จะตำหนิไม่พบ  หน้าท้องเนินกลมเกลาไม่ถึงกับเรียบเป็นแผ่นเหมือนผู้หญิงที่เดินทนทุกข์ทรมานอยู่ในงานแสดงแบบเสื้อ  และส่วนที่ย้อยยื่นออกมาแต่พองามนี้มีคุณค่าทางความรู้สึกอย่างยิ่ง

                เน้นถึงตัณหาและความดิ้นรนและความมีชีวิต

                พอลลีเป็นแบบให้ศิลปินทุกคนที่หล่อนพึงใจ

                หล่อนไม่เคยเรียกร้องเงินค่าจ้างแม้หล่อนจะเย่อหยิ่งในความงามเหมือนผู้หญิงทุกคน  และแม้หล่อนจะงามกว่าอีกหลายคน

                พอลลีดูหมิ่นผู้หญิงที่พยายามจะขายทุกอย่างแม้แต่ขนสักเส้นเดียวหรือน้ำลายในปาก

                เราจึงเห็นพ้องกันว่าน้ำใจพอลลีงามอยู่ทีเดียว  หล่อนเป็นเครื่องประดับมีราคาอยู่ในความยากแค้น  ควรแก่การทะนุถนอม  เมื่อใครขายรูปได้จึงเจือจานมาถึงพอลลีเสมอ ไม่มีใครลืมพอลลีได้

                หล่อนทำงานนอกเวลาที่ร้านกาแฟของโจ

                เงินจำนวนไม่มากมายนี้อีกเหมือนกันช่วยสร้างเลือดเนื้อและเป็นค่าเช่าห้อง

                แลร์รี่ทรุดยวบลงนั่งเคียงหล่อน

                “พอลลี่”  เขาเรียกขานแผ่วโผย  “ผมจะแต่งงาน”

                “พูดเป็นเล่นไปน่ะ”  หลอ่นยิ้มอ่อนโยน  แล้วค่อยตระหนักในสีหน้าและกังวานผิดหูที่เคยได้ยิน  หล่อนเลิกคิ้วพิศวง  “จริงหรือ  แลร์รี่”

                “จริงซิ”  เขาเน้นถ้อยคำเข้มแข็ง

                “แปลกนะ นึกอะไรขึ้นมาถึงอยากจะแต่งงาน”

                “มันเปลี่ยว” เขาตอบ  “เข้าใจคำว่าเปลี่ยวไหม  พอลลี  เปลี่วจนบอกไม่ถูก  อยู่ๆ  มันก็เปลี่ยวขึ้นมาจนไม่อยากเป็นผู้เป็นคน”

                หล่อนมองไตร่ตรอง

                เวทนาและสงสารระคนกัน

                บิดเปลือกปากล่างลงนิดเหมือนทุกครั้ง  หล่อนที่ยินดีหรือยินร้ายในอารมณ์

                “หนักหนาถึงอย่างนั้นเชียวหรือ”  หล่อนถามอ่อนเครือ

                “ผมรู้ว่าอยากแต่งงานเท่านั้น”  แลร์รี่ว่า  “แดเนียลเขาถึงตวาดให้ผมลงนรก  ใครๆ หาว่าผมเป็นบ้า”

                “ฉันไม่ยักคิด”  หล่อนมองพินิจบนใบหน้าหมองคล้ำ  มองล้ำลึกถึงในตาและกระแสใจที่ปะทุแรงกล้าอยู่ในนั้น  หล่อนกล้ำกลืนน้ำลายแล้วว่า  “ฉันไม่รู้จักคุณดีนักหรอกนะ  แต่บางทีจะรู้จักใจคนบ้าง  คุณฟั่นเฝือไปชั่วประเดี๋ยวประด๋าวต่างหาก คุณกลัวอะไรสักอย่างที่คุณไม่รู้จัก  คุณอยากวิ่งหนีมันให้พ้น  อาการเจ็บป่วยพรรค์นี้ผู้หญิงก็เป็น  ฉันเคยเป็นบ่อยๆ เหมือนกัน  เวลาที่ฉันเหนื่อย  ฉันหิว  ฉันไม่มีเงินเลย  และฉันรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวอยู่ในโลก  มันอาจจะคลั่งใจตายแต่ก็ไม่เคยตายสักที...

                เข้าใจที่ฉันพูดไหม...  ไม่เคยตายสักที  แต่มันก็บอบเอาการอยู่หรอก  ฉันรู้และคุณก็ต้องรู้ว่าเราขับไล่ไสส่งมันยังไง”

                “มันเบื่อเบื่อจนไม่อยากเห็นหน้าตัวเองในกระจก”

                ถ้อยคารมเขาระส่ำ

                “น่าสงสารแลร์รี่”  หล่อนยิ้มอ่อนโยนอย่างผู้หญิงและอย่างมารดาเกื้อกูลบุตร  พอลลีเชื่อความคิดของหล่อนแน่นแฟ้นขณะพูด  “หักห้ามใจไม่ได้แล้วเชียวหรือ?  ทำไมไม่ไปที่ห้องฉันด้วยกัน  มีไวน์เหลืออยู่ตั้งครึ่งค่อน  หรือคุณอยากจะอยู่นานๆ สักสองซ้ำก็ได้นะ...รีดตัณหาทิ้งเสียบ้าง”

                “ไม่ใช่... ไม่ใช่”

                เขาสั่นหน้า

                ในตาที่ไม่อาจซ่อนความว้าเหว่บ่งแววสำนึกในอัธยาศัยของหล่อนแทนคำพูด

                “ฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้วละ...  ยังงั้น”

                หล่อนพลอยรันทด

                “คนเดียวจะช่วยได้คือผู้หญิงที่จะแต่งงานกับผม”

                เขาบอกด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

                “คงไม่ใช่ฉันหรอกน่ะ”  พอลลีถอนอิริยาบถจากเศร้าสร้อยเป็นหยอกเอินในที  หล่อนรู้จักจะเล่นกับอารมณ์เหมือนกัน  และหล่อนใคร่ประโลมใจให้เขาคลายทุกข์บ้างเท่าที่หล่อนจะหยิบยื่นให้ได้  เสียงหล่อนแข็ง  แต่ริมฝีปากและในตาแย้มยิ้ม  เพราะถ้าคุณขอแต่งงานด้วย  ฉันจะปฏิเสธแน่นอน”

                “เปล่า...ไม่ใช่”

                แลร์รี่หมายความตามที่พูด

                กามวิตกของเขาหาได้เนื่องมาจากหล่อนแม้สักนิด  เขาเคยยินดีในกายของหล่อนและยังติดในรสนั้นอยู่มากเพียงไร  เช่นเดียวกัน  เขาบูชาน้ำใจอันงามของล่อนเป็นทวีคูณด้วย  พอลลีจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากพอลลีที่หล่อนกำลังเป็นอยู่  หล่อนมีคุณค่าเกินกว่าผู้ชายคนเดียวจะยึดฉวยเอาไว้

                หล่อนเป็นสมบัติอันควรแก่การคารวะที่ไม่มีเจ้าของ  แม้แต่ตัวหล่อน

                ใครก็ตามจะเห็นแก่ตัวและอยุติธรรมเท่ากับเป็นการทรยศต่ออุดมคติแห่งศิลปะอย่างยิ่งถ้าจะขอให้หล่อนแต่งงานด้วย

                แลร์รี่ไม่เคยคิดมาก่อน  และไม่เชื่อด้วยว่าพอลลีจะเป็นของผู้ชายคนเดียวได้

                “ให้ฉันรู้ได้ไหม  คุณจะแต่งงานกับใคร?”

                หล่อนถามด้วยน้ำเสียงเรื่อยเรียบ  หยิบบุหรี่รสฝรั่งเศสซองสีน้ำเงินออกจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อนคาดเอว

                หล่อนสูบบุหรี่ฉุนจัดได้เหมือนผู้ชายแต่ไม่สูบถี่นัก

                พอลลี่หนีบด้วยปลายนิ้วของหล่อนไว้มวน  แล้วพยักเพยิดให้เขา

                “ยังไม่รู้เลย”  แลร์รี่ตอบ       

“ฉันอยากหัวเราะจัง  แต่อย่าเพิ่งเลย”  หล่อนเม้มริมฝีปาก  “ไม่ได้กลัวคุณโกรธหรอกนะ  แลร์รี่  แต่คุณอยู่ในอารมณ์เศร้าเสียจนฉันพลอยใจแห้งไปด้วยอีกคน”

“หัวเราะซิ  พอลลี่”  เขาหนีบบุหรี่ไว้หว่างนิ้วมือยังไม่จุดไฟ  “ผมยังอยากหัวเราะเพราะเรื่องมันน่าหัวเราะ”

                “แต่หน้าคุณนั่นน่ะ”  หล่อนหัวเราะครึ่งๆ เสียงแล้วว่า  “คนตายบางคนยังดูเป็นสุขกว่าเสียอีกรู้ไหม  ฉันสงสารคุณจริงๆ นะแลร์รี่  คุณจะแต่งงานแต่ยังไม่รู้จะแต่งงานกับใคร”

                “ถึงว่าละ...”

                “แล้วจะทำยังไง”

                “ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”

                แลร์รี่สารภาพเสียงแผ่วโผยเหมือนประโยคแรกที่พูดกับหล่อน

                แล้วต่อบุหรี่จากปลายที่จุดแล้วบนมวนของหล่อนจนเถ้าเยินเกือบหลุดจากก้น

                โจ  ถือถ้วยเอ๊สเปร๊สโส้เดินมา

                ถึงไม่ร้องสั่งโจก็เตรียมทำไว้และคะเนเวลาได้ว่าควรจะเอามาให้แล้ว

                กำพืดของชายกลางคนผู้นี้เป็นอิแทเลียน  เขาน่าจะชื่อ  จิโอวันนีหรืออะไรที่ฟังเดียมหูพรรค์นั้น

                แต่มีคนอิแทเลียนชื่อจิโอวันนีมากเหลือเกินในเมืองนี้  เป็นคนขายเบียร์ขายพิซซ่าและเป็นนักดนตรี

                เขาจึงเรียกตัวเองว่าโจไม่ให้เหมือนคนอื่น

                “แฮล์ฟอะบั๊ค”

                โจวางถ้วยแล้วว่า

                เขาพูดเหมือนกันอย่างนี้ทุกครั้งที่ขายกาแฟได้อีกถ้วย  รัวลิ้นเหมือนตวัดให้มันเป็นก้อนแล้วถ่มลงพื้น

                แลร์รี่ควานได้เงินครึ่งเหรียญโยนให้บนโต๊ะ

                เหรียญสุดท้าย

                กับดูเหมือนจะมีเงินปลีกอีกสามสี่อัน

                “ได้ยินว่าจะแต่งงานไม่ใช่รึ?”

                พร้อมกับฉกเหรียญยัดใส่กระเป๋ากางเกงโจถาม

                “ก็ว่างั้น”

                “พิกลบ้าระห่ำอะไรขึ้นมาหือม์  แลร์รี่”

                “อย่ายุ่งกับกันน่ะ”

                แลร์รี่อยากจะใช้ถ้อยคำแรงกว่านั้นหากสะกดกลั้นไว้  เพียงแค่ช้อนตามองขุ่นเคือง

                โจมองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน  มองอย่างมองคนไม่รู้จัก  แล้วก็ทยอยหัวเราะออกมาเป็นคลื่น  หัวเราะพลางสั่นหน้า

                “ก็ไม่อยากยุ่งหรอก  แต่มันขันนี่หว่า  ไม่ได้ยินอะไรขันๆ พรรค์นี้มานานแล้ว”

                แลร์รี่ผุดลุกยืน  ในตาปวดร้าวมองพอลลี  หันมองโจ  แล้วเดินหนีออกจากที่นั่น

                เดินแช่งชักอากาศเย็นไปอย่างไม่มีจุดหมาย  งุ่นง่านพล่านอารมณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

 

3.       ลีซานน์หลงใหลความจนและราคะ

 

รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

 

 

(3 พฤศจิกายน  เย็นและกลางคืน)  เวลาเย็นกำลังโรยจวนค่ำ  แลร์รี่สุดคิดสุดแค้นแล้วพาลเกลียดโกรธตัวเองจนถอนสะอื้น อยากกลับห้องเช่าเขียนรูปที่ค้างไว้บนขาหยั่งให้เสร็จ  แต่มันเป็นความอยากที่สองเสียแล้ว  อีกใจอยากกลับไปหาพอลลี่  กินไวน์กับหล่อนและเล่นรักกับหล่อน

                แลร์รี่ไม่เชื่ออีกว่าเท่านั้นจะบำบัดอาการป่วยที่กำลังระงมอยู่ได้  เขาอาจจะเป็นบ้าแน่แล้ว  อย่างแดเนียลหรือโจหรือทุกคนคิด  เพราะเขากำลังเดินหาผู้หญิงสำหรับจะแต่งงานด้วย  จะต้องหาให้ได้  -  จะต้องหาให้ได้  -  เขาสบถดาลเดือดหนาวและหิว

                แลร์รี่ซวนกายพิงผนังตึกหลายหนกว่าจะพบผู้หญิงคนนั้นเดินออกมาจากร้านขายหนังสือเก่าซอกถนน

                หล่อนเดินเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน  มือข้างหนึ่งยังถือหนังสือเริงรมย์  สอดนิ้วคั่นที่อ่านค้างไว้  แล้วหลอ่นหยุดยืนเหม่อลอยเหมือนไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง  มองผาดๆ ตามผุ้คน  ถนน  และยวดยาน

                สีสันของเวลาเย็นกำลังโรยจวนค่ำขับผิวหน้าหล่อนปลั่ง  ปลั่งอย่างแสงพระจันทร์มีเมฆบดบัง  ส่วนสูงกำลังพอดี  แลร์รี่คิดว่าพอดีทีเดียว  กระดูกทุกชิ้นที่เห็นบนใบหน้าได้สัดส่วนอย่างที่จิตรกรทุกคนจะไม่มองเมิน

                แลร์รี่มองเห็น ความงามลอดเข้าถึงใต้ผิวหนัง  ด้วยความเคยชินแล้วจึงมองหล่อนอย่างผู้ชายมอง

                ยากเห็นให้ถี่ถ้วนกว่านั้น  เขาเดินฉาดหน้าหล่อน  จนได้กลิ่นเนื้อ

                “เฮลโล”

                เขาทักทาย

                หล่อนสะดุ้นอย่างถูกปลุกจากยืนเคลิบเคลิ้ม  ในตาวาวตระหนก  เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ใช่

                แลร์รี่สอดแขนคล้องกับหล่อน

                “ไปให้พ้น”

                หล่อนตวาดและสะบัดจนหลุด

                “อยากพูดด้วยน่ะ”  แลร์รี่พยายามยิ้มกับหล่อนเต็มความรู้สึก

                “จะไปละ...ฉันไม่รู้จักคุณ”

                หล่อนขยับเดิน

                แลร์รี่ถลันขวาง  เขาเพิ่งจับสำเนียงได้ว่าพื้นเพหล่อนไม่ใช่คนเมืองนี้  ต้องมาจากที่อื่นแน่นอน  หรืออาจจะเป็นนักท่องเที่ยว

                แซน แฟรนซิสโก  เป็นเมืองสำหรับคนอเมริกันมาเที่ยวด้วย  เพราะความที่แปลกกว่าเมืองอื่น

                แลร์รี่สำเหนียกต่อไปถึงแววตาตื่นตระหนกของหล่อน  ท่าทางสะเทิ้นประหม่าเมื่อถูกคนไม่รู้จักทักทาย  และอีกอย่างที่หล่อนหยุดยืน  แซน แฟรนซิสโก  ไม่เคยหยุดยืนดูอะไรนานกว่าสองวินาที  ทุกคนเดินและดูได้พร้อมๆ กันจนเป็นนิสัย  เชื่อได้แน่แล้วหล่อนไม่ใช่คนที่นี่

                และหล่อนจะเป็นใครมาจากไหนไม่น่าพะวง

                แลร์รี่วิตกอย่างเดียวเท่านั้นที่ริมฝีปากหล่อนระริกสั่นเหมือนจะร้องตะโกนเรียกตำรวจ

                คะเนใจได้อีกว่าหล่อนจะร้องขอความช่วยเหลือทันทีถ้าเขาขยับเขยื้อนอีกเพียงนิดเดียว  แลรืรี่ค่อยกระถดมืออยู่ที่หมายจะแตะต้นแขนหล่อนกลับมาซุกกับขอบกางเกง  มองหล่อนด้วยสายตาวิงวอน

                “ผมจะโกนเคราทิ้งถ้าคุณไม่ชอบ”  ยิ้มประณีตพลางระล่ำระลัก  “สาบานให้ก็ได้...อยากคุยด้วย”

                หล่อนเมินกลับ

                ถ้อยทีเหมือนจะยิ้มเมื่อแรกค่อยเปลี่ยนเป็นยิ้ม

                “จะมายืนคุยกันตามข้างถนนได้หรือ...หนาว”

                หล่อนทอดน้ำเสียงยะเยือกตามความที่หมายนั้น

                “งั้น...”  แลร์รี่ยิ้มปนสะดุ้ง   มือไถลเลื่อนลงในกระเป๋ากางเกงอย่างไม่รู้สึก  ดูเหมือนจะเป็นสัญชาตญาณธรรมดาของผู้ชายที่เหลือเหรียญละสิบอยู่สองอัน  เหรียญห้าอีกอัน  กับเพ็นนีอีกสี่อัน  หมายจะออมไว้จนถึงวาระที่หิวจนประคองกายไม่ไหว  เขาบอกหล่อน  “เราไปกินกาแฟกันที่นั่น”

                ดูทีหล่อนจะรับคำชวนอยู่เป็นนัย

                แลร์รี่พาหล่อนเดินไปครึ่งช่วงตึกแล้วแวะเข้าใน ดรัก สตอร์  สั่งกาแฟพื้นๆ อย่างที่ต้มไว้แล้วสองถ้วย

                ทำไมคุณจึงอยากจะคุยกับฉัน”

                หล่อนถาม

                ท่วงทีกลายกลับประหวาดหวั่นเหมือนเมื่อแรกอีก

                แลร์รี่ทำวุ่นกับหูถ้วยกาแฟจนไม่ได้ยินที่หล่อนถาม  เว้นวรรคพอเหมาะแล้วกลับบรรจงแต่งเสียงนุ่มนวลถามหล่อน

                “คุณมาจากไหนน่ะ?”

                “อยากรู้ด้วยหรือ”

                เขาพยักหน้าผาดเผินประสานตาหล่อน

                หล่อนจึงบอกแห่งหนที่หล่อนมา

                หล่อนมาจากเมืองชนบทไกลแสนไกลที่แลร์รี่คิดว่าเขาไม่เคยได้ยิน  และหรือไม่คิดว่าจะมี

                สำเนียงและวี่แววในดวงตาดังจะบอกว่าถิ่นฐานของหล่อนนั้นคงจะเงียบเชียบจนถึงกับว่ากระซิบกันคนละบ้านได้ยิน  คงจะเป็นแวดวงอันแสนจะคับแคบจนถึงว่าถ้าม้าที่บ้านหล่อนออกลูก  คนทั้งหมู่บ้านจะรู้ในเวลาอันรวดเร็ว

                กิริยาที่ไม่ปรุงแต่งจริตบอกต่อไปว่าหล่อนคงมักคุ้นกับชีวิตเรื่อยเปื่อย

                ความสุขของผู้คนที่นั่นอยู่ด้วยการถือสันโดษ ไม่วุ่นวายจนล้นกรอบแห่งความพอดี

                ความทุกข์ถ้าบังเอิญจะมีก็คงนำไประบายกับคนขายเหล้า  ซึ่งน่าจะมีอยู่ร้านเดียว  หรือไปคุยกับสมภารเจ้าวัดอารมณ์เย็นๆ  ซึ่งก็น่าจะมีสักองค์เดียวเท่านั้น

                แพรพรรณที่หล่อนสวมใส่และจินตนาการพาแลร์รี่เพริดไปถึงเพียงนี้

                เขาเชื่ออีกว่าที่หล่อนจากมาจะยังเป็นเมืองที่ไร้เดียงสาจนกระทั่งถ้าเด็กอยากรู้ว่าออกมาจากทางไหน  พ่อแม่จะอึกอักไม่มีอุบายจะตอบให้เข้าใจได้

                และผิวคล้ำของหล่อน  ที่นั่นคงแดดกระจ่างและลมแรงกร้าว

                “ที่นั่นคงสบายดี”

                เขาพูดเรื่อยเฉื่อยมากกว่าจงใจถาม

                “ไม่รู้นี่คะ”

                หล่อนไม่หมายจะตอบเหมือนกัน 

                “มาเที่ยว ฉวฯ  แฟรนซิสโก  หรือ?”

                “มาเที่ยว”

                “ท่าจะหนแรก”

                “ค่ะ...หนแรก”

                “ชอบที่นี่ไหม?”

