วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2565

Jack Kerouac : จิตติ พัวสุทธิ

 

ภาพจาก 

https://www.famousauthors.org/jack-kerouac

ชื่อภาพ A symbol whose meaning is not uniformly understood … Jack Kerouac. Photograph: John Cohen/Getty Images

บทความชิ้นนี้เป็นของ จิตติ พัวสุทธิ และเจ้าของบล็อกนำมาเผยแพร่โดยไม่ได้ขออนุญาต


"ทุกสิ่งเป็นของฉัน เพราะฉันจน"

"ขีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกชั่วขณะคือความประทับใจ"

    12 มีนาคม 1922 ทารกน้อยคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นพิภพในนามของ จีน-หลุยส์ เคอรัวแอ็ก หากแต่ในเวลาต่อมาโลกขานรับเขาในนาม แจ็ก เคอรัวแอ็ก ผู้นำและโฆษกของเดอะบีต เจเนอเรชัน เจ้าของนวนิยายที่พลิกโฉมหน้าความฝันแบบอเมริกัน- ออน เดอะ โรด (On the Road)

    เช่นเดียวกับชนชั้นแรงงานชาวแคนาดา-ฝรั่งเศสในโลเวลล์ แมสซาชูเซตต์ส่วนใหญ่ ลูกชายคนสุดท้องของครอบครัวเคอรัวแอ็กใช้ภาษาฝร่ังเศสพื้นถิ่นได้คล่องปาก ก่อนที่เขาจะเจนจัดกับภาษาอังกฤษในฐานะเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์ เพื่อความมั่นคงของครอบครัวและต้องการลดภาระทางบ้าน แจ็กหวังจะสอบชิงทุนด้านการกีฬาเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและบ่ายหน้าต่อไปสู่ธุรกิจประกัน

    ในฐานะดาวเด่นทีมอเมริกันฟุตบอล ประกอบกับชัยชนะและถ้วยรางวัลที่ได้มาตลอดเวลาร่ำเรียนในไฮสกูล จงไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะได้รับเลือกให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ก อนาคตสดใส ความฝันแบบอเมริกันดูเหมือนจะไม่ไกลเกินกว่าเขาจะไขว่คว้า

"คุณไม่อาจเกิดโดยปราศจากการมีอยู่ และคุณไม่อาจตายโดยปราศจากการเกิด"

    แต่แล้วราวกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกจัดวางไว้ แจ็กมีปากเสียงกับโค้ชผู้ฝึกสอน เขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมทีมอเมริกันของมหาวิทยาลัย ในเวลาเดียวกันนั้นเองครอบครัวของเขาประสบกับปัญหาล้มละลาย พ่อของเขากลายเป็นคนติดเหล้า ความสัมพันธ์ทางสายเลือดเริ่มจะร้าวฉานและภายในเวลาไม่นานนักก็เข้าสู่ภาวะวิกฤติ แจ็กตัดสินใจดร็อปการเรียน หวังจะเนรเทศตัวเองสู่ท้องเทะเลกว้างกับกองทัพเรือ (เวลานั้นสงครามโลกเพิ่มจะเริ่มต้น) หากแต่เขากลับสมหวังกับอาชีพพาณิชย์นาวีแทน เมื่อว่างเว้นจากงานในอาชีพ เขามักจะเตร็ดเตร่ไปทั่วนิวยอร์กกับบรรดาผองเพื่อนผู้ซึ่งพ่อแม่ไม่ให้การต้อนรับ อาทิ นักศึกษานอกคอกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อัลเลน กินสเบิร์ก (Allen Ginsberg), ลูเซียน คาร์ (Lucien Carr), และเพื่อนผู้สูงวัยจากย่านดาวน์ทาวน์ผู้มีบุคลิกแปลกแยกแตกต่าง วิลเลียม เอส. เบอร์โรวห์ส (William S. Burroughs) ตลอดจนคาวบอยหนุ่มจากเดนเวอร์ผู้ร่าเริง นีล แคสซาดี (Neal Cassady)

"ฉันแต่งงานกับนิยายของฉัน แล้วก็มีเรื่องสั้นเป็นลูกๆ "

     เดอะทาวน์ แอนด์เดอะซิตี (The Town amd The City) นวนิยายเรื่องแรกจากการสร้างสรรค์ของแจ็ก เคอรัวแอ็ก ได้รับแรงบันดาลใจจากนักเขียนระดับตำนานก่อนหน้าเขา โทมัส วูล์ฟ (Thomas Wolf) เนื้อหาบรรยายถึงความรวดร้าวที่เขาต้องเผชิญ เมื่อเขาพยายามรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตเถื่อนในเมืองใหญ่กับคุณค่าชีวิตแบบดั้งเดิมของครอบครัว เป็นเพราะบรรดาเพื่อนแล้วแต่ยอมรับในความสามารถทางด้านการเขียนที่เหนือกว่าของเขา ตลอดจนตกหลุมรักในตัวงานอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จึงพากันผลักดันให้คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบียจัดพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม

    เดอะทาวน์ แอนด์เดอะซิตีอาจจะทำให้แจ็ก เคอรัวแอ็กได้รับการยอมรับในฐานะนักเขียน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายรวมถึงชื่อเสียงความโด่งดังแต่อย่างใดเลย

"ประจักษ์พยานของฉันมีก็แต่ท้องฟ้าอันว่างเปล่า"

"กระเป๋าเดินทางของเราอัดแน่นวางอยู่บนบาทวิถีอีกครั้ง หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนัก แต่จะไปยี่หระทำไมกัน ท้องถนนนั่นแหละชีวิต"

    เพราะต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงจากผืนแผ่นดินกว้างทั่วถิ่นอเมริกัน แจ็กตัดสินใจควงคู่ นีล แคสซาดี ออกเดินทางข้ามประเทศพร้อมกับเริ่มงานเขียนชิ้นใหม่ไปในเวลาเดียวกัน เขาเริ่มต้นทดลอง วิธีแนวคิดแบบฉับพลัน (Spontaneous Prose) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีการเขียนจดหมายของ นีล แคสซาดี



    เนื้อหาของนวนิยายเรื่องดังกล่าวบรรยายถึงเรื่องราวที่ได้พบได้เห็นมาในระหว่างการเดินทาง โดยไม่มีการตัดทอน แก้ไข ไหลหลั่งออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการพิมพ์ดีดต่อเนื่องลงม้วนกระดาษที่ไม่