                หล่อนหัวเราะออมเสียงพอได้ยิน

                “คงนึกละซีว่าฉันคงพูดเหมือนที่ใครๆ ก็พูดกัน  แซน  แฟรนซิสโก  ดีสำหรับมาเที่ยวแค่ไม่ใช่เมืองสำหรับจะมาอยู่  เป็นเมืองรีบร้อนเกินไปจนไม่มีเวลาจะหายใจ  หรืออะไรคล้ายๆ กันนั้น”

                แลร์รี่พลอยหัวเราะด้วยและสั่นหน้า  นึกอยู่เหมือนกันว่าหล่อนคงจะพูดอะไรพื้นๆ อย่างนักท่องเที่ยวชอบพูดกัน  เขายอมรับว่าพลาดที่ทึกทักเอาโดยผิวเผินกับหล่อนแล้วจึงพูด

                “ไม่หรอก...ผมไม่เคเข้าใจอะไรเอาเองเฉื่อยไปยังงั้น”

                “คุณคงเป็นนักเขียนหรือกวี?”

                หล่อนถาม

                ใบหน้าราบเรียบไม่ยิ้ม

                “ผมเขียนรูป  ท่าทางคุณคงรำคาญหนวดเคราของผมละซี”

                หล่อนยิ้ม

                “เปล่า...ฉันชอบ”

                แลร์รี่คิดว่าหล่อนยิ้มน่ารักมากทีเดียว  ถ้าหล่อนยิ้มช่วยให้รู้สึกว่าเป้นกันเองและสะดวกปากจะพูดคุยด้วย  แต่หล่อนมักวางหน้าเฉยเสียละมากกว่า

                ความสงสัยเผยให้เห็นในแววตาที่หล่อนเมียงเมิน

                แลร์รี่พะวงใจเท่ากับถือเป็นหน้าที่จะต้องรีบอธิบายให้หล่อนรู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายชนิดเดินเก็บตกผู้หญิงตามข้างถนนเพื่อกามประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคืนตามที่เขาคิดว่ากำลังเข้าใจ

                แต่เขามีเจตนาวิไลกว่านั้น

                “อยากคุยด้วยจริงๆ นะ”

                เขายังจำนนถ้อยตำ

                “ก็คุยซิ...ฉันกำลังฟัง”

                หล่อนยิ้มอีกนิด

                “ผมรู้สึกเปลี่ยวจนบอกไม่ถูก”

                แลร์รี่ว่า

                แล้วชงักให้นึกฉุนโกรธตัวเองที่กลับเป็นฝ่ายเผยช่องว่างให้ความประหม่าเข้ามาแทนที่ความกล้า  น่าจะเริ่มต้นได้เหมาะเจาะกว่านี้หรือใกล้เคียงเป้าหมายกว่านี้  แต่ไม่ใช่รุนแรงถึงจะเอ่ยปากขอแต่งงานกับหลอนในทันที  เป็นไปไม่ได้แน่นอนไม่ว่าหล่อนจะมาจากเมืองไกลแสนไกล  หรือหล่อนกรากกร้านกับชีวิตแล้วเพียงใด

                นาทีที่ผ่านมายังสั้นมากนักที่หล่อนจะได้ยินคำสารภาพเช่นนั้นได้

                แม้จะด้วยน้ำใสใจจริงก็ตาม

                เป็นหนแรกที่แลร์รี่รู้สึกว่าเคราและผมเผ้ารุงรังชวนให้รู้สึกผิดที่ผิดทาง  แลร์รี่พยายามวกวนอยู่นานหลายนานจนคนขายกาแฟผู้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์  ตวัดหางตา  มองหมิ่น  แต่ช่วยอะไรไม่ได้  เงินสี่เพ็นนีสั่งอะไรมากินอีกไม่ได้ใน แซน แฟรนซิสโก  และแลร์รี่เหลืออยู่เท่านั้น

                เขาพยายามพูดกับล่อนเพื่อจะลืมสายตาอันกวนความรู้สึก

                หล่อนฟัง

                แล้วจึงเป็นฝ่ายพูดบ้าง

                หล่อนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์จากชนบทที่จากมา  หล่อนใฝ่ฝันถึง แซน แฟรนซิสโกนานเท่าชีวิตของหล่อนรู้จักฝัน  แต่พ่อผู้ถือธรรมเนียมจัดคอยขัดขวางเสมอ

                หล่อนทุกข์ทนอยู่กับการรอคอยจนบรรลุนิติภาวะ  ถึงเวลาที่หล่อนจะจัดแจงชีวิตอันเป็นส่วนตนได้ตามลำพังแล้ว  หล่อนจึงเดินทางมาที่นี่โดยไม่ฟังคำทัดทานของใครอีก

                หล่อนมีเงินส่วนที่เก็บออมไว้และที่ทำมาหาได้จากงานล่วงเวลาในสวนผลไม้  พอเพียงที่จะให้การเดินทางเป็นความจริง

                และหล่อนก็ไม่ผิดหวัง  แซน แฟรนซิสโกเลย

                หล่อนรู้สึกว่าชอบลักษณะของเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง  เคลื่อนไหวอยู่ตลอดกลางวันและกลางคืน

                ใบหน้าสันทัดจัดเจนของผู้คน  และความดิ้นรนที่ต่างไม่ซ่อนเร้นเหล่านั้นล้วนเป็นภาพที่หล่อนอยากเห็น

                หล่อนอยากมีส่วนอยู่ด้วยในกระแสชีวิตอันไหลเชี่ยวของเมืองนี้

                ดูทีว่าความขวยเขินของหล่อนได้ปลิดปลิวไปแล้ว

                แต่แลร์รี่หมกมุ่นกับความคิดของตนจนมองไม่เห็น

                ครั้นแล้วเขาพูดเรื่องส่วนตนให้เขาฟังบ้าง

                เขาจบการศึกษาจากซิตี้ คอลเลจ  แล้วไปสงครามเกาหลี  ที่นั่นเขาฆ่าคนที่ไม่รู้จักเสียหลายคน  กังวานของเขาวังเวงราวกับเพลงที่ร้องกันตามโบสถ์

                การทำลายล้างชีวิตเพื่อนมนุษย์เป็นบาปที่รบกวนความรู้สึกฝ่ายดีของเขาเสมอมา  เป็นแผลเรื้อรังของศีลธรรมและเป็นความทุกข์ทรมาน  ที่ไม่อาจปลดเปลื้องได้

                เขาเป็นเด็กกำพร้าถูกทอดทิ้ง  แม่หนีตามผู้ชายไปตั้งแต่เขายังไม่เดียงสา  และตั้งแต่นั้นพ่อก็เสียใจจนเลยขอบเขต  หมดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี  ประพฤติตนเป็นขวดที่ใส่เหล้าไม่เต็ม

                แลร์รี่ถึงน้ำตาไหล  จนไม่อาจพูดถึงโศกนาฏกรรมชีวิตของเขาอีกได้

                เขาเม้มริมฝีปากแน่นขึง

                อารมณ์สะทกสะเทือนจับต้องรุนแรงยิ่งขึ้น  เพราะทั้งหมดนั้นโกหก

                แลร์รี่โกหกได้แนบเนียนจนเขาเองเชื่อและหล่อนพลายเชื่อด้วย  ความจริงเขาไม่เคยเป็นทหาร  เขารู้จักสงครามจากภาพยนตร์และนวนิยายบางเล่มเท่านั้น  พ่อกับแม่เป็นคู่ผัวตัวเมียครองชีวิตกันราบรื่น  ความโทมนัสใจค่อนข้างมากสักอย่างเดียวในครอบครัวและเขาเป็นฝ่ายก่อขึ้นคือการปฏิเสธเด็ดขาดไม่ยอมดำเนินกิจการภัตตาคารสืบเนื่องจากบุพการีในฐานะเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล

                แลร์รี่ฝักใฝ่ในศิลป  จนเกินกว่าจะลดตัวลงเกลือกกลั้วกับงานพรรค์นั้นได้  พ่อโกรธมาก  แต่แล้วให้อภัยเสมอ  แม้เขาจะถือดีหลงใหลในความจนเพียงไร  แม่เฝ้าเป็นห่วงบ่วงใยคอยเจือจานเงินให้ตามควรแก่วาระ

                แลร์รี่รู้สึกตัวว่าผิดที่โกหก  เพียงแต่จะผูกใจผู้หญิงที่รู้จักกันไม่ถึงชั่วโมงเขาได้กระทำการอันบ้าบิ่น  ด้วยการป้ายความเลวร้ายให้กับสังคมอย่างไร้ความเป็นธรรม

สังคมที่มีแม่ผู้บริสุทธิ์กว่าความขาวของท้องฟ้า

หลั่งความปรานีแก่เขาอยู่

แลร์รี่จึงร้องไห้ด้วยความคิดหลังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

 

4.       แสงสว่างแห่งบาป

 

 

หล่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าถือเช็ดน้ำตา 

ลีซานน์ – ตามที่หล่อนบอกชื่อเมื่อครู่  ระหว่างอารมณ์พะวักพะวนได้กระจัดกระจายไปแล้ว  เหมือนรู้จักกันมานานปีหล่อนรันทดกับเขาด้วยอย่างช่วยไม่ได้  ลีซานน์เอื้อมมือกุมมือของเขาไว้อย่างปลอบโยน

                “ฉันหมดสงสัยใจแล้วทำไมคุณจึงเป็นศิลปิน”  หล่อนยังไม่คลายสะอื้น  “เป็นทางออกทางเดียวสำหรับชีวิตของคุณ  คนที่ผ่านความคับแค้นมานักหนาอย่างคุณ  ฉันสงสารคุณแลร์รี่”

                “อย่าสงสารดีกว่าลีซานน์”  เขาพยายามกล้ำกลืนความรู้สึกรุกรนในอกใจ  “ชีวิตเป็นอย่างนี้  ผมอาจเป็นคนเคราะห์ร้ายที่โชคดีก็ได้  ทั้งหมดที่ผ่านมานั้นเห็นจะต้องถือว่ามันเป็นสาระแห่งศิลปอยู่บ้างกระมัง  และเดี๋ยวนี้ผมก็มีงานเขียน...เอ้อ...ที่พยายามทำอยู่”

                “คุณคงหยิบความเจ็บปวดออกมาเขียนได้อย่างน่าอิจฉา”

                “พยายาม”  เขาช้อนตามองหล่อนโศกเศร้า  “ผมกำลังพยายามเท่านั้น บางครั้งมันแสนมขื่น  มันให้เปลี่ยวใจจนไม่อยากเป็นผู้เป็นคน  อยากจะพูดกับใครสักคนที่รู้จักหัวใจกัน  อย่างเช่นคืนนี้...”

                แลร์รี่ให้นึกกระหยิ่มที่ฉกฉวยโอกาสชักชวนให้หล่อนได้สำนึกในคุณค่าของการพบกัน

                ผู้หญิงมักมีความถือดีอย่างรุนแรงจะเป็นแม่ผู้อ่อนโยน  และหล่อนจะต้องเป็นเมียเสียก่อนไม่ใช่ละหรือ?

                นอกจากความเป็นหญิงของหล่อน  ลีซานน์คือคนธรรมดาที่มักเชื่ออยู่ถึงค่อนความคิดว่าศิลปินทุกคนจะต้องมีแผลเรื้อรังอยู่ในใจ  เท่ากับที่หล่อนจะลืมความจริงอย่างหนึ่ง  ว่าผู้คนต่างจะต้องขับเคี่ยวกับชีวิตแตกต่างกันตามวิถีแห่งกรรมของตน

                แวน  โกะจ์  ผู้ตัดใบหูตัวเองเพื่อกำนัลหญิงคนรัก  หรือจะเพื่อความวิกลอื่นใดก็ตาม  อูทริลโล  ผู้เมาความงามและเมาเหล้า  และใครอื่นอีก

                คุณความดีความชั่วแห่งศิลปินในอดีตได้เผื่อแผ่ความเวทนาสงสารต่อเนื่องมาจนถึงแลร์รี่  ผู้ซึ่งยังไม่มีใครรู้จักภาพเขียนของเขา

                “ฉันอยากเห็นรูปของคุณแล้วละ”  ลีซานน์บอก

                “ได้ซี”

                “คุณมีสติวดิโอหรือที่บ้านของคุณ?”

                “ไม่ใช่ทั้งสองที่คุณพูดนั่น”

                เขายั้งคำพูดไว้ด้วยความรู้สึกอีกอย่าง

                แล้วแลร์รี่พาหล่อนมายังห้องเช่า  รั้งหล่อนจากแสงไสวของเมืองมาสู่ความเย็นและเศร้า  ฮีทเตอร์วางตะแคงอยู่บนพื้น  ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ทำงาน  แลร์รี่ยังฝืนจับต้องสวิทช์บิดอยู่เป็นหลายหน  สั่นหน้าแล้วเงยขึ้นยิ้มกระดากกระเดื่อง

                “มันให้ขัดข้องไปเสียทั้งนั้น...”  เขาว่า

                หล่อนมองตอบ  ริมฝีปากระริก  แล้วรีซานน์สะอื้นไห้อีก

                “แค่นี้ก็สบายแล้วนี่คะ”

                แลร์รี่ก้าวหาหล่อนอย่างแช่มช้า  เอื้อมมือแนบสะเอวหล่อน  ในตาว้าเหว่ของสองเขาหหล่อนประสานกันนิ่งนานแล้วจึงพูดแผ่ว

                “ถึงไม่เรียกมันว่าบ้างไงล่ะ  อย่างเรียกว่าที่นอนก็รู้สึกตะครั่นตะครอเต็มทนแล้ว”

                “แต่คุณก็อยู่ที่นี่...”

                หล่อนพยายามหักห้ามความรันทดที่เห็นสภาพห้องหับ  และเบือนมองรูปบนผนังด้านประตูทางเข้า

                แลร์รี่เขียนรูปนั้นไว้นานหลายเดือนแล้ว  เคยนำออกแสดงตามระเบียงภาพเอกชนสองหนไม่มีใครสนใจเลย  รวมทั้งนักวิจารณ์ศิลปที่ยังไม่มีชื่อเสียงตามหนังสือพิมพ์  เขาจึงเอากลับมาแขวนไว้สำหรับนั่งถอนใจดูคนเดียว  เพื่อปรารมภ์ถึงวิถีอันยากแค้นแห่งตน

                เขาเรียกรูปนั้นว่า  เลือดเนื้อ  พอลลียืนเป็นแบบให้  แรกเขาเขียนเป็นรูปเปลือยด้านหน้าของหล่อนจากครึ่งต้นขาจนถึงหน้าผากยับย่นด้วยริ้วรอยของความทุกข์  พยายามเน้นอวัยวะแห่งการถือกำเนิดด้วยการป้ายสีหนักและตวัดเส้นหยาบรุนแรง

                ครั้นแล้วอารมณ์ก้าวร้าวได้ผกผันขึ้นในดวงความคิด  เขาจึงเติมรูปทารกกำลังหยิกทึ้งเต้านมมารดาไว้ในอ้อมแขนของหล่อน  แล้วเปลี่ยนความรู้สึกบนใบหน้าทั้งสองให้ตัดกันระหว่างความกร้านเกรียม  พยายามที่จะให้เห็นความโกรธแค้นคนละอย่างกันของมารดากับบุตร  ตลอดจนความหิวกระหายที่ไม่เหมือนกัน

                แลร์รี่อยากเรียกชื่อรูปนั้นใหม่ว่า  การจองเวร  แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องความหมายนัก

                นานวันเขาก็ลืมและหมกมุ่นกับงานเขียนรูปอื่น

                ลีซานน์มองถี่ถ้วนแล้วว่า

                “คุณทำความงามให้ดูน่ากลัวได้  ผู้หญิงที่เป็นแบบคงจะสวย”

                “คุณชอบไหม?”

                เขาไม่พะวงกับปรารภเชิงถามของหล่อน

                “ชอบค่ะ  ชอบมากเสียด้วย”

                “นี่เป็นหนแรกที่ผมได้ยิน”

                “จริงค่ะ  ไม่ใช่จะแกล้งพูด”  หล่อนมองรูปนั้นอีก  “ถ้าฉันขอซื้อคุณจะขายไหมนะ”

                “ขอบใจ  แต่ไม่ต้องหรอกลีซานน์”  เขารั้งหล่อนอ่อนละมุนสู่วงแขน  มือที่สัมผัสหล่อนสะท้าน  โอบเบียดกายหล่อนกระชับ  ความเย็นและความเศร้าแผ่ซ่านจนถึงหัวใจ  เขาและหล่อนร้องไห้  จูบกันทั้งน้ำตานองใบหน้า...มันไหลลงถึงริมฝีปากจนได้รสกร่อยเค็ม  ต่างถ่ายทอดอารมณ์เดียวกันอยู่ระส่ำ  นานราววันหยุดอยู่กับที่หล่อนได้ยินกระซิบ  “ทั้งหมดนี้เป็นของคุณแล้ว”

                แลร์รี่จูบหล่อนอีกแล้วกลับถอนริมฝีปาก

                อารมณ์วิวาทได้ปะทุขึ้นอีกครั้งก่อนจะทันยับยั้งไว้ได้  เขาขุ่นเคืองที่หล่อนชอบรูปเขียนนั้น

                เขาถามตัวเองว่าทำไมหล่อนถึงไม่หัวเราะเยาะเขาเหมือนคนอื่น

                และเขารู้สึกเจ็บแค้นมากทุกครั้งที่ได้ยิน

                หากเดี๋ยวนี้ความรู้สึกเขาเปลี่ยนไปแล้ว

                แลร์รี่กลับปรารถนาสิ่งที่เขาเคยทนไม่ได้  อยากให้หล่อนส่อเสียดความโง่เขลาของเขา

                แลร์รี่ได้ปลงใจแล้วว่าถ้าเขาจะแต่งงาน – จะประพฤติตนให้มันเสียผู้เสียคนแบบใครอื่นบนถนน  พอกันทีสำหรับชีวิตที่กราดเกรี้ยวทุกนาที  และพอกันทีสำหรับการวิ่งไล่ตามสิ่งที่ไม่รู้จัก

                เขาจะหั่นเคราทิ้ง  ล้างซอกเล็บให้สะอาด  แล้วจะยอมตนเป็นเพียงช่างเขียนธรรมดา  ผู้สวมสูทหรูระยับอยู่ตามสำนักงานพาณิชศิลปหมดเปลืองเวลาไปกับการเขียนรูปผู้หญิงผู้ชายตัวยาวๆ เพื่อขายเครื่องชั้นในหรือยาระงับกลิ่นตัวหรือเขียนอะไรก็ได้ตามคำสั่งที่พรมกลิ่นธนบัตรตามมาด้วย

                เขาใคร่จะเป็นแลร์รี่ผู้รีบร้อนออกจากบ้านไปทำงานแล้วรีบกลับมาทำหน้าที่  -  ที่เรียกว่าผัว

                เขาจะมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาพร้อมจะหัวเราะหัวใคร่  จะมีคำว่า  “เสอร์”  ติดริมฝีปากทุกครั้งที่พูดกับคนตำแหน่งเหนือกว่า  ตามที่จะวัดกันด้วยการมีโต๊ะทำงานใหญ่กว่าและมีเงินมากกว่า

                แลร์รี่ปลงใจแล้วว่าจะยอมตนเป็นทาสชีวิตที่มีข่ายขอบกั้นกางความคลั่งไคล้

                แต่แล้วเหตุไฉนหล่อนผู้เขาปรารถนาจะได้ไว้ทำเมียจึงได้แสดงความชื่นชมกับความเป็นมาและเป็นอยู่อันแสนจะเหน็ดหน่าย

                เขาจึงฉุนโกรธจนอยากขยี้หล่อนยับกับมือ

                ใจครุ่นคิดอย่างนั้นแต่ปากกลับจูบอีก

                แล้วกระซิบบอกหล่อน

                “แต่งงานกัน”

                ลีซานน์ร้องไห้และจูบตอบ  ลูบไล้มือนุ่มนวลบนหลังคอของเขาแผ่วเบา

                หล่อนไม่พูด

                แต่แลร์รี่คิดว่าได้ยินคำตอบรับจากหัวใจของหล่อนแล้ว

                และคืนนั้น

                แลร์รี่จึงได้ยินเสียงหล่อนหายใจระทวยอ่อนอยู่บนเตียงนอน

                เขาชันตัวขึ้นนั่งแล้วก้มฟังจนได้กลิ่นรำเพย

                กลิ่นหายธรรมดาเพราะหล่อนไม่มีเวลาแม้จะชำระกลิ่นอื่นสำหรับการสมสู่อยู่ด้วยกันที่ไม่มีเสียงหัวเราะแสดงความยินดี

                และถึงแม้จะไม่มีคำพรจากผู้แทนของสวรรค์

                แลร์รี่บอกตัวเองว่าเขาได้แต่งงานกับหล่อนโดยสมบูรณ์แล้ว

                แสงไฟโฆษณาจากข้างนอกพริบพรายสีสันเข้ามาทางบานหน้าต่างที่ไม่มีม่าน

                วูบวาบสม่ำเสมอตามอุบายแห่งพานิชยศิลป  เมื่อมันจ้านขึ้นแลร์รี่มองเห็นกระดาษปิดผนังฉีกวิ่นเปื้อนเปรอะสี  หยากฝย่ระโยงอยู่บนมุมเพดานอย่างจะเป็นเจ้าของห้องหับ  ขาหยั่งและแคนวัสวางอยู่ระกะ  นั่นคือป่าช้าอารมณ์อันบ้าคลั่ง

                แลร์รี่หลับตาหนี  อยากจะเห็นความมืดอย่างเดียวเท่านั้น  ให้รู้สึกหวั่นกลัวจนแขยงขนที่หล่อนไม่รังเกียจทุกย่างที่รายรอบอยู่  รวมทั้งความโสมมที่มีชีวิตคือตัวเขาผู้ลืมตาตื่นอยู่เดี๋ยวนี้

                เขาพยายามจะหนีให้พ้น

                อนิจจา  -  ดูทีว่าหล่อนจะฉุดรั้งไว้อีก

                แลร์รี่นึกฉุนโกรธหล่อนอีกเป็นหนที่สอง

                อากาศเดือนนี้เย็นจัดและชำแรกความเย็นเข้ามาตามรูเลี้ยวอีกนานเดือนจนไม่อยากนับ  ลีซานน์พลิกตัวพลางละเมอหา  คงจะหนาวจนถึงกระดูก  แลร์รี่นึกสงสารจึงลุกขึ้นหาเสื้อคลุมกันเปื้อนห่มให้หล่อนอีกชั้น

                เขารู้สึกงุ่นง่านพร้อมกับคอแห้งเป็นผุย  กระหายจะดื่มไวน์สักแก้ว

                แต่อย่าไปหาให้ยากแม้สักหยดติดก้อนขวด

                แลร์รี่นึกอยากจะตัดพ้อความยากแค้นสักนิด  แต่ความเย่อหยิ่งได้ถลันเข้ามาแทนที่  จนไม่อาจะแม้จะนึกเช่นนั้นได้

                เบือนมองใบหน้าเอียงซบที่นอนของหล่อน

                สวย  -  หล่อนสวยและมีคุณสมบัติหลายอย่างต้องใจนึก

                แลร์รี่หัวเราะออกมาได้ตอนที่เขาขดตัวเข้าใต้ผ้าห่มอีกหน  เขาคิดว่าจะฟันฝ่าชีวิตต่อไปได้โดยมีหล่อนแนบข้าง  พอกันทีสำหรับความเปลี่ยวอันแสนทรมาน  และพอกันทีสำหรับความหวาดกลัวที่จะเดินเข้าไปหากับดักแห่งความศิวิไล

                แลร์รี่อยากจูบปลุกหล่อนตื่นขึ้นฟังเขาพูด

                แต่แล้วเปลี่ยนใจ

                เขากับหล่อนเหน็ดเหนื่อยจนควรจะพักผ่อนให้เต็มที่จะดีกว่า

                ความจะเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่พลุ่งพล่านอีกอย่างในความคิด  แลร์รี่บอกตัวเองว่าพรุ่งนี้จะหาม่านหน้าต่าง  เขาใคร่รู้เห็นกันกับหล่อนเพียงสองคนเท่านั้นทั้งกลางวันและกลางคืน

                แล้วแลร์รี่พยายามข่มตาจะให้หลับ

 

(28 ธันวาคม)  มาถึงวันนี้แล้วนานกี่วันอย่านับ  แลร์รี่ ยังพยายมจะเขียนรูปชื่อการแต่งงานบนผืนผ้าใบและยังเขียนไม่ได้บันทึกเศร้าในความทรงจำที่อยากลืม  คือเกือบจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาเลย  ยังไม่หั่นเคราทิ้ง  ยังไม่เคยไปร้านซักผ้า  ยังไม่เคยซักผ้าปูที่นอน  เพราะไม่มี  ยังไม่ได้ซื้อม่านหน้าต่างและยังอยู่ห้องเช่าเดิมในสภาพเดิมทุกอย่าง  หากจะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาบ้างคือหล่อนยังเป็นลีซานน์เหมือนคืนแรก

                หล่อนทำให้เขามีความหิวอีกชนิดไม่เป็นเวล่ำเวลาเพราะรู้สึกว่ายังไม่อิ่ม

                หล่อนชวนใจให้รู้สึกอย่างนั้น

                ลีซานน์ไม่เพียงแต่ต้องการเขาเท่านั้น  หล่อนต้องการทั้งหมดที่เป็นชีวิตของเขา  รวมทั้งความเปลี่ยวที่เขาลนลานจะหนีให้พ้นนั้นด้วย  หล่อนร้องไห้เมื่อแลร์รี่พลิกหน้าแจ้งความในหนังสือพิมพ์หางานทำ

                หล่อนยุแยงด้วยเสน่หาให้ทวีความเกลียดชังสิ่งที่เขาเริ่มจะคลายความเกลียดชัง  และหล่อนปกป้องไม่ให้เขาเตลิดไปสู่สิถีชีวิตอันสามัญอย่างที่สุด

                หล่อนเหนี่ยวเขาไว้ด้วยความอ่อนแอของผู้ชายและน้ำตา

                หล่อนยินดีในความหนาวและความหิว

                หล่อนหลงใหลในราคะและความจน

                ลีซานน์ทอดกายเกลือกพื้นโสโครกได้นานชั่วโมงเป็นแบบให้เขาเขียนรูป  หล่อนยั่วยวนให้คลั่งไคล้จนบางครั้งแลร์รี่โกรธจัดถึงกับผสานความหยาบช้าสารเลวเข้าไว้อย่างน่าที่จะอับอายบนผืนผ้าใบ  หล่อนกลับมองด้วยประกายตาชื่นชม  ครั้นเขาละเมิดโทษะจริตถึงสบถกราดเกรี้ยว 

                หล่อนจับฉวยมารยาร้อนร่านวิงวอนให้ยกโทษ

                และขอให้เขาจงใช้ชีวิตแบบที่หล่อนปรารถนา

                ชีวิตที่เคยเป็นของเขาและหล่อนปรารถนาจะเป็น

                ลีซานน์หาได้เคยจะพะวงกับเสื้อผ้านุ่งห่มปล่อยผมสยายยาวประแผ่นหลัง  ผ่ายผอมเพราะกินน้อย

                หล่อนดื่มไวน์แก้วเดียวกับเขาดื่มและทุกครั้งที่เขาดื่ม

                หล่อนมึนเมากับความงามทุกชนิดที่น่าสะพรึงกลัว

                หล่อนอิ่มอารมณ์เหมือนคนโซหิวอาหารและนักบวชหิวพระธรรม

                ลีซานน์หลงใหลในความจนในอัตราเดียวกับเศรษฐีหลงใหลความมั่งมี

                นี่คือความประสงค์ในการจากชนบทมาที่นี่ของหล่อนละหรือ?

                คแตอบนี้กระจ่างยิ่งขึ้นเมื่อหล่อนจ่ายเงินที่พอมีไม่มากนักสนับสนุนให้เขาเขียนรูปในวิถีอันคลั่งไคล้ดุจเดิม  ซื้อไวน์และซิการ์ปรนปรือเขาไม่ให้ขาดปาก  ชอบเครารุงรังและกลิ่นเหม็นของเขา

                หล่อนมักชวนแลร์รี่ออกไปนั่งกินเอ๊สเปร๊สโส้ที่ร้านของโจ

                ที่นั่นหล่อนสนิทสนมกับพอลลี่อย่างรวดเร็ว

                หล่อนหาได้หึงหวงที่เขาเคยผูกกายกับพอลลีผู้มีน้ำใจงาม

                แลร์รี่เขียนรูปเปลือยที่คิดวาดีที่สุดชื่อ  ไม่เดียงสา  โดยใช้หล่อนเป็นแบบ  พยายามสวมสอดอารมณ์บรรจงไว้ตามที่นึกว่าหล่อนควรจะเป็นผู้หญิงอย่างนั้น

                ลีซานน์หัวเราะเยาะและตำหนิอย่างปากตรงใจว่าไม่ชอบ

                ไม่เดียงสา  ของหล่อนสวยงามจนสะอิดสะเอียนทนไม่ไหว  ทนดูไม่ได้

                เขาหล่อนเป็นปากเสียงกันหลายคำ  แล้วก็จบลงที่น้ำตาและจูบ

                ลีซานน์นอนบิดอยู่บนเตียงจนรู้สึกอิ่มความเกียจคร้าน  หล่อนจึงลุกขึ้นทำงานของหล่อนบ้าง

                หล่อนเขียนกวีชนิดไม่มีสัมผัสและพยายามจะหาแนวทางร้อยกรองใหม่แห่งวรรณกรรม

                แลร์รี่รู้ตั้งแต่คืนที่สองแล้วว่าหล่อนทะยานใจแรงกล้าจะเป็นกวี

                สัปดาห์ก่อนแดเนียลหักใจคิดถึงไม่ได้จึงหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ มาเยี่ยม  หล่อนดีใจจนล้นออกนอกหน้าเมื่อรู้ว่าแดเนียลเป็นกวีแล้วหล่อนอวดที่หล่อนเขียนไว้สองบทให้เขาดู

                แดเนียลอานออกเสียงดังกังวานพลางดื่มไวน์

                พร่ำชมหล่อนทุกวรรคทุกตอน

                ขณะเดียวกับที่แลร์รี่รู้สึกว่าเขากำลังจะหมดความอดทนกับอหังการ์กวีที่หล่อนมี  -  หรือไม่มี

                แดเนียลจึงมาเยี่ยมถี่เกือบไม่เว้นวัน  แลร์รี่นึกยินดีที่ได้ความเป็นเพื่อนกลับมา  แม้จะขัดใจตนอยู่บ้างที่ครั้นล้วก็หนีไม่พ้นชีวิตที่อยากจะเกลียดชัง  ไม่มีอะไรจะช่วยได้เสียแล้ว  เขาเริ่มเขียนรูปหล่อนอีกอย่างคลั่งใคล้

                วันนี้กำลังเขียนรูปที่จะให้ชื่อว่า  แสงสว่างแห่งบาป

                “แล้วนี่เราแต่งงานกันทำไม?”

                แลร์รี่อดถามไม่ได้ ตั้งใจว่าจะพูดถึงคำน่าบัดสีนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

                “คุณควรจะถามตัวเองว่าคุณชวนฉันทำไม”

                หล่อนตอบ

                แลร์รี่ฉุนโกรธแต่พยายามสะกดกลั้นไว้ได้  ทำงานต่อไปด้วยพื้นอารมณ์กราดเกรี้ยว  เมื่อแรกก่อนพบหล่อนจนได้พบเย็นนั้น  เขาคิดว่าเขาเป็นคนเปลี่ยวผู้ใคร่จะได้หล่อนมาแทนที่ในช่องว่าอันน่าสะพรึงกลัว  วันนี้แลร์รี่ปลงใจใหม่อีกแล้วว่าจะยินยอมให้หล่อนเดินผ่านช่องว่างนั้นไป

                หรือต่างจะมีช่องว่างนั้นเหมือนๆ กัน

                เขากับหล่อนจะเป็นคนเปลี่ยวสองคนที่บังเอิญมาสังวาสกัน

                แดเนยลหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ มาเยี่ยมเยือนอีก

                แลร์รี่เหน็ดหน่ายจึงวางพู่กันและจานสีหันมาสู่การต้อนรับด้วยน้ำใสใจจริง

                เพื่อนผู้เป็นกวีพูดถูกแล้วที่ว่าเขาเป็นบ้าในตอนนั้น  ที่คิดจะแต่งงาน

                ลีซานน์เดินไปหยิบเสื้อคลุมไม่รีบร้อน  แล้วหล่อนมาร่วมดื่มด้วย

                สามคนดื่มกันเป็นที่สำราญ

                พูดกันถึงสีสันของชีวิต

                กวีที่ไม่สัมผัสกับใดๆ ในโลก

                และแจ๊สส์

                แลร์รี่แม่นใจว่าได้เห็นอะไรบางอย่างซ่านอยู่ในแววตาเปลี่ยวของแดเนียล

                เขาลุกยืน

                “นั่นคุณจะไปไหน?”

                ลีซานน์อ้อนถาม

                “หาไวน์มากินกันอีก”

                เขายิ้มกับหล่อนพลางปรายตามองเชิญแดเนียล

                แดเนียลได้คิดว่าการแต่งงานของเขาควรจะเลิกล้มโดยปริยายแล้ว  จะเดินออกไปตากความเย็นสักครู่แล้วจะกลับมา

                ถึงอย่างไรจะกลับ  ที่จะหักใจหนีไปจากหล่อนเลยนั้น  แลร์รี่บอกตัวเองว่าทำไม่ได้

                หล่อนเป็นเครื่องเสพย์ติดอีกชนิดหนึ่งแล้วละ!

                หล่อนมีอำนาจคุกคามให้เขากลับมาสู่ความคลั่งไคล้อีกได้ด้วยมารยาแห่งอิสตรี  ถึงแม้จะไม่อวบอุ่นนัก

                หล่อนคือลีซานน์

                หรือเดี๋ยวจะแวะเยี่ยมพอลลี่สักครู่

 

                พอลลีมีไวน์ติดบ้านอยู่เสมอ  ห่างเหินเสียนานจนอยากจะร่วมประเวณีกับหล่อน

                    

                  

 

               

               

 

                     

                 

                    

                 

                 

               

                 

                    

               

 

                 

 

 

 

                                    ฤาษีในป่าคอนกรีท

 

เราเป็นเพื่อนกันเพราะเราคลั่งอะไรเหมือนกัน

และไม่เหมือนกัน  เราสมควรจะวิวาทกันอยู่เสมอและถากถาง

กันอย่างรุนแรง  เราต่างมีโทษะจริต

อยู่ด้วยกันทุกคน  ดื่มไวน์กันอย่างเกียจคร้านบรมสุข

 

รงค์  วงษ์สวรรค์  (หนุ่ม)

1.       แลร์รี่หนาวแดเนียลร้องไห้

 

 

(2 พฤศจิกายน)  บางทีเราเป็นเพื่อนกัน  ด้วยความสัตย์  จริงที่ยังมีเหลืออยู่บ้าง  ข้าพเจ้าไม่เคยดูหมิ่นคนขี้เกียจอาบน้ำจนเสื้อผ้าและเนื้อตัวเหม็น  ข้าพเจ้ามีเหตุผลอันอาจจะถูกประณามว่าไม่ต้องตามทำนองคลองธรรมอยู่มากมาย  และเชื่อด้วยว่าคนที่ซอกเล็บสะอาดและขัดฉวีนวลขึ้น  มาจากอ่างอาบน้ำทุกวัน  ไมใช่ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง  จนบาปไม่อาจกล้ำกราย

                กลิ่นหอมราคาแพงๆ  ไม่ใช่มาตรวัดความเป็นผู้เป็นคนกัน

                คนคดโกงบางคนพิถีพิถันแม้แต่กับขนจมูกเพียงเส้นเดียวและไม่ยินยอมให้มันแซมออกมาบนใบหน้า  ตะกละ  ของเขาได้เลย

                แต่ข้าพเจ้าก็ไม่หมายความอย่างจะตีขลุมเอาว่า  ความสกปรกบรรดามีจะห่อหุ้มดวงใจงดงามไว้

                บางคนที่เป็นเพื่อนเราก็อาจจะสกปรกทั้งภายนอกและภายใน  ที่ล้ำลึก  จากอวัยวะจนถึงความคิด  และหยาบช้าสามานย์

                เราเป็นเพื่อนกัน  เพราะเราคลั่งอะไรเหมือนกันและไม่เหมือนกัน  หัวเราะหัวใคร่ใส่กัน  และเราเคยสบคารมจะวิวาทกันอยู่เสมอ  ถากถางกันอย่างรุนแรงหรือร้องตะโกนจนพับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน  เพราะเราต่างมีโทษะจริตอยู่ด้วยกันทุกคน  ถ้าเบื่อหน้ากันทนไม่ไหว  เราก็ไม่ทักทายกัน

                และเดินกันคนละฟากถนน

                แล้วเราจึงต่างจะกลับมามั่วสุมกันอีกเมื่อเบื่อหน่ายจะพูดกับตัวเองคนเดียว

                พวกเราทุกคนมีเครา  เว้นแต่ข้าพเจ้าพยายามเลี้ยงมันด้วยกลิ่นมีดโกนเท่าไร  ไม่งอกงามจนท้อถอยและถอนมันทิ้งตัดกังวล

                ผมค่อนข้างยาว  เราเสียดายเงินค่าตัดผมทีละสองเหรียญ  เงินจำนวนเท่านั้นซื้อเนื้อและไวน์ถูกๆ  กินได้ถึงเมา เพราะเรามีความเมาอีกมากมายชนิดรองพื้นไว้เสมอมิได้ขาด

                ความประพฤติของเรายากจะให้คนอื่นเข้าใจ  หรือเข้าใจผิดอยู่เป็นธรรมดา  เพราะแม้เราเองก็หาได้เข้าใจในเรามากนัก

                เราไม่เคยชิงชังกฎเกณฑ์ของความศิวิไลซ์  แต่นึกรำคาญเท่านั้น  ตัวหมัดตัวไรที่ซุกซ่อนอยู่ในตะเข็บเสื้อผ้าขมุกขมอมของเรา  มันมีตัณหาและมีความดิ้นรนเหมือนชีวิตทุกชีวิต  มันแสวงหาความอบอุ่น  และมันจำเป็นต้องเบียดเบียนเลือเนื้อของเราบ้าง

                เราแสวงหาความอบอุ่นเหมือนกันและเราเบียดเบียนเจ้าของห้องเช่า  ทุกคน  ที่ยอมให้ติดค้างค่าเช่าได้

                เรา  -  เราที่บางทีก็เป็นเพื่อนกันนี้ต่างรู้อรรถาธิบายของศีลธรรม

                แต่ถ้าใครยื่นหน้ามาถามว่าเราได้ปฏิบัติตนถูกควรอย่างไร?

                เราก็จะย้อนเอากับผู้ถามบ้างว่า  แล้วเขาล่ะได้ถือปฏิบัติเพียบพร้อมแล้วล่ะหรือ?

                เราหาได้อยากวางตนเป็นอริกับอะไรหรือใครทั้งนั้น  นอกจากตัวของเรา

                ดื่มไวน์กันอย่างเกียจคร้านรมสุขในห้องเช่าของแดเนียล  -  ผู้ถือตนว่าเป็นกวี  ไวน์แกลลอนละถูกๆ  แต่รสเมามันก็เหมือนกับเหล้าอื่นทุกชนิด

                มันไม่เอมดอชเหมือนไวน์ที่เคยอยู่ในแก้วของโอมาร์คัยยัม

                แต่ถ้าใครชักเรื่องนี้ขึ้นมาพูด  แดเนียลจะฉวยโอกาสถากถางกวีโบราณผู้นั้นอย่างถึงใจที่สุดละ  เพราะเขาชื่นชอบแต่ที่เขาเขียนคนเดียวเท่านั้น

                แลร์รี่  เป็นอย่างที่เรียกขานกันว่าจิตรกรหรือศิลปิน  ลมหายใจเขามีกลิ่นสีและกลิ่นซิการ์อย่างละครึ่งปนกัน  ในตาเย็นเหมือนลมคะนองอยู่ตามซอกแขน  หญิงสาวผู้ยืนหยัดกายรอคนรักตามซอกตึก นิ้วมือเรียวงามแต่สกปรก  แลร์รี่ไม่เคยพูดว่ารูปที่คนอื่นเขียนดีและรูปที่เขาเขียนก็ไม่ดีเหมือนกัน  บางครั้งเขาจึงโกรธกับมือจึงเอาตีนละเลงสีย่ำลงบนผืนผ้าใบ

                ตอนที่ข้าพเจ้าลุกจากที่นั่งเอกเขนกไปรินไวน์อีกแก้ว  แลร์รี่ได้รำพึงอะไรขึ้นประโยค  แต่กังวานของมันหนักหน่วงเกินจะว่ารำพึง  เรารู้สึกตกใจที่ได้ยิน

                “จริงหรือที่พูดนั่น”  แดเนียลฉกคอขึ้นอย่างกับงูสะดุ้งโกรธ

                “ก็ใช่น่ะซิ”  แลร์รี่ตอบเนีอยนายจากที่เขานั่ง

                “นี่แกจะทำให้เราขันหรือเศร้า  ถึงแกเองก็เหมือนกัน”

                “ไม่รู้...ทั้งสองอย่างกระมัง”

                “แลร์รี่”  แดเนียลเอื้อนน้ำเสียงอย่างผู้ใหญ่ปลอบเด็กหกล้ม  มองเพื่อนคาดคั้นไม่เชื่อและตื่นกลัวระคนกันอยู่ในแววตา  เขาว่า  “แกเป็นบ้าแล้วละ  แกเผลอไปน่ะถึงได้พูดอะไรบ้าๆ  พรรคนั้นออกมา  กินไวน์ให้สบายแล้วนอนสักตื่น  แกจะลืมที่พูดและกันจะลืมที่ได้ยิน”

                “กันด้วย”  ข้าพเจ้าว่า

                แลร์รี่ถอนซิการ์จากปากแล้วจิบไวน์พลางสั่นหน้า  “กันหมายความอย่างนั้น”

                “ทำไม?”  แดเนียลตะคอก

                “มันเปลี่ยวยังไงบอกไม่ถูก”

                “ใครก็เปลี่ยว  แต่ไม่มีใครคิดบ้าๆ  เหมือนแกจริงไหม?”  เขาหันถาม

                ข้าพเจ้าพยักเพยิดทั้งปากคาจอบแก้วไวน์

                “กันรู้ว่ากันอยากแต่งงานเท่านั้น”

                แลร์รี่เสียงเครือและนี่คือประโยคแรกที่เขาพูด

                “”หมดกัน!”  แดเนียลมองอย่างตัดพ้อและติฉิน  เสียผู้เสียคนกันคราวนี้เอง  กันเสียเพื่อน...นั่นช่างเถอะ  แต่ไอ้ที่แกจะต้องเอาอะไรที่มันเป็นตัวแกนั่น  กันเสียดายมันเหลือเกิน  แลร์รี่  แกช่างไม่รู้จักราคาความเป็นศิลปินของแก  ให้กันไปตกนรกหมกไหม้ที่หนเสียยังดีกว่า  ได้ยินแกพูดว่าได้ยินแกพูดว่าจะแต่งงาน”

                “มันอยากขึ้นมาเสียแล้ว”  แลร์รี่อ้อยเอ่ย  และคำหลังเหมือนรำพึงกับตัวเอง  “จะให้กันทำยังไง”

                “คว้าผู้หญิงที่ไหนเข้าสักคนซิ  เล่นกันสักทีสองที  เลิกแล้วก็แล้วกันไป  แล้วแกจะเป็นคนอยู่เหมือนที่เคยเป็น”

                แดเนียลสลัดหน้า  เขาหมายความตามที่พูดนั้นแท้จริง  ดื่มไวน์เหมือนจะสาดดับไฟคุกรุ่นในผนังคอ

                “มันไม่เหมือนกัน  ผู้หญิงกับการแต่งงาน”

                ในตาแลรืรี่เหมือนจะเยือกเย็นลงกว่าเดิมและรู้สึกว่าเหนื่อยอ่อนกับการโต้แย้ง  เขาคงขับเคี่ยวกับใจตนมาจนพ่ายแพ้แล้ว  (หรืออย่างไร?)

                “บ้าบ้าน่ะซิ”  แดเรียลคำรามจนสิ้นกังวานแล้ว  พลันเปลี่ยนเป็นสะอื้น  “ทั้งบ้าทั้งโง่แล้วยังอวดดี”

                แลร์รี่หันมองข้าพเจ้านิ่งเฉย  ขณะที่แดเนียลทรุดลงขดตัวเองบนเก้าอี้  ตัวสั่นเทิ้ม  เขาพยายามดื่มไวน์ส่วนที่เหลือจนหมดแล้วโยนแก้วลงบนพื้นพรมปูห้อง  หลับตาแน่วอย่างไม่อยากเห็นภาพแห่งความสยดสยอง

                “ผีห่...ตัวไหนมันดลใจแก!

                เขายังถอนสะอื้นอยู่อย่างนั้น

                “ถึงว่าละซี  กันเกลียดตัวเองเหมือนกัน”  แลร์รี่หันยิ้มเศร้าๆ  กับข้าพเจ้า

                แดเนียลชันตัวลุกนั่ง  น้ำตาไหลพรากบนใบหน้าด้วยความปริเวทนาสุดจะอดกลั้น  แล้วเขาพูด

                “หมดพืชหมดพันธุ์คนกันแล้วละ  ทีนี้แกก็จะเป็นเพียงเครื่องจักรชิ้นเดียวของกามารมณ์เท่านั้น  แล้วมันก็จะผุพังเสียก่อนแกจะทันได้คิดอยากได้ความเป็นคนกลับคืนมา”

                แลร์รี่ยักไหล่  แล้วเดินออกไปสนองความอยากใหม่ที่เพิ่งนึกอยาก

                ข้าพเจ้าดูแดเนียลร้องไห้ไม่พยายามปลอบโยน

                ความอับอายหรือความเย่อหยิ่ง  ที่มีอยู่ในนวนิยายหรือในคำสอนอะไรก็ตามที่ยึดถือกันมานานนับศตวรรษ  ทำให้ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น  แล้วผู้ชายก็วิปริตไปต่างๆ  สารพันเพราะกลั้นน้ำตาไว้  ผู้ชายบางคนร้ายกาจกว่าสัตว์ที่ว่าดุร้าย  เพราะฝืนใจตนไม่ร้องไห้ และผู้ชายหลายคนเป็นนักทำลายอย่างเหี้ยมโหดก็เพราะไม่มีน้ำตาไว้สำหรับเสียใจ  ดีแล้วที่แดเนียลรู้จักร้องไห้

 

(3 พฤศจิกายน)   ลมค่อนข้างแรงและอากาศเย็นกราดเกรี้ยว  แลร์รี่ไม่มีเสื้อโค้ท  แต่เขาก็ไม่ใช่คนเกียจคร้านประเภทที่ยึดถือเอาความยากจนมาปรักปรำว่าพวกคนมั่งมีแย่งความอบอุ่นไปจากชีวิตเขา  เช่นเดียวกับแลร์รี่ไม่ประนามตัวเองที่เอาเสื้อโค้ทเข้าโรงจำนำเมื่อเดือนก่อนพอได้เงินมื้อสีกับแคนวัส  และยังเหลือพอหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ  เลี้ยงเพื่อนได้หลายเมา

                วันนี้เกือบไม่มี  เดินไปเรื่อยๆ  ตามตีนดีกว่าอย่างอื่น  ช่วยไม่ให้หนาวได้บ้าง

                แต่อย่าเดินเร็วรีบจนเกินกำลังนักเพราะจะทำให้เหนื่อยและหิวเร็วกว่าธรรมดา

                แลร์รี่รู้ว่าควรเดินในอัตราอย่างไร  เดินจนพอความต้องการอยากเดินแล้วก็กลับที่นอน  ควรจะเรียกว่าที่นอน  เพราะมันฟังบังอาจเหลือเกินถ้าจะเรียกว่าบ้าน

                อ่อนเปลี้ยเพลียกายและใจ

                แลร์รี่ทรุดลงนั่งทอดถอนพลางครุ่นคิดถึงผู้หญิงที่เคยรู้จักมักคุ้นมาบ้าง  เวลานี้คิดถึงแต่ผู้หญิงเท่านั้นเพราะอยากแต่งงาน  และจนเดี๋ยวนี้แลร์รี่  ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงอยากแต่งงานขึ้นมา  มันเป็นความเปลี่ยวที่เขาไม่รู้จักเข้ามาจับต้องจนหนาวสะท้าน

                แลร์รี่รู้สึกกลัวใจตนเหลือเกิน

                ที่บัดซบอย่างยิ่งแลร์รี่  ยังไม่รู้ว่าจะแต่งงานกับใคร?

                ความรู้สึกนี้มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน  แลร์รี่นั่งนึกอยู่นานถึงสามชั่วโมงก็จึงยังนึกไม่ออก

                เขาจะแต่งงานกับใครหรือใครจะแต่งงานกับเขา?

                พิษไวน์ที่ดื่มรองพื้นไว้ค่อยจางแล้ว  ความหนาวก็ตรูเข้าทั้งนอกและในกาย

                แลร์รี่โกรธและคลั่งแค้น  แล้วค่อยผ่อนใจตนตั้งคำถามใหม่ว่าอยากได้ผู้หญิงชนิดไหนแต่งงานด้วย?

                ถามและตอบอยู่อีกสองชั่วโมงจากนั้น  หล่อนจะต้องสวย  -  สวยให้เป็นที่พึงอารมณ์ก่อน

                แลร์รี่รู้เหมือนผู้ชายหลายคนรู้ว่าผู้หญิงสวยกับเมียดีมักจะไม่ใช่คนเดียวกัน  แต่เป็นความรู้ที่เขาไม่เชื่อถือนัก  และยืนยันว่าในการจะหมดสิ้นความเป็นผู้เป็นคนครั้งนี้  ตามคำปรามของเพื่อน  เขาจะต่งงานกับผู้หญิงสวยและหล่อนจะต้องฉลาดด้วย

                แลร์รี่บอกตัวเองว่าเขาทนไม่ได้ทีเดียว  ถ้าจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่รู้จักดนตรีและไม่อ่านหนังสือ  ผู้หญิงที่ไม่รู้จักภาพเขียนและไม่เคยจะแหงนหน้าชมแสงดาวในเวลากลางคืน  ผู้หญิงที่มักถี่ถ้วนกับคนขายเนื้อในตลาดกับผู้หญิงที่มักเสียเปรียบคนอื่น

                แต่รู้จักจะถกเถียงกันในเชิงปรัชญาของชีวิต

                เขายินดีจะแต่งงานกับคนหลังที่ว่านี้

                หล่อนจะต้องเข้าถึงศิลปะของการสังวาส  ฝักใฝ่ในการดื่มกินและเที่ยวสำมะเลไปด้วยกันได้ตามอารมณ์ปรารถนา

                และ  -  และหล่อนจะต้องมีแววกระหายใครรู้อยู่ในดวงตา  กลัวบาปแต่กล้าลองทำ

                แลร์รี่อยากแต่งงานกับผู้หญิงอย่างนั้น

                คุณสมบัติอีกสองอย่างที่ต้องการ  หล่อนจะต้องรู้จักอับอายในความเห่อเหิมอันไม่มีขอบเขต

                แต่หล่อนจะไม่ขวยเขินเมื่อยืนเปลือยร่างให้เขาเขียนรูป  แล้วเพื่อนจิตรกรของเขาเข้ามายืนถกเถียงกันถึงงานบนผ้าใบของเขาระหว่างนั้น

                การจัดท่าทางและอะไรในหล่อนที่จะเห็นงามเป็นหน้าที่ของเขา

                หล่อนจะต้องไม่เหมือนผู้หญิงอื่นหลายคนที่เฝ้าสาระแนจะยักย้ายท่าโน้นท่านี้เอาตามสายตาและความคิดอันโง่เขลา

                พิษไวน์เหือดจนเกือบหมดแล้ว

                แลร์รี่หนาวสะท้าน

                ห้องเช่าของเขาค่อนข้างแคบแต่โปร่งโล่ง  มีรูเลี้ยวของความชราแตกปริอยู่หลายแห่ง  อากาศข้างนอกจึงชำแรกเข้ามาได้  ความอบอุ่นที่เกือบไม่มีอยู่เลยจึงถูกขับไล่กระเจิงเหลือแต่ความเย็นและความเศร้า          

            ในห้องที่มีความจนเป็นเจ้าของนี้  ฮีทเตอร์แบบใช้พัดลมเป่าขดลวดที่ขโมยมาจาก  -  ไม่ใช่  -  ที่พวกเสเพลตามข้างถนนฉกมาจากร้านค้าของเก่า  แล้วเขาซื้อต่อมาอีกทีในราคาร้อนเงินถูกแสนถูก  มันไม่ทำงานตั้งแต่คืนที่ซื้อนั่นแล้วละ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

รงค์  วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

หล่อนมีคุณค่าเกินกว่า

ผู้ชายคนเดียวจะยึดฉวย

เอาไว้  หล่อนเป็นสมบัติ

อันควรแก่การคารวะที่ไม่มี

เจ้าของ  แม้ว่าเขายินดี

ในกายของหล่อย

และติดในรสนั้น

 

2.        พอลลีไม่ขายแม้แต่น้ำลายและเส้นขน

 

 

(3 พฤศจิกายน  บ่าย)  ให้ร่านใจจนนั่งไม่ติดที่  แลร์รี่เดินออกจากห้องเช่าบ่ายหน้าไปที่ร้านกาแฟของโจ  สองสามช่วงตึกไม่ไกลกัน  เหลือเงินปลีกติดกระเป๋าพอขึ้นเอ๊สเปร๊สโส้ได้สักถ้วย  แล้วทีนี้จะนั่งอาศัยไออุ่นตลอดจนถึงเย็นโจก็ไม่รังเกียจ

                แลร์รี่นึกว่าพอลลีควรจะอยู่ที่นั่น  และหล่อนก็อยู่เหมือนเคย

                พอลลีคนสวยของศิลปินผู้ยึดถือในเครา

                เรือนกายของหล่อนหนาแต่อ่อนช้อย  ในตาสีเข้มและฟันสะอาด  อกเอวและสะโพกของหล่อนรับกันอย่างหาที่จะตำหนิไม่พบ  หน้าท้องเนินกลมเกลาไม่ถึงกับเรียบเป็นแผ่นเหมือนผู้หญิงที่เดินทนทุกข์ทรมานอยู่ในงานแสดงแบบเสื้อ  และส่วนที่ย้อยยื่นออกมาแต่พองามนี้มีคุณค่าทางความรู้สึกอย่างยิ่ง

                เน้นถึงตัณหาและความดิ้นรนและความมีชีวิต

                พอลลีเป็นแบบให้ศิลปินทุกคนที่หล่อนพึงใจ

                หล่อนไม่เคยเรียกร้องเงินค่าจ้างแม้หล่อนจะเย่อหยิ่งในความงามเหมือนผู้หญิงทุกคน  และแม้หล่อนจะงามกว่าอีกหลายคน

                พอลลีดูหมิ่นผู้หญิงที่พยายามจะขายทุกอย่างแม้แต่ขนสักเส้นเดียวหรือน้ำลายในปาก

                เราจึงเห็นพ้องกันว่าน้ำใจพอลลีงามอยู่ทีเดียว  หล่อนเป็นเครื่องประดับมีราคาอยู่ในความยากแค้น  ควรแก่การทะนุถนอม  เมื่อใครขายรูปได้จึงเจือจานมาถึงพอลลีเสมอ ไม่มีใครลืมพอลลีได้

                หล่อนทำงานนอกเวลาที่ร้านกาแฟของโจ

                เงินจำนวนไม่มากมายนี้อีกเหมือนกันช่วยสร้างเลือดเนื้อและเป็นค่าเช่าห้อง

                แลร์รี่ทรุดยวบลงนั่งเคียงหล่อน

                “พอลลี่”  เขาเรียกขานแผ่วโผย  “ผมจะแต่งงาน”

                “พูดเป็นเล่นไปน่ะ”  หลอ่นยิ้มอ่อนโยน  แล้วค่อยตระหนักในสีหน้าและกังวานผิดหูที่เคยได้ยิน  หล่อนเลิกคิ้วพิศวง  “จริงหรือ  แลร์รี่”

                “จริงซิ”  เขาเน้นถ้อยคำเข้มแข็ง

                “แปลกนะ นึกอะไรขึ้นมาถึงอยากจะแต่งงาน”

                “มันเปลี่ยว” เขาตอบ  “เข้าใจคำว่าเปลี่ยวไหม  พอลลี  เปลี่วจนบอกไม่ถูก  อยู่ๆ  มันก็เปลี่ยวขึ้นมาจนไม่อยากเป็นผู้เป็นคน”

                หล่อนมองไตร่ตรอง

                เวทนาและสงสารระคนกัน

                บิดเปลือกปากล่างลงนิดเหมือนทุกครั้ง  หล่อนที่ยินดีหรือยินร้ายในอารมณ์

                “หนักหนาถึงอย่างนั้นเชียวหรือ”  หล่อนถามอ่อนเครือ

                “ผมรู้ว่าอยากแต่งงานเท่านั้น”  แลร์รี่ว่า  “แดเนียลเขาถึงตวาดให้ผมลงนรก  ใครๆ หาว่าผมเป็นบ้า”

                “ฉันไม่ยักคิด”  หล่อนมองพินิจบนใบหน้าหมองคล้ำ  มองล้ำลึกถึงในตาและกระแสใจที่ปะทุแรงกล้าอยู่ในนั้น  หล่อนกล้ำกลืนน้ำลายแล้วว่า  “ฉันไม่รู้จักคุณดีนักหรอกนะ  แต่บางทีจะรู้จักใจคนบ้าง  คุณฟั่นเฝือไปชั่วประเดี๋ยวประด๋าวต่างหาก คุณกลัวอะไรสักอย่างที่คุณไม่รู้จัก  คุณอยากวิ่งหนีมันให้พ้น  อาการเจ็บป่วยพรรค์นี้ผู้หญิงก็เป็น  ฉันเคยเป็นบ่อยๆ เหมือนกัน  เวลาที่ฉันเหนื่อย  ฉันหิว  ฉันไม่มีเงินเลย  และฉันรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวอยู่ในโลก  มันอาจจะคลั่งใจตายแต่ก็ไม่เคยตายสักที...

                เข้าใจที่ฉันพูดไหม...  ไม่เคยตายสักที  แต่มันก็บอบเอาการอยู่หรอก  ฉันรู้และคุณก็ต้องรู้ว่าเราขับไล่ไสส่งมันยังไง”

                “มันเบื่อเบื่อจนไม่อยากเห็นหน้าตัวเองในกระจก”

                ถ้อยคารมเขาระส่ำ

                “น่าสงสารแลร์รี่”  หล่อนยิ้มอ่อนโยนอย่างผู้หญิงและอย่างมารดาเกื้อกูลบุตร  พอลลีเชื่อความคิดของหล่อนแน่นแฟ้นขณะพูด  “หักห้ามใจไม่ได้แล้วเชียวหรือ?  ทำไมไม่ไปที่ห้องฉันด้วยกัน  มีไวน์เหลืออยู่ตั้งครึ่งค่อน  หรือคุณอยากจะอยู่นานๆ สักสองซ้ำก็ได้นะ...รีดตัณหาทิ้งเสียบ้าง”

                “ไม่ใช่... ไม่ใช่”

                เขาสั่นหน้า

                ในตาที่ไม่อาจซ่อนความว้าเหว่บ่งแววสำนึกในอัธยาศัยของหล่อนแทนคำพูด

                “ฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้วละ...  ยังงั้น”

                หล่อนพลอยรันทด

                “คนเดียวจะช่วยได้คือผู้หญิงที่จะแต่งงานกับผม”

                เขาบอกด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

                “คงไม่ใช่ฉันหรอกน่ะ”  พอลลีถอนอิริยาบถจากเศร้าสร้อยเป็นหยอกเอินในที  หล่อนรู้จักจะเล่นกับอารมณ์เหมือนกัน  และหล่อนใคร่ประโลมใจให้เขาคลายทุกข์บ้างเท่าที่หล่อนจะหยิบยื่นให้ได้  เสียงหล่อนแข็ง  แต่ริมฝีปากและในตาแย้มยิ้ม  เพราะถ้าคุณขอแต่งงานด้วย  ฉันจะปฏิเสธแน่นอน”

                “เปล่า...ไม่ใช่”

                แลร์รี่หมายความตามที่พูด

                กามวิตกของเขาหาได้เนื่องมาจากหล่อนแม้สักนิด  เขาเคยยินดีในกายของหล่อนและยังติดในรสนั้นอยู่มากเพียงไร  เช่นเดียวกัน  เขาบูชาน้ำใจอันงามของล่อนเป็นทวีคูณด้วย  พอลลีจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากพอลลีที่หล่อนกำลังเป็นอยู่  หล่อนมีคุณค่าเกินกว่าผู้ชายคนเดียวจะยึดฉวยเอาไว้

                หล่อนเป็นสมบัติอันควรแก่การคารวะที่ไม่มีเจ้าของ  แม้แต่ตัวหล่อน

                ใครก็ตามจะเห็นแก่ตัวและอยุติธรรมเท่ากับเป็นการทรยศต่ออุดมคติแห่งศิลปะอย่างยิ่งถ้าจะขอให้หล่อนแต่งงานด้วย

                แลร์รี่ไม่เคยคิดมาก่อน  และไม่เชื่อด้วยว่าพอลลีจะเป็นของผู้ชายคนเดียวได้

                “ให้ฉันรู้ได้ไหม  คุณจะแต่งงานกับใคร?”

                หล่อนถามด้วยน้ำเสียงเรื่อยเรียบ  หยิบบุหรี่รสฝรั่งเศสซองสีน้ำเงินออกจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อนคาดเอว

                หล่อนสูบบุหรี่ฉุนจัดได้เหมือนผู้ชายแต่ไม่สูบถี่นัก

                พอลลี่หนีบด้วยปลายนิ้วของหล่อนไว้มวน  แล้วพยักเพยิดให้เขา

                “ยังไม่รู้เลย”  แลร์รี่ตอบ       

“ฉันอยากหัวเราะจัง  แต่อย่าเพิ่งเลย”  หล่อนเม้มริมฝีปาก  “ไม่ได้กลัวคุณโกรธหรอกนะ  แลร์รี่  แต่คุณอยู่ในอารมณ์เศร้าเสียจนฉันพลอยใจแห้งไปด้วยอีกคน”

“หัวเราะซิ  พอลลี่”  เขาหนีบบุหรี่ไว้หว่างนิ้วมือยังไม่จุดไฟ  “ผมยังอยากหัวเราะเพราะเรื่องมันน่าหัวเราะ”

                “แต่หน้าคุณนั่นน่ะ”  หล่อนหัวเราะครึ่งๆ เสียงแล้วว่า  “คนตายบางคนยังดูเป็นสุขกว่าเสียอีกรู้ไหม  ฉันสงสารคุณจริงๆ นะแลร์รี่  คุณจะแต่งงานแต่ยังไม่รู้จะแต่งงานกับใคร”

                “ถึงว่าละ...”

                “แล้วจะทำยังไง”

                “ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”

                แลร์รี่สารภาพเสียงแผ่วโผยเหมือนประโยคแรกที่พูดกับหล่อน

                แล้วต่อบุหรี่จากปลายที่จุดแล้วบนมวนของหล่อนจนเถ้าเยินเกือบหลุดจากก้น

                โจ  ถือถ้วยเอ๊สเปร๊สโส้เดินมา

                ถึงไม่ร้องสั่งโจก็เตรียมทำไว้และคะเนเวลาได้ว่าควรจะเอามาให้แล้ว

                กำพืดของชายกลางคนผู้นี้เป็นอิแทเลียน  เขาน่าจะชื่อ  จิโอวันนีหรืออะไรที่ฟังเดียมหูพรรค์นั้น

                แต่มีคนอิแทเลียนชื่อจิโอวันนีมากเหลือเกินในเมืองนี้  เป็นคนขายเบียร์ขายพิซซ่าและเป็นนักดนตรี

                เขาจึงเรียกตัวเองว่าโจไม่ให้เหมือนคนอื่น

                “แฮล์ฟอะบั๊ค”

                โจวางถ้วยแล้วว่า

                เขาพูดเหมือนกันอย่างนี้ทุกครั้งที่ขายกาแฟได้อีกถ้วย  รัวลิ้นเหมือนตวัดให้มันเป็นก้อนแล้วถ่มลงพื้น

                แลร์รี่ควานได้เงินครึ่งเหรียญโยนให้บนโต๊ะ

                เหรียญสุดท้าย

                กับดูเหมือนจะมีเงินปลีกอีกสามสี่อัน

                “ได้ยินว่าจะแต่งงานไม่ใช่รึ?”

                พร้อมกับฉกเหรียญยัดใส่กระเป๋ากางเกงโจถาม

                “ก็ว่างั้น”

                “พิกลบ้าระห่ำอะไรขึ้นมาหือม์  แลร์รี่”

                “อย่ายุ่งกับกันน่ะ”

                แลร์รี่อยากจะใช้ถ้อยคำแรงกว่านั้นหากสะกดกลั้นไว้  เพียงแค่ช้อนตามองขุ่นเคือง

                โจมองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน  มองอย่างมองคนไม่รู้จัก  แล้วก็ทยอยหัวเราะออกมาเป็นคลื่น  หัวเราะพลางสั่นหน้า

                “ก็ไม่อยากยุ่งหรอก  แต่มันขันนี่หว่า  ไม่ได้ยินอะไรขันๆ พรรค์นี้มานานแล้ว”

                แลร์รี่ผุดลุกยืน  ในตาปวดร้าวมองพอลลี  หันมองโจ  แล้วเดินหนีออกจากที่นั่น

                เดินแช่งชักอากาศเย็นไปอย่างไม่มีจุดหมาย  งุ่นง่านพล่านอารมณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

 

3.       ลีซานน์หลงใหลความจนและราคะ

 

รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

 

 

(3 พฤศจิกายน  เย็นและกลางคืน)  เวลาเย็นกำลังโรยจวนค่ำ  แลร์รี่สุดคิดสุดแค้นแล้วพาลเกลียดโกรธตัวเองจนถอนสะอื้น อยากกลับห้องเช่าเขียนรูปที่ค้างไว้บนขาหยั่งให้เสร็จ  แต่มันเป็นความอยากที่สองเสียแล้ว  อีกใจอยากกลับไปหาพอลลี่  กินไวน์กับหล่อนและเล่นรักกับหล่อน

                แลร์รี่ไม่เชื่ออีกว่าเท่านั้นจะบำบัดอาการป่วยที่กำลังระงมอยู่ได้  เขาอาจจะเป็นบ้าแน่แล้ว  อย่างแดเนียลหรือโจหรือทุกคนคิด  เพราะเขากำลังเดินหาผู้หญิงสำหรับจะแต่งงานด้วย  จะต้องหาให้ได้  -  จะต้องหาให้ได้  -  เขาสบถดาลเดือดหนาวและหิว

                แลร์รี่ซวนกายพิงผนังตึกหลายหนกว่าจะพบผู้หญิงคนนั้นเดินออกมาจากร้านขายหนังสือเก่าซอกถนน

                หล่อนเดินเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน  มือข้างหนึ่งยังถือหนังสือเริงรมย์  สอดนิ้วคั่นที่อ่านค้างไว้  แล้วหลอ่นหยุดยืนเหม่อลอยเหมือนไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง  มองผาดๆ ตามผุ้คน  ถนน  และยวดยาน

                สีสันของเวลาเย็นกำลังโรยจวนค่ำขับผิวหน้าหล่อนปลั่ง  ปลั่งอย่างแสงพระจันทร์มีเมฆบดบัง  ส่วนสูงกำลังพอดี  แลร์รี่คิดว่าพอดีทีเดียว  กระดูกทุกชิ้นที่เห็นบนใบหน้าได้สัดส่วนอย่างที่จิตรกรทุกคนจะไม่มองเมิน

                แลร์รี่มองเห็น ความงามลอดเข้าถึงใต้ผิวหนัง  ด้วยความเคยชินแล้วจึงมองหล่อนอย่างผู้ชายมอง

                ยากเห็นให้ถี่ถ้วนกว่านั้น  เขาเดินฉาดหน้าหล่อน  จนได้กลิ่นเนื้อ

                “เฮลโล”

                เขาทักทาย

                หล่อนสะดุ้นอย่างถูกปลุกจากยืนเคลิบเคลิ้ม  ในตาวาวตระหนก  เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ใช่

                แลร์รี่สอดแขนคล้องกับหล่อน

                “ไปให้พ้น”

                หล่อนตวาดและสะบัดจนหลุด

                “อยากพูดด้วยน่ะ”  แลร์รี่พยายามยิ้มกับหล่อนเต็มความรู้สึก

                “จะไปละ...ฉันไม่รู้จักคุณ”

                หล่อนขยับเดิน

                แลร์รี่ถลันขวาง  เขาเพิ่งจับสำเนียงได้ว่าพื้นเพหล่อนไม่ใช่คนเมืองนี้  ต้องมาจากที่อื่นแน่นอน  หรืออาจจะเป็นนักท่องเที่ยว

                แซน แฟรนซิสโก  เป็นเมืองสำหรับคนอเมริกันมาเที่ยวด้วย  เพราะความที่แปลกกว่าเมืองอื่น

                แลร์รี่สำเหนียกต่อไปถึงแววตาตื่นตระหนกของหล่อน  ท่าทางสะเทิ้นประหม่าเมื่อถูกคนไม่รู้จักทักทาย  และอีกอย่างที่หล่อนหยุดยืน  แซน แฟรนซิสโก  ไม่เคยหยุดยืนดูอะไรนานกว่าสองวินาที  ทุกคนเดินและดูได้พร้อมๆ กันจนเป็นนิสัย  เชื่อได้แน่แล้วหล่อนไม่ใช่คนที่นี่

                และหล่อนจะเป็นใครมาจากไหนไม่น่าพะวง

                แลร์รี่วิตกอย่างเดียวเท่านั้นที่ริมฝีปากหล่อนระริกสั่นเหมือนจะร้องตะโกนเรียกตำรวจ

                คะเนใจได้อีกว่าหล่อนจะร้องขอความช่วยเหลือทันทีถ้าเขาขยับเขยื้อนอีกเพียงนิดเดียว  แลรืรี่ค่อยกระถดมืออยู่ที่หมายจะแตะต้นแขนหล่อนกลับมาซุกกับขอบกางเกง  มองหล่อนด้วยสายตาวิงวอน

                “ผมจะโกนเคราทิ้งถ้าคุณไม่ชอบ”  ยิ้มประณีตพลางระล่ำระลัก  “สาบานให้ก็ได้...อยากคุยด้วย”

                หล่อนเมินกลับ

                ถ้อยทีเหมือนจะยิ้มเมื่อแรกค่อยเปลี่ยนเป็นยิ้ม

                “จะมายืนคุยกันตามข้างถนนได้หรือ...หนาว”

                หล่อนทอดน้ำเสียงยะเยือกตามความที่หมายนั้น

                “งั้น...”  แลร์รี่ยิ้มปนสะดุ้ง   มือไถลเลื่อนลงในกระเป๋ากางเกงอย่างไม่รู้สึก  ดูเหมือนจะเป็นสัญชาตญาณธรรมดาของผู้ชายที่เหลือเหรียญละสิบอยู่สองอัน  เหรียญห้าอีกอัน  กับเพ็นนีอีกสี่อัน  หมายจะออมไว้จนถึงวาระที่หิวจนประคองกายไม่ไหว  เขาบอกหล่อน  “เราไปกินกาแฟกันที่นั่น”

                ดูทีหล่อนจะรับคำชวนอยู่เป็นนัย

                แลร์รี่พาหล่อนเดินไปครึ่งช่วงตึกแล้วแวะเข้าใน ดรัก สตอร์  สั่งกาแฟพื้นๆ อย่างที่ต้มไว้แล้วสองถ้วย

                ทำไมคุณจึงอยากจะคุยกับฉัน”

                หล่อนถาม

                ท่วงทีกลายกลับประหวาดหวั่นเหมือนเมื่อแรกอีก

                แลร์รี่ทำวุ่นกับหูถ้วยกาแฟจนไม่ได้ยินที่หล่อนถาม  เว้นวรรคพอเหมาะแล้วกลับบรรจงแต่งเสียงนุ่มนวลถามหล่อน

                “คุณมาจากไหนน่ะ?”

                “อยากรู้ด้วยหรือ”

                เขาพยักหน้าผาดเผินประสานตาหล่อน

                หล่อนจึงบอกแห่งหนที่หล่อนมา

                หล่อนมาจากเมืองชนบทไกลแสนไกลที่แลร์รี่คิดว่าเขาไม่เคยได้ยิน  และหรือไม่คิดว่าจะมี

                สำเนียงและวี่แววในดวงตาดังจะบอกว่าถิ่นฐานของหล่อนนั้นคงจะเงียบเชียบจนถึงกับว่ากระซิบกันคนละบ้านได้ยิน  คงจะเป็นแวดวงอันแสนจะคับแคบจนถึงว่าถ้าม้าที่บ้านหล่อนออกลูก  คนทั้งหมู่บ้านจะรู้ในเวลาอันรวดเร็ว

                กิริยาที่ไม่ปรุงแต่งจริตบอกต่อไปว่าหล่อนคงมักคุ้นกับชีวิตเรื่อยเปื่อย

                ความสุขของผู้คนที่นั่นอยู่ด้วยการถือสันโดษ ไม่วุ่นวายจนล้นกรอบแห่งความพอดี

                ความทุกข์ถ้าบังเอิญจะมีก็คงนำไประบายกับคนขายเหล้า  ซึ่งน่าจะมีอยู่ร้านเดียว  หรือไปคุยกับสมภารเจ้าวัดอารมณ์เย็นๆ  ซึ่งก็น่าจะมีสักองค์เดียวเท่านั้น

                แพรพรรณที่หล่อนสวมใส่และจินตนาการพาแลร์รี่เพริดไปถึงเพียงนี้

                เขาเชื่ออีกว่าที่หล่อนจากมาจะยังเป็นเมืองที่ไร้เดียงสาจนกระทั่งถ้าเด็กอยากรู้ว่าออกมาจากทางไหน  พ่อแม่จะอึกอักไม่มีอุบายจะตอบให้เข้าใจได้

                และผิวคล้ำของหล่อน  ที่นั่นคงแดดกระจ่างและลมแรงกร้าว

                “ที่นั่นคงสบายดี”

                เขาพูดเรื่อยเฉื่อยมากกว่าจงใจถาม

                “ไม่รู้นี่คะ”

                หล่อนไม่หมายจะตอบเหมือนกัน 

                “มาเที่ยว ฉวฯ  แฟรนซิสโก  หรือ?”

                “มาเที่ยว”

                “ท่าจะหนแรก”

                “ค่ะ...หนแรก”

                “ชอบที่นี่ไหม?”

                หล่อนหัวเราะออมเสียงพอได้ยิน

                “คงนึกละซีว่าฉันคงพูดเหมือนที่ใครๆ ก็พูดกัน  แซน  แฟรนซิสโก  ดีสำหรับมาเที่ยวแค่ไม่ใช่เมืองสำหรับจะมาอยู่  เป็นเมืองรีบร้อนเกินไปจนไม่มีเวลาจะหายใจ  หรืออะไรคล้ายๆ กันนั้น”

                แลร์รี่พลอยหัวเราะด้วยและสั่นหน้า  นึกอยู่เหมือนกันว่าหล่อนคงจะพูดอะไรพื้นๆ อย่างนักท่องเที่ยวชอบพูดกัน  เขายอมรับว่าพลาดที่ทึกทักเอาโดยผิวเผินกับหล่อนแล้วจึงพูด

                “ไม่หรอก...ผมไม่เคเข้าใจอะไรเอาเองเฉื่อยไปยังงั้น”

                “คุณคงเป็นนักเขียนหรือกวี?”

                หล่อนถาม

                ใบหน้าราบเรียบไม่ยิ้ม

                “ผมเขียนรูป  ท่าทางคุณคงรำคาญหนวดเคราของผมละซี”

                หล่อนยิ้ม

                “เปล่า...ฉันชอบ”

                แลร์รี่คิดว่าหล่อนยิ้มน่ารักมากทีเดียว  ถ้าหล่อนยิ้มช่วยให้รู้สึกว่าเป้นกันเองและสะดวกปากจะพูดคุยด้วย  แต่หล่อนมักวางหน้าเฉยเสียละมากกว่า

                ความสงสัยเผยให้เห็นในแววตาที่หล่อนเมียงเมิน

                แลร์รี่พะวงใจเท่ากับถือเป็นหน้าที่จะต้องรีบอธิบายให้หล่อนรู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายชนิดเดินเก็บตกผู้หญิงตามข้างถนนเพื่อกามประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคืนตามที่เขาคิดว่ากำลังเข้าใจ

                แต่เขามีเจตนาวิไลกว่านั้น

                “อยากคุยด้วยจริงๆ นะ”

                เขายังจำนนถ้อยตำ

                “ก็คุยซิ...ฉันกำลังฟัง”

                หล่อนยิ้มอีกนิด

                “ผมรู้สึกเปลี่ยวจนบอกไม่ถูก”

                แลร์รี่ว่า

                แล้วชงักให้นึกฉุนโกรธตัวเองที่กลับเป็นฝ่ายเผยช่องว่างให้ความประหม่าเข้ามาแทนที่ความกล้า  น่าจะเริ่มต้นได้เหมาะเจาะกว่านี้หรือใกล้เคียงเป้าหมายกว่านี้  แต่ไม่ใช่รุนแรงถึงจะเอ่ยปากขอแต่งงานกับหลอนในทันที  เป็นไปไม่ได้แน่นอนไม่ว่าหล่อนจะมาจากเมืองไกลแสนไกล  หรือหล่อนกรากกร้านกับชีวิตแล้วเพียงใด

                นาทีที่ผ่านมายังสั้นมากนักที่หล่อนจะได้ยินคำสารภาพเช่นนั้นได้

                แม้จะด้วยน้ำใสใจจริงก็ตาม

                เป็นหนแรกที่แลร์รี่รู้สึกว่าเคราและผมเผ้ารุงรังชวนให้รู้สึกผิดที่ผิดทาง  แลร์รี่พยายามวกวนอยู่นานหลายนานจนคนขายกาแฟผู้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์  ตวัดหางตา  มองหมิ่น  แต่ช่วยอะไรไม่ได้  เงินสี่เพ็นนีสั่งอะไรมากินอีกไม่ได้ใน แซน แฟรนซิสโก  และแลร์รี่เหลืออยู่เท่านั้น

                เขาพยายามพูดกับล่อนเพื่อจะลืมสายตาอันกวนความรู้สึก

                หล่อนฟัง

                แล้วจึงเป็นฝ่ายพูดบ้าง

                หล่อนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์จากชนบทที่จากมา  หล่อนใฝ่ฝันถึง แซน แฟรนซิสโกนานเท่าชีวิตของหล่อนรู้จักฝัน  แต่พ่อผู้ถือธรรมเนียมจัดคอยขัดขวางเสมอ

                หล่อนทุกข์ทนอยู่กับการรอคอยจนบรรลุนิติภาวะ  ถึงเวลาที่หล่อนจะจัดแจงชีวิตอันเป็นส่วนตนได้ตามลำพังแล้ว  หล่อนจึงเดินทางมาที่นี่โดยไม่ฟังคำทัดทานของใครอีก

                หล่อนมีเงินส่วนที่เก็บออมไว้และที่ทำมาหาได้จากงานล่วงเวลาในสวนผลไม้  พอเพียงที่จะให้การเดินทางเป็นความจริง

                และหล่อนก็ไม่ผิดหวัง  แซน แฟรนซิสโกเลย

                หล่อนรู้สึกว่าชอบลักษณะของเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง  เคลื่อนไหวอยู่ตลอดกลางวันและกลางคืน

                ใบหน้าสันทัดจัดเจนของผู้คน  และความดิ้นรนที่ต่างไม่ซ่อนเร้นเหล่านั้นล้วนเป็นภาพที่หล่อนอยากเห็น

                หล่อนอยากมีส่วนอยู่ด้วยในกระแสชีวิตอันไหลเชี่ยวของเมืองนี้

                ดูทีว่าความขวยเขินของหล่อนได้ปลิดปลิวไปแล้ว

                แต่แลร์รี่หมกมุ่นกับความคิดของตนจนมองไม่เห็น

                ครั้นแล้วเขาพูดเรื่องส่วนตนให้เขาฟังบ้าง

                เขาจบการศึกษาจากซิตี้ คอลเลจ  แล้วไปสงครามเกาหลี  ที่นั่นเขาฆ่าคนที่ไม่รู้จักเสียหลายคน  กังวานของเขาวังเวงราวกับเพลงที่ร้องกันตามโบสถ์

                การทำลายล้างชีวิตเพื่อนมนุษย์เป็นบาปที่รบกวนความรู้สึกฝ่ายดีของเขาเสมอมา  เป็นแผลเรื้อรังของศีลธรรมและเป็นความทุกข์ทรมาน  ที่ไม่อาจปลดเปลื้องได้

                เขาเป็นเด็กกำพร้าถูกทอดทิ้ง  แม่หนีตามผู้ชายไปตั้งแต่เขายังไม่เดียงสา  และตั้งแต่นั้นพ่อก็เสียใจจนเลยขอบเขต  หมดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี  ประพฤติตนเป็นขวดที่ใส่เหล้าไม่เต็ม

                แลร์รี่ถึงน้ำตาไหล  จนไม่อาจพูดถึงโศกนาฏกรรมชีวิตของเขาอีกได้

                เขาเม้มริมฝีปากแน่นขึง

                อารมณ์สะทกสะเทือนจับต้องรุนแรงยิ่งขึ้น  เพราะทั้งหมดนั้นโกหก

                แลร์รี่โกหกได้แนบเนียนจนเขาเองเชื่อและหล่อนพลายเชื่อด้วย  ความจริงเขาไม่เคยเป็นทหาร  เขารู้จักสงครามจากภาพยนตร์และนวนิยายบางเล่มเท่านั้น  พ่อกับแม่เป็นคู่ผัวตัวเมียครองชีวิตกันราบรื่น  ความโทมนัสใจค่อนข้างมากสักอย่างเดียวในครอบครัวและเขาเป็นฝ่ายก่อขึ้นคือการปฏิเสธเด็ดขาดไม่ยอมดำเนินกิจการภัตตาคารสืบเนื่องจากบุพการีในฐานะเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล

                แลร์รี่ฝักใฝ่ในศิลป  จนเกินกว่าจะลดตัวลงเกลือกกลั้วกับงานพรรค์นั้นได้  พ่อโกรธมาก  แต่แล้วให้อภัยเสมอ  แม้เขาจะถือดีหลงใหลในความจนเพียงไร  แม่เฝ้าเป็นห่วงบ่วงใยคอยเจือจานเงินให้ตามควรแก่วาระ

                แลร์รี่รู้สึกตัวว่าผิดที่โกหก  เพียงแต่จะผูกใจผู้หญิงที่รู้จักกันไม่ถึงชั่วโมงเขาได้กระทำการอันบ้าบิ่น  ด้วยการป้ายความเลวร้ายให้กับสังคมอย่างไร้ความเป็นธรรม

สังคมที่มีแม่ผู้บริสุทธิ์กว่าความขาวของท้องฟ้า

หลั่งความปรานีแก่เขาอยู่

แลร์รี่จึงร้องไห้ด้วยความคิดหลังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

 

4.       แสงสว่างแห่งบาป

 

 

หล่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าถือเช็ดน้ำตา 

ลีซานน์ – ตามที่หล่อนบอกชื่อเมื่อครู่  ระหว่างอารมณ์พะวักพะวนได้กระจัดกระจายไปแล้ว  เหมือนรู้จักกันมานานปีหล่อนรันทดกับเขาด้วยอย่างช่วยไม่ได้  ลีซานน์เอื้อมมือกุมมือของเขาไว้อย่างปลอบโยน

                “ฉันหมดสงสัยใจแล้วทำไมคุณจึงเป็นศิลปิน”  หล่อนยังไม่คลายสะอื้น  “เป็นทางออกทางเดียวสำหรับชีวิตของคุณ  คนที่ผ่านความคับแค้นมานักหนาอย่างคุณ  ฉันสงสารคุณแลร์รี่”

                “อย่าสงสารดีกว่าลีซานน์”  เขาพยายามกล้ำกลืนความรู้สึกรุกรนในอกใจ  “ชีวิตเป็นอย่างนี้  ผมอาจเป็นคนเคราะห์ร้ายที่โชคดีก็ได้  ทั้งหมดที่ผ่านมานั้นเห็นจะต้องถือว่ามันเป็นสาระแห่งศิลปอยู่บ้างกระมัง  และเดี๋ยวนี้ผมก็มีงานเขียน...เอ้อ...ที่พยายามทำอยู่”

                “คุณคงหยิบความเจ็บปวดออกมาเขียนได้อย่างน่าอิจฉา”

                “พยายาม”  เขาช้อนตามองหล่อนโศกเศร้า  “ผมกำลังพยายามเท่านั้น บางครั้งมันแสนมขื่น  มันให้เปลี่ยวใจจนไม่อยากเป็นผู้เป็นคน  อยากจะพูดกับใครสักคนที่รู้จักหัวใจกัน  อย่างเช่นคืนนี้...”

                แลร์รี่ให้นึกกระหยิ่มที่ฉกฉวยโอกาสชักชวนให้หล่อนได้สำนึกในคุณค่าของการพบกัน

                ผู้หญิงมักมีความถือดีอย่างรุนแรงจะเป็นแม่ผู้อ่อนโยน  และหล่อนจะต้องเป็นเมียเสียก่อนไม่ใช่ละหรือ?

                นอกจากความเป็นหญิงของหล่อน  ลีซานน์คือคนธรรมดาที่มักเชื่ออยู่ถึงค่อนความคิดว่าศิลปินทุกคนจะต้องมีแผลเรื้อรังอยู่ในใจ  เท่ากับที่หล่อนจะลืมความจริงอย่างหนึ่ง  ว่าผู้คนต่างจะต้องขับเคี่ยวกับชีวิตแตกต่างกันตามวิถีแห่งกรรมของตน

                แวน  โกะจ์  ผู้ตัดใบหูตัวเองเพื่อกำนัลหญิงคนรัก  หรือจะเพื่อความวิกลอื่นใดก็ตาม  อูทริลโล  ผู้เมาความงามและเมาเหล้า  และใครอื่นอีก

                คุณความดีความชั่วแห่งศิลปินในอดีตได้เผื่อแผ่ความเวทนาสงสารต่อเนื่องมาจนถึงแลร์รี่  ผู้ซึ่งยังไม่มีใครรู้จักภาพเขียนของเขา

                “ฉันอยากเห็นรูปของคุณแล้วละ”  ลีซานน์บอก

                “ได้ซี”

                “คุณมีสติวดิโอหรือที่บ้านของคุณ?”

                “ไม่ใช่ทั้งสองที่คุณพูดนั่น”

                เขายั้งคำพูดไว้ด้วยความรู้สึกอีกอย่าง

                แล้วแลร์รี่พาหล่อนมายังห้องเช่า  รั้งหล่อนจากแสงไสวของเมืองมาสู่ความเย็นและเศร้า  ฮีทเตอร์วางตะแคงอยู่บนพื้น  ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ทำงาน  แลร์รี่ยังฝืนจับต้องสวิทช์บิดอยู่เป็นหลายหน  สั่นหน้าแล้วเงยขึ้นยิ้มกระดากกระเดื่อง

                “มันให้ขัดข้องไปเสียทั้งนั้น...”  เขาว่า

                หล่อนมองตอบ  ริมฝีปากระริก  แล้วรีซานน์สะอื้นไห้อีก

                “แค่นี้ก็สบายแล้วนี่คะ”

                แลร์รี่ก้าวหาหล่อนอย่างแช่มช้า  เอื้อมมือแนบสะเอวหล่อน  ในตาว้าเหว่ของสองเขาหหล่อนประสานกันนิ่งนานแล้วจึงพูดแผ่ว

                “ถึงไม่เรียกมันว่าบ้างไงล่ะ  อย่างเรียกว่าที่นอนก็รู้สึกตะครั่นตะครอเต็มทนแล้ว”

                “แต่คุณก็อยู่ที่นี่...”

                หล่อนพยายามหักห้ามความรันทดที่เห็นสภาพห้องหับ  และเบือนมองรูปบนผนังด้านประตูทางเข้า

                แลร์รี่เขียนรูปนั้นไว้นานหลายเดือนแล้ว  เคยนำออกแสดงตามระเบียงภาพเอกชนสองหนไม่มีใครสนใจเลย  รวมทั้งนักวิจารณ์ศิลปที่ยังไม่มีชื่อเสียงตามหนังสือพิมพ์  เขาจึงเอากลับมาแขวนไว้สำหรับนั่งถอนใจดูคนเดียว  เพื่อปรารมภ์ถึงวิถีอันยากแค้นแห่งตน

                เขาเรียกรูปนั้นว่า  เลือดเนื้อ  พอลลียืนเป็นแบบให้  แรกเขาเขียนเป็นรูปเปลือยด้านหน้าของหล่อนจากครึ่งต้นขาจนถึงหน้าผากยับย่นด้วยริ้วรอยของความทุกข์  พยายามเน้นอวัยวะแห่งการถือกำเนิดด้วยการป้ายสีหนักและตวัดเส้นหยาบรุนแรง

                ครั้นแล้วอารมณ์ก้าวร้าวได้ผกผันขึ้นในดวงความคิด  เขาจึงเติมรูปทารกกำลังหยิกทึ้งเต้านมมารดาไว้ในอ้อมแขนของหล่อน  แล้วเปลี่ยนความรู้สึกบนใบหน้าทั้งสองให้ตัดกันระหว่างความกร้านเกรียม  พยายามที่จะให้เห็นความโกรธแค้นคนละอย่างกันของมารดากับบุตร  ตลอดจนความหิวกระหายที่ไม่เหมือนกัน

                แลร์รี่อยากเรียกชื่อรูปนั้นใหม่ว่า  การจองเวร  แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องความหมายนัก

                นานวันเขาก็ลืมและหมกมุ่นกับงานเขียนรูปอื่น

                ลีซานน์มองถี่ถ้วนแล้วว่า

                “คุณทำความงามให้ดูน่ากลัวได้  ผู้หญิงที่เป็นแบบคงจะสวย”

                “คุณชอบไหม?”

                เขาไม่พะวงกับปรารภเชิงถามของหล่อน

                “ชอบค่ะ  ชอบมากเสียด้วย”

                “นี่เป็นหนแรกที่ผมได้ยิน”

                “จริงค่ะ  ไม่ใช่จะแกล้งพูด”  หล่อนมองรูปนั้นอีก  “ถ้าฉันขอซื้อคุณจะขายไหมนะ”

                “ขอบใจ  แต่ไม่ต้องหรอกลีซานน์”  เขารั้งหล่อนอ่อนละมุนสู่วงแขน  มือที่สัมผัสหล่อนสะท้าน  โอบเบียดกายหล่อนกระชับ  ความเย็นและความเศร้าแผ่ซ่านจนถึงหัวใจ  เขาและหล่อนร้องไห้  จูบกันทั้งน้ำตานองใบหน้า...มันไหลลงถึงริมฝีปากจนได้รสกร่อยเค็ม  ต่างถ่ายทอดอารมณ์เดียวกันอยู่ระส่ำ  นานราววันหยุดอยู่กับที่หล่อนได้ยินกระซิบ  “ทั้งหมดนี้เป็นของคุณแล้ว”

                แลร์รี่จูบหล่อนอีกแล้วกลับถอนริมฝีปาก

                อารมณ์วิวาทได้ปะทุขึ้นอีกครั้งก่อนจะทันยับยั้งไว้ได้  เขาขุ่นเคืองที่หล่อนชอบรูปเขียนนั้น

                เขาถามตัวเองว่าทำไมหล่อนถึงไม่หัวเราะเยาะเขาเหมือนคนอื่น

                และเขารู้สึกเจ็บแค้นมากทุกครั้งที่ได้ยิน

                หากเดี๋ยวนี้ความรู้สึกเขาเปลี่ยนไปแล้ว

                แลร์รี่กลับปรารถนาสิ่งที่เขาเคยทนไม่ได้  อยากให้หล่อนส่อเสียดความโง่เขลาของเขา

                แลร์รี่ได้ปลงใจแล้วว่าถ้าเขาจะแต่งงาน – จะประพฤติตนให้มันเสียผู้เสียคนแบบใครอื่นบนถนน  พอกันทีสำหรับชีวิตที่กราดเกรี้ยวทุกนาที  และพอกันทีสำหรับการวิ่งไล่ตามสิ่งที่ไม่รู้จัก

                เขาจะหั่นเคราทิ้ง  ล้างซอกเล็บให้สะอาด  แล้วจะยอมตนเป็นเพียงช่างเขียนธรรมดา  ผู้สวมสูทหรูระยับอยู่ตามสำนักงานพาณิชศิลปหมดเปลืองเวลาไปกับการเขียนรูปผู้หญิงผู้ชายตัวยาวๆ เพื่อขายเครื่องชั้นในหรือยาระงับกลิ่นตัวหรือเขียนอะไรก็ได้ตามคำสั่งที่พรมกลิ่นธนบัตรตามมาด้วย

                เขาใคร่จะเป็นแลร์รี่ผู้รีบร้อนออกจากบ้านไปทำงานแล้วรีบกลับมาทำหน้าที่  -  ที่เรียกว่าผัว

                เขาจะมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาพร้อมจะหัวเราะหัวใคร่  จะมีคำว่า  “เสอร์”  ติดริมฝีปากทุกครั้งที่พูดกับคนตำแหน่งเหนือกว่า  ตามที่จะวัดกันด้วยการมีโต๊ะทำงานใหญ่กว่าและมีเงินมากกว่า

                แลร์รี่ปลงใจแล้วว่าจะยอมตนเป็นทาสชีวิตที่มีข่ายขอบกั้นกางความคลั่งไคล้

                แต่แล้วเหตุไฉนหล่อนผู้เขาปรารถนาจะได้ไว้ทำเมียจึงได้แสดงความชื่นชมกับความเป็นมาและเป็นอยู่อันแสนจะเหน็ดหน่าย

                เขาจึงฉุนโกรธจนอยากขยี้หล่อนยับกับมือ

                ใจครุ่นคิดอย่างนั้นแต่ปากกลับจูบอีก

                แล้วกระซิบบอกหล่อน

                “แต่งงานกัน”

                ลีซานน์ร้องไห้และจูบตอบ  ลูบไล้มือนุ่มนวลบนหลังคอของเขาแผ่วเบา

                หล่อนไม่พูด

                แต่แลร์รี่คิดว่าได้ยินคำตอบรับจากหัวใจของหล่อนแล้ว

                และคืนนั้น

                แลร์รี่จึงได้ยินเสียงหล่อนหายใจระทวยอ่อนอยู่บนเตียงนอน

                เขาชันตัวขึ้นนั่งแล้วก้มฟังจนได้กลิ่นรำเพย

                กลิ่นหายธรรมดาเพราะหล่อนไม่มีเวลาแม้จะชำระกลิ่นอื่นสำหรับการสมสู่อยู่ด้วยกันที่ไม่มีเสียงหัวเราะแสดงความยินดี

                และถึงแม้จะไม่มีคำพรจากผู้แทนของสวรรค์

                แลร์รี่บอกตัวเองว่าเขาได้แต่งงานกับหล่อนโดยสมบูรณ์แล้ว

                แสงไฟโฆษณาจากข้างนอกพริบพรายสีสันเข้ามาทางบานหน้าต่างที่ไม่มีม่าน

                วูบวาบสม่ำเสมอตามอุบายแห่งพานิชยศิลป  เมื่อมันจ้านขึ้นแลร์รี่มองเห็นกระดาษปิดผนังฉีกวิ่นเปื้อนเปรอะสี  หยากฝย่ระโยงอยู่บนมุมเพดานอย่างจะเป็นเจ้าของห้องหับ  ขาหยั่งและแคนวัสวางอยู่ระกะ  นั่นคือป่าช้าอารมณ์อันบ้าคลั่ง

                แลร์รี่หลับตาหนี  อยากจะเห็นความมืดอย่างเดียวเท่านั้น  ให้รู้สึกหวั่นกลัวจนแขยงขนที่หล่อนไม่รังเกียจทุกย่างที่รายรอบอยู่  รวมทั้งความโสมมที่มีชีวิตคือตัวเขาผู้ลืมตาตื่นอยู่เดี๋ยวนี้

                เขาพยายามจะหนีให้พ้น

                อนิจจา  -  ดูทีว่าหล่อนจะฉุดรั้งไว้อีก

                แลร์รี่นึกฉุนโกรธหล่อนอีกเป็นหนที่สอง

                อากาศเดือนนี้เย็นจัดและชำแรกความเย็นเข้ามาตามรูเลี้ยวอีกนานเดือนจนไม่อยากนับ  ลีซานน์พลิกตัวพลางละเมอหา  คงจะหนาวจนถึงกระดูก  แลร์รี่นึกสงสารจึงลุกขึ้นหาเสื้อคลุมกันเปื้อนห่มให้หล่อนอีกชั้น

                เขารู้สึกงุ่นง่านพร้อมกับคอแห้งเป็นผุย  กระหายจะดื่มไวน์สักแก้ว

                แต่อย่าไปหาให้ยากแม้สักหยดติดก้อนขวด

                แลร์รี่นึกอยากจะตัดพ้อความยากแค้นสักนิด  แต่ความเย่อหยิ่งได้ถลันเข้ามาแทนที่  จนไม่อาจะแม้จะนึกเช่นนั้นได้

                เบือนมองใบหน้าเอียงซบที่นอนของหล่อน

                สวย  -  หล่อนสวยและมีคุณสมบัติหลายอย่างต้องใจนึก

                แลร์รี่หัวเราะออกมาได้ตอนที่เขาขดตัวเข้าใต้ผ้าห่มอีกหน  เขาคิดว่าจะฟันฝ่าชีวิตต่อไปได้โดยมีหล่อนแนบข้าง  พอกันทีสำหรับความเปลี่ยวอันแสนทรมาน  และพอกันทีสำหรับความหวาดกลัวที่จะเดินเข้าไปหากับดักแห่งความศิวิไล

                แลร์รี่อยากจูบปลุกหล่อนตื่นขึ้นฟังเขาพูด

                แต่แล้วเปลี่ยนใจ

                เขากับหล่อนเหน็ดเหนื่อยจนควรจะพักผ่อนให้เต็มที่จะดีกว่า

                ความจะเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่พลุ่งพล่านอีกอย่างในความคิด  แลร์รี่บอกตัวเองว่าพรุ่งนี้จะหาม่านหน้าต่าง  เขาใคร่รู้เห็นกันกับหล่อนเพียงสองคนเท่านั้นทั้งกลางวันและกลางคืน

                แล้วแลร์รี่พยายามข่มตาจะให้หลับ

 

(28 ธันวาคม)  มาถึงวันนี้แล้วนานกี่วันอย่านับ  แลร์รี่ ยังพยายมจะเขียนรูปชื่อการแต่งงานบนผืนผ้าใบและยังเขียนไม่ได้บันทึกเศร้าในความทรงจำที่อยากลืม  คือเกือบจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาเลย  ยังไม่หั่นเคราทิ้ง  ยังไม่เคยไปร้านซักผ้า  ยังไม่เคยซักผ้าปูที่นอน  เพราะไม่มี  ยังไม่ได้ซื้อม่านหน้าต่างและยังอยู่ห้องเช่าเดิมในสภาพเดิมทุกอย่าง  หากจะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาบ้างคือหล่อนยังเป็นลีซานน์เหมือนคืนแรก

                หล่อนทำให้เขามีความหิวอีกชนิดไม่เป็นเวล่ำเวลาเพราะรู้สึกว่ายังไม่อิ่ม

                หล่อนชวนใจให้รู้สึกอย่างนั้น

                ลีซานน์ไม่เพียงแต่ต้องการเขาเท่านั้น  หล่อนต้องการทั้งหมดที่เป็นชีวิตของเขา  รวมทั้งความเปลี่ยวที่เขาลนลานจะหนีให้พ้นนั้นด้วย  หล่อนร้องไห้เมื่อแลร์รี่พลิกหน้าแจ้งความในหนังสือพิมพ์หางานทำ

                หล่อนยุแยงด้วยเสน่หาให้ทวีความเกลียดชังสิ่งที่เขาเริ่มจะคลายความเกลียดชัง  และหล่อนปกป้องไม่ให้เขาเตลิดไปสู่สิถีชีวิตอันสามัญอย่างที่สุด

                หล่อนเหนี่ยวเขาไว้ด้วยความอ่อนแอของผู้ชายและน้ำตา

                หล่อนยินดีในความหนาวและความหิว

                หล่อนหลงใหลในราคะและความจน

                ลีซานน์ทอดกายเกลือกพื้นโสโครกได้นานชั่วโมงเป็นแบบให้เขาเขียนรูป  หล่อนยั่วยวนให้คลั่งไคล้จนบางครั้งแลร์รี่โกรธจัดถึงกับผสานความหยาบช้าสารเลวเข้าไว้อย่างน่าที่จะอับอายบนผืนผ้าใบ  หล่อนกลับมองด้วยประกายตาชื่นชม  ครั้นเขาละเมิดโทษะจริตถึงสบถกราดเกรี้ยว 

                หล่อนจับฉวยมารยาร้อนร่านวิงวอนให้ยกโทษ

                และขอให้เขาจงใช้ชีวิตแบบที่หล่อนปรารถนา

                ชีวิตที่เคยเป็นของเขาและหล่อนปรารถนาจะเป็น

                ลีซานน์หาได้เคยจะพะวงกับเสื้อผ้านุ่งห่มปล่อยผมสยายยาวประแผ่นหลัง  ผ่ายผอมเพราะกินน้อย

                หล่อนดื่มไวน์แก้วเดียวกับเขาดื่มและทุกครั้งที่เขาดื่ม

                หล่อนมึนเมากับความงามทุกชนิดที่น่าสะพรึงกลัว

                หล่อนอิ่มอารมณ์เหมือนคนโซหิวอาหารและนักบวชหิวพระธรรม

                ลีซานน์หลงใหลในความจนในอัตราเดียวกับเศรษฐีหลงใหลความมั่งมี

                นี่คือความประสงค์ในการจากชนบทมาที่นี่ของหล่อนละหรือ?

                คแตอบนี้กระจ่างยิ่งขึ้นเมื่อหล่อนจ่ายเงินที่พอมีไม่มากนักสนับสนุนให้เขาเขียนรูปในวิถีอันคลั่งไคล้ดุจเดิม  ซื้อไวน์และซิการ์ปรนปรือเขาไม่ให้ขาดปาก  ชอบเครารุงรังและกลิ่นเหม็นของเขา

                หล่อนมักชวนแลร์รี่ออกไปนั่งกินเอ๊สเปร๊สโส้ที่ร้านของโจ

                ที่นั่นหล่อนสนิทสนมกับพอลลี่อย่างรวดเร็ว

                หล่อนหาได้หึงหวงที่เขาเคยผูกกายกับพอลลีผู้มีน้ำใจงาม

                แลร์รี่เขียนรูปเปลือยที่คิดวาดีที่สุดชื่อ  ไม่เดียงสา  โดยใช้หล่อนเป็นแบบ  พยายามสวมสอดอารมณ์บรรจงไว้ตามที่นึกว่าหล่อนควรจะเป็นผู้หญิงอย่างนั้น

                ลีซานน์หัวเราะเยาะและตำหนิอย่างปากตรงใจว่าไม่ชอบ

                ไม่เดียงสา  ของหล่อนสวยงามจนสะอิดสะเอียนทนไม่ไหว  ทนดูไม่ได้

                เขาหล่อนเป็นปากเสียงกันหลายคำ  แล้วก็จบลงที่น้ำตาและจูบ

                ลีซานน์นอนบิดอยู่บนเตียงจนรู้สึกอิ่มความเกียจคร้าน  หล่อนจึงลุกขึ้นทำงานของหล่อนบ้าง

                หล่อนเขียนกวีชนิดไม่มีสัมผัสและพยายามจะหาแนวทางร้อยกรองใหม่แห่งวรรณกรรม

                แลร์รี่รู้ตั้งแต่คืนที่สองแล้วว่าหล่อนทะยานใจแรงกล้าจะเป็นกวี

                สัปดาห์ก่อนแดเนียลหักใจคิดถึงไม่ได้จึงหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ มาเยี่ยม  หล่อนดีใจจนล้นออกนอกหน้าเมื่อรู้ว่าแดเนียลเป็นกวีแล้วหล่อนอวดที่หล่อนเขียนไว้สองบทให้เขาดู

                แดเนียลอานออกเสียงดังกังวานพลางดื่มไวน์

                พร่ำชมหล่อนทุกวรรคทุกตอน

                ขณะเดียวกับที่แลร์รี่รู้สึกว่าเขากำลังจะหมดความอดทนกับอหังการ์กวีที่หล่อนมี  -  หรือไม่มี

                แดเนียลจึงมาเยี่ยมถี่เกือบไม่เว้นวัน  แลร์รี่นึกยินดีที่ได้ความเป็นเพื่อนกลับมา  แม้จะขัดใจตนอยู่บ้างที่ครั้นล้วก็หนีไม่พ้นชีวิตที่อยากจะเกลียดชัง  ไม่มีอะไรจะช่วยได้เสียแล้ว  เขาเริ่มเขียนรูปหล่อนอีกอย่างคลั่งใคล้

                วันนี้กำลังเขียนรูปที่จะให้ชื่อว่า  แสงสว่างแห่งบาป

                “แล้วนี่เราแต่งงานกันทำไม?”

                แลร์รี่อดถามไม่ได้ ตั้งใจว่าจะพูดถึงคำน่าบัดสีนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

                “คุณควรจะถามตัวเองว่าคุณชวนฉันทำไม”

                หล่อนตอบ

                แลร์รี่ฉุนโกรธแต่พยายามสะกดกลั้นไว้ได้  ทำงานต่อไปด้วยพื้นอารมณ์กราดเกรี้ยว  เมื่อแรกก่อนพบหล่อนจนได้พบเย็นนั้น  เขาคิดว่าเขาเป็นคนเปลี่ยวผู้ใคร่จะได้หล่อนมาแทนที่ในช่องว่าอันน่าสะพรึงกลัว  วันนี้แลร์รี่ปลงใจใหม่อีกแล้วว่าจะยินยอมให้หล่อนเดินผ่านช่องว่างนั้นไป

                หรือต่างจะมีช่องว่างนั้นเหมือนๆ กัน

                เขากับหล่อนจะเป็นคนเปลี่ยวสองคนที่บังเอิญมาสังวาสกัน

                แดเนยลหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ มาเยี่ยมเยือนอีก

                แลร์รี่เหน็ดหน่ายจึงวางพู่กันและจานสีหันมาสู่การต้อนรับด้วยน้ำใสใจจริง

                เพื่อนผู้เป็นกวีพูดถูกแล้วที่ว่าเขาเป็นบ้าในตอนนั้น  ที่คิดจะแต่งงาน

                ลีซานน์เดินไปหยิบเสื้อคลุมไม่รีบร้อน  แล้วหล่อนมาร่วมดื่มด้วย

                สามคนดื่มกันเป็นที่สำราญ

                พูดกันถึงสีสันของชีวิต

                กวีที่ไม่สัมผัสกับใดๆ ในโลก

                และแจ๊สส์

                แลร์รี่แม่นใจว่าได้เห็นอะไรบางอย่างซ่านอยู่ในแววตาเปลี่ยวของแดเนียล

                เขาลุกยืน

                “นั่นคุณจะไปไหน?”

                ลีซานน์อ้อนถาม

                “หาไวน์มากินกันอีก”

                เขายิ้มกับหล่อนพลางปรายตามองเชิญแดเนียล

                แดเนียลได้คิดว่าการแต่งงานของเขาควรจะเลิกล้มโดยปริยายแล้ว  จะเดินออกไปตากความเย็นสักครู่แล้วจะกลับมา

                ถึงอย่างไรจะกลับ  ที่จะหักใจหนีไปจากหล่อนเลยนั้น  แลร์รี่บอกตัวเองว่าทำไม่ได้

                หล่อนเป็นเครื่องเสพย์ติดอีกชนิดหนึ่งแล้วละ!

                หล่อนมีอำนาจคุกคามให้เขากลับมาสู่ความคลั่งไคล้อีกได้ด้วยมารยาแห่งอิสตรี  ถึงแม้จะไม่อวบอุ่นนัก

                หล่อนคือลีซานน์

                หรือเดี๋ยวจะแวะเยี่ยมพอลลี่สักครู่

 

                พอลลีมีไวน์ติดบ้านอยู่เสมอ  ห่างเหินเสียนานจนอยากจะร่วมประเวณีกับหล่อน

                    

                  

 

               

               

 

                     

                 

                    

                 

                 

               

                 

                    

               

 

                 

 

 

 

                                    






               

                

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

จากหนังสือรวมเรื่องสั้น “ข้าวแค้น” ของ
วัฒน์ วรรลยางกูร
ฉบับตีพิมพ์เมื่อ พฤษภาคม ๒๕๒๒ โดย กลุ่มกุลา

คำนำ
            ในปี ๒๕๑๙ บรรณโลกของกรุงเทพมหานครได้มีโอกาสจัดพิมพ์ “ตำบลช่อมะกอก” ของวัฒน์ วรรยางค์กูร  นิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของผู้เขียนนามนี้  ได้เป็นที่สนใจและได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านอย่างกว้างขวางและคึกคักอย่างยิ่ง  แม้ว่า  ในคำปรารภของผู้เขียนเองได้กล่าวไว้ว่า  งานเขียนขนาดยาวนี้เป็นเรื่องแรกและยังเต็มไปด้วยข้อบกพร่องก็ตาม  แต่ในทัศนะของผู้เขียนรุ่นก่อนๆ ก็ได้ให้ความสนใจและเอ็นดูต่อนักเขียนผู้เยาว์ผู้นี้อย่างมาก  วัฒน์ วรรยางค์กูร มีท่วงทำนองการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง  คือการใช้ภาษาที่ง่ายๆ และก็ชวนติดตามอย่างเร่งเร้าเสมอ  รวมทั้งเสนอเรื่องราวที่สัมผัสแนบแน่นกับชีวิตการต่อสู้  และขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีของประชาชน
                อนาคตของวัฒน์ทางด้านวรรณกรรรมจะแล่นโลดไปไกลอีกมากทีเดียว  เสียดายอย่างยิ่งที่เขาได้เขียนเรื่องไว้ไม่มากนักในระยะ ๑-๒ ปีก่อนกรณีสังหารโหด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  สังคมอันอัปลักษณ์เช่นนี้  ไม่ได้เป็นเวทีชีวิตที่เขาสามารถร่ายหรือกลั่นกรองเอาความรู้สึกและข้อมูลออกมาเป็นวรรณกรรมอย่างสะดวกและยืนยาว  วัฒน์จึงได้ตัดสินใจละทิ้งเวทีนี้ไปสู่ผืนแผ่นดินไทยที่ไกลออกไป  และที่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแก่เขาในการจะรจนาวรรณกรรมเพื่อประชาชนต่อไป  แต่เขากลับได้รับความอบอุ่นและโอบอุ้มจากชีวิตความเป็นจริงที่ทุกข์ยากและเต็มไปด้วยภาพของการต่อสู้กับธรรมชาติและกับคนด้วยกันเองที่เหยียดหยามคุณค่าความเป็นคน  ดังนั้นเราจึงยังได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของเขาอีก
                เราได้รวบรวมงานเขียนของวัฒน์  ซึ่งปรากฏหลังจากที่เขาได้ตัดสินใจไปใช้ชีวิตอีกแห่งหนึ่ง  งานเขียนที่เราได้รวบรวมขึ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์อย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ  เป็นงานเขียนประเภทเรื่องสั้น ๑๑ เรื่อง  และการบันทึกเกี่ยวกับทัศนะของผู้เขียนในเรื่องการประพันธ์  เรื่องสั้นทั้ง ๑๑ เรื่องนี้  แต่ละเรื่องจะสะท้อนแง่มุมที่ต่างกันออกไปทุกเรื่องและชัดเจนในเนื้อหามากขึ้นกว่าแต่ก่อน  แต่ยังคงรัก(ษาเอกลักษณ์ของตนเองในการเสนอปัญหาและใช้ภาษาที่ง่ายๆ และเร้าใจผู้อ่านเช่นเดิม
                เราไม่มีอะไรจะกล่าวมากมายนัก  เพราะว่าต้องการให้ผู้อ่านลิ้มรสวรรณกรรมเรื่องสั้นที่ดีเด่นของวัฒน์โดยเร็วที่สุด  แต่กระนั้น  งานวรรณกรรมก็ยังคงเป็นแนวรบด้านหนึ่งของการต่อสู้เพื่อสิ่งใหม่ที่งดงามกว่าและมีคุณค่ายิ่งกว่า   และแนวรบด้านนี้ก็ไดมีคนมาแบกรับมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นศรีบูรพา, บรรจง บรรเจิดศิลป์, อิศรา อมันตกุลหรือจิตร ภูมิศักดิ์ ฯลฯ  และแนวรบนี้ก็ได้เสียดแทงตีความเจ็บปวดแก่ผู้ปกครองที่เอาเปรียบคนจนอย่างได้ผลมาแล้ว  วันนี้เราได้พบกับวัฒน์ วรรยางค์กูร นักเขียนหนุ่มที่มีความศรัทธาและความสามารถที่ดีเด่น  แต่เราก็ปรารถนาจะได้พบบุคคลเช่นวัฒน์อีกหลายๆ คน  จากผู้อ่านนี่แหละ  ท่านล่ะได้ตัดสินใจจะมาเข้าร่วมกับบันทึกประวัติศาสตร์บทใหม่แก่คนไทยแล้วหรือยัง?
                                                                                                                                                          ด้วยความคารวะจากเรา
                                                                                                                                                          กลุ่มกุลา

ภาคผนวก

 จากบันทึกของ “นักเขียนคนหนึ่ง”
หมายเหตุ : บันทึกชิ้นนี้ประกอบด้วยทัศนะของผู้เขียนในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานเขียน  นับตั้งแต่ปัญหาทำงานเพื่อใคร, การหาวัตถุดิบ, เข็มทิศชี้นำในการเขียน, ปัญหารูปแบบกับเนื้อหา, การเตรียมพร้อมในการทำงาน, การใช้ชีวิตของนักเขียน และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคนอ่านกับคนเขียน  อันเป็นทัศนะอีกแง่หนึ่งของคนเขียนหนังสือร่วมสมัยเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการค้นคว้าทางด้านวรรณกรรม

ปัญหาพื้นฐานคือทำงานเพื่อใคร

                นักทฤษฎีทางศิลปะวรรณคดีหลายคนสรุปไว้ว่าปัญหาสำคัญที่สุดของศิลปินนักเขียนคือ ปัญหาเพื่อใคร? ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง  และเห็นด้วยอย่างยิ่งต้อความเห็นที่ว่านักเขียนหรือศิลปินควรมีสำนึกว่าตนเองทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน  ดังที่ศรีนาครเขียนไว้ว่า  “ศิลปะทั้งผองต้องเกื้อเพื่อชีวิต   ของมวลมิตรผู้ใช้แรงงานทุกแห่งหน  ใช่เพื่อศิลปะอย่างที่นับสัปดน  ใช้เพื่อตนศิลปินชีวินเดียว”  ในสภาวะที่เป็นจริงของสังคมไทยเบื้องหน้านี้คือ  รับใช้กรรมกรชาวนาอันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศในการต่อสู้กับการกดขี่ขูดรีด  รับใช้ประชาชาติไทยในการต่อสู้กับอิทธิพลของมหาอำนาจผู้รุกราน  รับใช้ผู้รักสิทธิเสรีภาพในการต่อสู้คัดค้านเผด็จการฟัสซิสต์  จิตสำนึกเช่นนี้เกิดขึ้นได้ท่ามกลางการต่อสู้ที่เป็นจริง
                แน่นอนว่า  ย่อมแตกต่างจากเป้าหมายของการทำงานอีกแบบหนึ่งคือ  ๑. เกียรติ  สร้างผลงานเพียงเพื่อใช้งานเป็นบันไดก้าวไปสู่เกียรติยศที่คับแคบเฉพาะตน  หรือ ๒. เพื่อเงินตรา  ยอมให้อำนาจเงินกำหนดความคิดทุกสิ่งทุกอย่าง
                ทุกวันนี้มีนักเขียนไม่ว่าจะเป็นรุ่นอาวุโสหรือรุ่นใหม่ๆ ได้มองเห็นและเข้าใจได้ว่า  นักเขียนจะต้องทอดตัวเข้าไปสร้างผลงานรับใช้ประชาชน
                เราจะมามัวคิดถึงประโยชน์ส่วนตนอยู่ได้อย่างไร  ในเมื่อกรรมกรชาวนาส่วนใหญ่ของประเทศกำลังอดอยากปากหมอง  ทุกข์ยากแสนสาหัส
                เราจะมามัวคิดถึงประโยชน์ส่วนตนอยู่ได้อย่างไร  ในเมื่อเสือร้ายและหมาป่า-มหาอำนาจผู้รุกรานกำลังแย่งขย้ำเอกราชและความเป็นไทของประชาชาติไทย
            เราจะมามัวคิดถึงประโยชน์ส่วนตัวอยู่ได้อย่างไร  ในเมื่อบ้านเมืองเราเป็นค่ายกักกันและขุมนรกอันมืดมน  โดยฝีมือของเผด็จการฟัสซิสต์
                การจะสร้างสรรค์ผลงานรับใช้ประชาชนได้ดีหรือไม่  เป้าหมายการทำงานเป็นพื้นฐานสำคัญ  ถ้ามีเป้าหมายเพื่อส่วนตัว  ย่อมไม่อาจทำงานเพื่อส่วนรวม  เพราะมันไปด้วยกันไม่ได้  และจะเสแส้รงก็ย่อมไม่ได้  งานเขียนที่ดีไม่อาจเสแสร้งเขียนขึ้นมาได้  น้ำตาปลอมของนางเอกหนังไทยบางเรื่องไม่อาจทำให้คนดูสะเทือนใจได้อย่างแท้จริง  ไม่อาจเสแส้รง  หากต้องถอดออกมาจากชีวิตจิตวิญญาณแท้จริงทุกตัวอักษร  ทุกบรรทัดย่อมสะท้อนจุดมุ่งหมายของผู้เขียน
                ทั้งในอดีตและปัจจุบัน   ได้มีนักขเยีนของประชาชนก้าวไปบนเส้นทางเกียรติยศแห่งการรับใช้ประชาชนภายใต้สภาพที่ยากลำบากคือ  อยู่ใต้เงาปืนของเผด็จการฟัสซิสต์  หลายคนเสียสละเกียรติยศจอมปลอม  เสียสละช่องทางแห่งการกอบโกย  มาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อประชาชน  บางคนไดพิสูจน์ให้เห็นว่า  เขาไม่เสียดายแม้จะเสียสละชีวิตอันมีค่า(มีค่าเพราะเป็นชีวิตของคนที่ทำงานเพื่อส่วนรวม)  สร้างแบบอย่างอันสูงส่งแก่นักเขียนรุ่นหลังและมวลชนนักต่อสู้
                ทุกวันนี้อุดมการณ์ของนักเขียนเพื่อประชาชนนับวันแข็งกล้า  แผ่ขยาย  ผลงานสร้างสรรค์นับวันมีพลัง  ไม่ว่าจะมีความยากลำบากอย่างไร  สามารถยืนหยัดสร้างผลงานได้ถึงที่สุด  การุดหน้าไปอย่างย่อท้อ
                มีบทกวีบทหนึ่งที่สะท้อนอุดมการณ์เช่นนี้อย่างลึกซึ้งว่า
                            เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
            สักพันชาติจะสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
            แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
            จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน

  นักเขียนต้องกล้า

                ชีวิตการต่อสู้ของประชาชนมีเรื่องราวอยู่มากมาย  เป็นเสมือนวัตถุดิบของโรงงานสมองและปากกา  เป็นต้น  ธารของศิลปะวรรณคดีอันอุดมสมบูรณ์  เมื่อต้องการวัตถุดิบ  ต้องการสร้างสรรค์ศิลปวรรณคดีก็ต้องกล้าบุกเข้าไปให้ถึงแหล่งวัตถุดิบ  ให้ถึงต้นธารของมัน  เมื่อนักเขียนจะไปสัมผัสชีวิตของประชาชน  ก็ต้องใช้ความกล้าระดับหนึ่ง  หรือเดิมทีบางคนมีเงื่อนไขในการสัมผัสสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ  แต่พอตั้งใจจะสัมผัสขึ้นมา  ก็ต้องรวบรวมความกล้าเช่นกัน  หรือแม้แต่การจะนั่งรถผ่านๆ มองคนจนด้วยความเห็นอกเห็นใจ  ก็ต้องใช้ความกล้าอีกเหมือนกัน  ที่พูดเช่นนี้เพราะบางคนไม่กล้าแม้แต่จะเห็นใจคนยากคนจน(เห็นใจจริงๆ ไม่ใช่หลอกๆ)  เหลียวไปเห็นชาวนาแว่นหนึ่งก็สรุปทันทีว่า “ชาวนาขี้เกียจ” อะไรทำนองนี้  เขาไม่กล้าเพราะมันขัดผลประโยชน์ของเขา
                ยิ่งถ้านักเขียนตัดสินใจจะใช้ปากกาของตนเป็นส่วนหนึ่งแห่งการต่อสู้ของประชาชน  ก็ยิ่งต้องใช้ความกล้ายิ่งขึ้นอีก  กล้าจะท้าทายอิทธิพลของมหาอำนาจผู้รุกราน  กล้าท้าทายอำนาจของเผด็จการฟัสซิสต์  กล้ากบฏต่อความสะดวกสบายที่มีอยู่เดิมไปสู่สภาพใหม่ที่ยากลำบากกว่าเก่าเพื่อเข้าถึงต้นธารของศิลปวรรณคดี  เพื่อจะได้ทำงานสร้างสรรค์อย่างมีชีวิตชีวา  ปลุกผู้ถูกกดขี่ให้ลุกขึ้นมาพบแสงแห่งสัจจะ  เหล่านี้เป็นความกล้าที่ประชาชนต้องการ
                การหมกตัวเป็นกวีราชสำนัก  ไม่ยอมรับรู้โลกกว้าง  มีแต่สายตาจะสั้น   ความคิดจะแคบลง  ไหนเลยจะสร้างผลงานรับใช้คนส่วนใหญ่ของประเทศได้  มีแต่ต้องกล้าบุกกล้าผจญ  กวีสมัยก่อนเขียนเป็นฉันท์ไว้ว่า  “จงจรเที่ยว  เที่ยวบทไป  พงพนไพร  ไศลลำเนา”  คือส่งเสริมให้ท่องเที่ยวไปพบสิ่งใหม่  และยังมีบทกวีของต่างประเทศว่า  “อินทรีโผบินไปในนภา  มัจฉาแหวกว่ายกลางสายชล”  คือส่งเสริมให้ไปฝ่าคลื่นลม  หากเรามีเป้าหมายว่าจะทำงานรับใช้ประชาชน  การออกไปฝ่าคลื่นลมย่อมหมายถึงไปพบบทเรียนแห่งการต่อสู้ในชีวิตของประชาชน  ไม่ใช่ผจญภัยเพียงเพื่อพิสูจน์ความเป็น “แมน” ของข้าอย่าง “สิงห์เท็กซัส”
                และเมื่อมั่นใจว่าต้องทำงานเพื่อประชาชนไปตลอดชีวิต  ก็ต้องกล้าบุกกล้าผจญตลอดชีวิตเช่นกัน  ส่วนรูปธรรมการทำเช่นนี้ก็ต้องแล้วแต่สภาพความเป็นจริงของแต่ละบุคคล
                การกล้าศึกษาสิ่งใหม่ๆ  กล้าสัมผัสแนวคิดที่ขัดแย้งกับความคิดที่เรายึดมั่นอยู่เดิม  กล้าบุกกล้าผจญไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอเป็นเงื่อนไขช่วยให้หูตาเรากว้างไกล  ความคิดพัฒนาสดชื่นอยู่ไม่ขาด  ความคิดเก่าสิ้นอายุไป  ความคิดใหม่เกิดขึ้นมา  มีแต่ต้องอยู่ท่ามกลางความเคลื่อนไหว  จึงจะมีการพัฒนา
                การรับรู้  ทำความเข้าใจชีวิตที่เป็นจริง  บางด้านบางเรื่องต้องใช้เวลาสะสมยาวนานพอสมควร  มิใช่จะสุกงอมเอามาเขียนได้ทันที  ในการเผชิญคลื่นลมมีทั้งเรื่องราวที่เขียนออกมาเป็นตักอักษรบนกระดาษได้ทันที  และที่เขียนไว้ในใจ

มีเข็มทิศในการทำงาน  ประสานทฤษฎีกับรูปธรรม

                เมื่อเราทบทวนอ่านไดอารี่เก่าๆ ก็มักรู้สึกเหนียมอาย  และได้แต่คิดว่า  ทำไมเราอ่อนหัดน่าขันเช่นนั้น  เพื่อนนักเขียนบางคนนั่งฉีกผลงานเก่าๆ ของตนเองด้วยความรู้สึกว่า “ทำไมต้องเสียเวลานั่งเขียนเรื่องห่วยๆพรรค์นั้น”  แต่ว่ามันก็คือความเป็นจริง  ถ้าไม่มีวันนั้น   ก็คงไม่มีวันนี้  มีอดีตจึงมีปัจจุบัน  ต่ออดีตเรามีบทเรียน  แต่อนาคตเราก็ยังอ่อนหัดอยู่ดี  เพราะโลกเปลี่ยนไป  สิ่งใหม่ที่เรายังไม่รู้จักเกิดขึ้นเสมอ  แต่เราก็พอจะลดความสะเปะสะปะในอนาคตลงได้  ถ้าเรามี “เข็มทิศ” ชี้ทางเดิน
                ผมเองก็เช่นกัน  เคยสะเปะสะปะเหมือนคนตาฟาง  เขียนไปตามที่ตัวเองนั่งคิดเอาว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นมันน่าจะเป็นอย่างนี้  อาจจะเรียกได้ว่า “ชี้นำการเขียนด้วยอัตวิสัย”  ซึ่งมีทั้งเข้าท่าและไม่เข้าท่า  แต่ส่วนมากจะไม่เข้าท่า  ตัวละครที่เราเขียนถึงแต่ก่อนจึงไม่ค่อยเหมือนคนจริงเท่าไรนัก  แต่เป็นหุ่นที่เราปั้นขึ้นมา  ตัวละครที่เป็นชาวนา  ไม่ได้พูดคิดหรือกระทำอย่างชาวนาจริงๆ  แต่กลับไปเหมือนคนเขียนก็มี  และเมื่อค้นคว้าลงไปอีกทีก็พบว่าตัวเองขาดการนำทฤษฎีทางสังคมการเมืองและศิลปวรรณคดีมาใช้
                ในความเป็นจริง  ภารกิจทางวรรณกรรมจักต้องสัมพันธ์อย่างสนิทแน่นแฟ้นกับภารกิจด้านอื่นๆ ที่สำคัญคือสังคมการเมือง-เศรษฐกิจ  ทฤษฎีสังคมการเมืองที่ว่าคือทฤษฎีของฝ่ายประชาชน  มีเนื้อหาก้าวหน้า  การซึกษาปรัชญาที่ก้าวหน้าช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ที่สับสนซับซ้อนของโลกและชีวิต  การศึกษาเศรษฐศาสตร์ของประชาชนช่วยให้เข้าใจระบบกลไกแห่งการขูดรีดที่คนส่วนน้อยกระทำต่อคนส่วนใหญ่  การศึกษาประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้นของประชาชน  ช่วยให้มองเห็นพลังประชาชน  มองเห็นทางออกที่สดใส  และการศึกษาทฤษฎีทางศิลปะวรรณคดีช่วยให้เรามองเห็นลู่ทางในการทำงานสร้างสรรค์มากขึ้น
                การศึกษาทฤษฎีเป็นเพียงการรับรู้ขั้นต้น  ยังไม่เกิดความเข้าใจที่แท้จริง  แต่เมื่อได้นำไปใช้ในการทำงาน  การต่อสู้  นำไปประสานกับรูปธรรมที่พบเห็นในการ “กล้าบุกกล้าผจญ” นั่นแหละจึงจะค่อยเข้าใจขึ้นมา
                เช่น ปรัชญาวิภาษวิธีแห่งวัตถุนิยม  ซึ่งมีหัวใจอยู่ที่ว่า “หนึ่งต้องแยกเป็นสอง” ถ้านำไปใช้วิเคราะห์สภาพความเป็นจริงที่เราพบเพื่อแปรเป็นงานเขียน  ก็จะช่วยให้การกุมเนื้อหาของเรื่องสอดคล้องกับความเป็นจริง  มีชีวิตชีวา  ตัวละครก็มีลมหายใจ  มีสมอง  ความคิดและกิริยาท่าทางของตัวละครก็มีลักษณะเคลื่อนไหว  เปลี่ยนแปลงพัฒนาโดยตลอดตามสภาพเงื่อนไขภายนอก  และปัจจัยภายในของตัวละครนั้นๆ มีภาพสองด้านของตัวละครตัวหนึ่ง
                การทำงานเขียนสร้างสรรค์เป็นการเอาภาพความจริงมาดัดแปลง  ปรุงแต่งต่อเติมบนพื้นฐานของความเป็นจริง  และส่วนที่เราคิดต่อเติมนี้อาจมีแนวโน้มไปทาง “อภิปรัชญา” ได้ลักษณะด้านเดียว  โดดเดี่ยว  ผิวเผิน  และหยุดนิ่งโผล่หางออกมาให้เห็นได้ไม่ยาก  เช่นวางโครงเรื่องไว้ว่า  ตอนจบ  คุณแมนสรวงจะต้องเป็นคนดี(หลังจากตีหน้ายักษ์ตลอดเรื่องจนเมื่อยหน้า)  พอเขียนไปถึงตอนที่ ๕๐๐ คุณแมนสรวงก็พูดว่า “ผมรู้ตัวว่าทำผิดไปแล้ว  การกดหัวคนอื่นเป็นเรื่องไม่ดี  จงทำดี  มีศีลธรรม  ถือความสัตย์”  แต่พอคนอ่านๆ จบแล้วไม่เชื่อว่าคุณแมนสรวงถูกเขียนบังคับให้พูดเช่นนั้น  ผลคืองานเขียนชิ้นนั้นขาดพลังปลุกเร้าใจให้คนอ่านเชื่อถือ  รู้สึกไม่สมจริง
                ผู้เขียนก็เสียท่าให้ “อภิปรัชญา” บ่อยๆ เช่นวางโครงเรื่องตามที่ตนต้องการอย่างเดียว  หรือปล่อยโครงเรื่องไปตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจนคนอ่านจับอะไรไม่ได้  หรือยัดเยียดคำพูดก้าวหน้าอย่างยิ่งใส่ปากตัวละครที่ล้าหลัง  หรือเชิดชักบทบาทล้าหลังให้ตัวละครที่น่าจะก้าวหน้ากว่านั้น  เห็นปรากฏการณ์หดหู่มากๆ ก็เขียนแต่ด้านหดหู่จนกลายเป็นบั่นทอนกำลังใจคนอ่าน  หรือไม่ก็ “ปล่อยไก่” ให้ตัวละครที่ว่าเป็นชาวนาทำอะไรที่ชาวนาเขาไม่ทำกัน  เช่นให้แม่แสดงความเอ็นดูลูกสาวด้วยการจับปลายคางลูกสาว
                มีคำพูดเหลวไหลที่ว่า  นักศึกษาทฤษฎีทางสังคม-การเมือง-เศรษฐกิจมาก  งานเขียนจะกระด้าง  เพราะความจริงมันตรงกันข้าม  นักเขียนที่คับแคบและลุ่มหลงตนเองบางคนยังอุตส่าห์แสดงความเห็นของเธอว่า “อเมริกาแกล้งแพ้ในสงครามอินโดจีน” ความเห็นเช่นนี้ถ้าแสดงออกในงานเขียน  จะทำให้งานเขียนอ่อนโยนหรือแข็งกระด้างเล่า?  ถ้าไม่เข้าใจทฤษฎีทางสังคม-การเมือง-เศรษฐกิจ  หรือรู้งูๆ ปลาๆ นั่นแหละโอกาสที่จะ “แข็งกระด้าง” ยิ่งมีมาก
                จิตร ภูมิศักดิ์ ศึกษาภาษาศาสตร์อย่างลึกซึ้งจนถึงรู้ความเป็นมาของถ้อยคำภาษา  เขาจึงมีภาษาอันอุดมสมบูรณ์ที่จะมาเขียนหนังสือให้อ่านง่ายๆ กะทัดรัด  ได้อารมณ์เป็นนายของภาษา  แต่คนที่ศึกษาภาษาศาสตร์งูๆ ปลาๆ แล้วพยายามจะใช้ถ้อยคำศัพท์แสงโอ่ๆ อ่าๆ โดยไม่เหมาะกับความหมายของมัน  ก็ทำให้งานเขียนอ่านยาก  ที่พอจะเปรียบเทียบกับการศึกษาทฤษฎีทางสังคม-การเมือง-เศรษฐกิจได้
                ผมเชื่อมั่นว่า  การจะทำงานสร้างสรรค์วรรณกรรมให้ได้ดี  มีแต่ต้องศึกษาทฤษฎีที่ก้าวหน้าประสานกับการปฏิบัติที่เป็นจริง  มีทั้งเศรษฐศาสตร์ในหนังสือและเศรษฐศาสตร์ในท้องนา  ให้มันฝังลึกอยู่ในจิตสำนึก  มีใช่เป็นเพียงเนคไทประดับหน้าอก  หรือดาบอาญาสิทธิ์ของเอกชนเที่ยวฟาดฟันโดยไม่รับผิดชอบ  แต่เป็นดาบอันคมกริบในมือของประชาชน
                เมื่อมีเข็มทิศชี้นำการทำงาน  ก็ช่วยให้มองเห็นวิถีทางการสร้างสรรค์ชัดเจนว่าจะรับใช้ใครจะทำอย่างไร  การเลือกเนื้อหา  แง่มุมในการเขียนทำได้ตรงเป้าขึ้น  คนอ่านย่อมต้อนรับ  ในยุคสมัยหนึ่งๆ มันจะมีเรื่องราวบางอย่างอยู่ในหัวใจของมวลชน  การศึกษาทฤษฎีที่ก้าวหน้าทั้งทางสังคมและวรรณคดี  ช่วยให้เห็นประตูทางเข้าไปนั่งในหัวใจของมวลชน  สามารถสะท้อนเรื่องราวต่างๆ ออกมาอย่างชีวิตชีวา  และในงานเหล่านี้ก็จะมีงานบางชิ้น  เป็นตัวแทนอารมณ์ความรู้สึกร่วมกันของคนในยุคสมัย  ทำหน้าที่เป็นเสมือนจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ถึงคนรุ่นหลัง

รูปแบบกับเนื้อหา

                งานเขียนชิ้นหนึ่งๆ มีส่วนประกอบสำคัญ ๒ ส่วน  คือเนื้อหากับรูปแบบ  เนื้อหาคือเรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนในด้านและแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เขียนมุ่งหมายสื่อสารถึงผู้อ่าน  รูปแบบเป็นกระบวนการที่จะทำให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาอย่างเต็มที่  ในการเขียนหมายถึงจะเขียนแบบใด(ร้อยแก้ว  ร้อยกรอง) จึงจะเหมาะสมกับเนื้อหา  ใช้ท่งทำนองการเขียนแบบใด(ถ้อยคำสำนวน  การลำดับความหรือการดำเนินเรื่อง  ลีลาการเสนอเรียบๆ หรือผาดโผนตามสภาพของเนื้อหา)
                งานเขียนชิ้นหนึ่ง เนื้อหาเป็นด้านหลักเพราะมันคือเป้าหมายของผู้เขียนเป็นเบื้องต้นที่จะกำหนดว่างานเขียนชิ้นนั้นจะใช้ได้หรือไม่  ส่วนรูปแบบเป็นด้านรอง  มันเป็นสะพานให้เนื้อหาข้ามไปถึงคนอ่าน  ดังนั้นนักเขียนของประชาชนจึงทุ่มเทพลังกายพลังใจในการค้นคว้าเนื้อหามากกว่า  แต่ก็ไม่ทอดทิ้งการค้นคว้ารูปแบบ   เพราะไก่งามเพราะ(มี)ขน(เป็นส่วนประกอบ)  ถ้าไก่ไม่มีขนกลายเป็นความทุเรศตา  ในกรณีที่งานเขียนชิ้นหนึ่งมีเนื้อหาที่รับใช้ประชาชนแล้ว  รูปแบบก็อาจขึ้นมาอยู่ในฐานะปัจจัยชี้ขาดได้เหมือนกันว่างานเขียนชิ้นนั้นจะรับใช้ประชาชนได้ดีหรือไม่  ผมเห็นด้วยที่มีคนกล่าวว่าถึงเนื้อหาจะดีหากรูปแบบเป็นอุปสรรคก็ไม่อาจเข้าถึงคนอ่าน  ในทางตรงกันข้าม  หากเนื้อหาไม่ดี  ถึงรูปแบบจะดีเพียงใด  ก็เหมือนไก้เน่าขนงาม  เพียงได้กลิ่นก็โยนลงถังขยะได้เลย
                ที่ว่าเนื้อหาดี  คือดีในความหมายของคนส่วนใหญ่คือกรรมกรชาวนา  ดีในความหมายของประชาชาติไทย  เป็นเนื้อหาคัดค้านการกดขี่  เชิดชูผู้ใช้แรงงาน  คัดค้านการรุกราน  สดุดีการต่อสู้เพื่อเอกราชประชาธิปไตย    แสดงบทบาทสัมพันธ์กับภารกิจด้านอื่นๆ ในสังคมอย่างสนิทแน่นแฟ้น  รูปแบบที่ดีคือรูปแบบที่สอดคล้องกับเนื้อหาข้างต้น  เหมาะสมกับคนอ่านกลุ่มนั้นๆ ที่เป็นเป้าหมายช่วยให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาเต็มที่
                ตัวผู้เขียนเองเป็นผู้ทำงานศิลปวัฒนธรรมที่มาจากปัญญาชน  สภาพความเป็นจริงของการศึกษา  การดำรงชีวิต  ค่อนข้างห่างเหินชีวิตที่เป็นจริงของคนส่วนใหญ่ของประเทศ  ฉะนั้นจุดอ่อนที่แสดงออกในการทำงานเขียนจึงมีทั้งด้านเนื้อหาและรูปแบบ  ขาดความเข้าใจในชีวิตการต่อสู้ทางการผลิต-ทางสังคมของประชาชน  ขาดความเข้าใจในท่วงทำนองการเล่าเรื่องให้เข้าใจง่ายๆ แบบชาวบ้าน  ขาดความเข้าใจอันลึกซึ้งในภาษาที่มีชีวิตชีวาของกรรมกรชาวนา  การจะแก้จุดอ่อนนั้นเห็นจะได้โดยต้องมีเป้าหมายการทำงานที่ถูกต้อง  เข้าร่วมต่อสู้คลุกคลีทำความเข้าใจชีวิตที่เป็นจริงของคนส่วนใหญ่

เตรียมให้พร้อม   ประกันชัยชนะ

                ช่างก่อสร้างย่อมมองเห็นบ้านสำเร็จรูปทั้งหลังตั้งแต่เริ่มลงเสาบ้าน
                ก่อนลงมือเขียน  ผมเห็นว่าเราควรมีภาพสมบูรณ์ขั้นสุดท้ายอยู่ในสมอง  มีจุดมุ่งหมายชัดเจนว่าจะแสดงเนื้อหาอะไร  มองเห็นฉาก  มองเห็นใบหน้าตัวละคร  และมองเห็นจังหวะก้าวคร่าวๆ ว่า ตัวละครแต่ละตัวจะแสดงบทบาทไปในแนวไหน  มีจุดหนักจุดเบาในการดำเนินเรื่องอย่างไร  และโครงเรื่องที่วางไว้ก่อนย่อมพลิกแพลงไปได้ตามสภาพที่เหมาะสมในกรณีที่ค้นพบประเด็นใหม่ที่เหมาะสมกว่า
                ถ้าการเตรียมข้อมูล  เตรียมเค้าโครงดี  เวลาที่ลงมือเขียนจริงๆ ก็ไม่น่าจะยืดเยื้อเกินไป  เช่นเดียวกับการคลอดลูกย่อมสั้นกว่าเวลาตั้งครรภ์
            เรื่องสั้นหรือบทกวีดีๆ บางชิ้นอาจใช้เวลาเขียนไม่มาก  ทว่าได้ผ่านการสะสมประสบการณ์และข้อมูลมาเป็นปี
                ปัญหาที่พบในการเขียนหนังสือ  ถ้าขาดการเตรียมพร้อม  งานชิ้นนั้นก็อาจล้มกลางคัน  หรือเขียนไปก็จืดชืดคลุมเครือจนอาจเกิดความผิดพลาดทางเนื้อหา  น่าเห็นใจว่าในสังคมที่นักเขียนต้องทำงานแข่งกับค่าครองชีพ  การต้องทำงานทั้งที่เตรียมไม่พร้อมนั้นเป็นไปได้ง่ายมาก  การแก้ปัญหาพรรค์นี้คงต้องพูดกันยาว

โลกทรรศน์ชี้ขาดผลงาน

                นักเขียนจะยืนหยัดในเป้าหมายการทำงานเพื่อมวลชนได้หรือไม่  หรือได้ดีหรือไม่  การใช้ชีวิตส่วนตัวเป็นปัญหาสำคัญทีเดียว  การใช้ชีวิตส่วนตัวย่อมสัมพันธ์กับการทำงาน  ส่งผลสะเทือนแก่กัน  ไม่อาจแยกขาดจากกันได้  พูดอีกแง่หนึ่ง  ชีวิตส่วนตัวของนักเขียนเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน  เป้าหมายในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างไร  งานเขียนก็สะท้อนออกมาอย่างนั้น
                การทำงานสร้างสรรค์รับใช้ประชาชน  จำเป็นที่นักเขียนต้องเข้าใจ  ความคิดความเรียกร้องต้องการที่แท้จริงของประชาชน  เข้าใจอารมณ์ความรู้สึก  มีสำนึกอันละเอียดอ่อนร่วมกับพวกเขา
            ดาราละครจะสวมบทบาทตัวละครได้ดีคือการทำให้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองกว้างขวางไม่ผูกมัดด้วยเอกชน  รับบทอะไรก็ได้ที่รับใช้ประชาชน  นักเขียนจะทำงานได้ดีก็ต้องไม่ผูกมัดตัวเองด้วยความคิดเอกชน  ออกห่างจากความคิดคับแคบตื้นเขิน  จึงจะสามารถสะท้อนทุกมิติของภาพและดิ่งลึกลงไปในวิญญาณของผู้ใช้แรงงาน  จับธาตุแท้ของคนฐานะต่างๆ มาแปรเป็นตัวหนังสือ

คนอ่านน่ารัก  คนเขียนคึกคัก

                ในความเห็นของผม  ทุกวันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างคนอ่านกับคนเขียน  มีสำคัญอยู่สองแบบ  คือแบบที่หนึ่งความสัมพันธ์แบบการค้า  วรรณกรรมกลายเป็นสินค้าราคาถูกที่สร้างความร่ำรวยให้แก่ไม่กี่คน  และคนอ่านก็ไม่ได้มีสติปัญญาเพิ่มเติมจากการอ่าน  เป็นเรื่องน่าขมขื่นใจทั้งคนเขียนคนอ่าน  แบบที่สองคือความสัมพันธ์ทางอุดมการณ์  เมื่อเรา(ไม่ว่าคนเขียนหรือคนอ่าน) มีจุดมุ่งหมายทางความคิดร่วมกัน   เราต่างใช้ความถนัด  ความสามารถที่เรามีไปช่วยกันผลักดันให้จุดมุ่งหมายนั้นเป็นจริงขึ้นมา  ความสัมพันธ์เช่นนี้มีได้ทุกที่ๆ มีการต่อสู้  คนอ่านกับคนเขียนเป็นเสมือนญาติสนิท  ได้เผชิญอุปสรรค  ฝ่าพายุคลื่นลมร่วมกัน  ความเอาใจใส่ถนอมรักกันย่อมเกิดขึ้น  ต่างเข้าไปนั่งในหัวใจของกันและกัน  ความอบอุ่นที่ได้รับมีค่ามากกว่าค่าลิขสิทธิ์ไม่กี่พันบาท  ค่าลิขสิทธิ์หมดแล้วอาจหาใหม่ได้ไม่ยาก  แต่หากเมื่อใดเราทรยศผู้อ่าน  ย่อมไม่มีความถนอมรัก  ไม่มีความอบอุ่นจากผู้อ่าน  มันคงเงียบเหงาและว้าเหว่มากไม่ใช่หรือ  สำหรับคนเขียนหนังสือ  แต่เรื่องเศร้าแบบนั้นไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ มวลชนผู้อ่านให้โอกาสและให้ความเป็นธรรมแก่คนเขียนหนังสือเสมอ  นักเขียนที่เคยเดินสะเปะสะปะอย่างผมจึงเดินตรงทางขึ้นบ้าง  โดยอาศัยผู้อ่านยื่นมือให้จูง  ให้คำแนะนำ  ให้คำวิจารณ์เพื่อปรับปรุงงานเขียน สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า  เราน้อมใจพอหรือไม่ที่จะรับการช่วยเหลือจากคนอ่าน

            ทั้งหมดนี้เป็นบันทึกจากการทำงานของนักเขียนคนหนึ่ง  เป็นความคิดเห็นส่วนตัว  เป็นบันทึกสำหรับเรียกร้องตนเอง  สำหรับนักเขียนคนอื่นๆ ที่มีเงื่อนไข-สภาพความเป็นจริงแตกต่างกัน  ก็อาจมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป  ไม่อาจเรียกร้องให้เหมือนกันหมด  อย่างไรก็ตาม ก็น่าจะมีจุดใหญ่ๆ ร่วมกัน  โดยเฉพาะในปัญหาเพื่อใคร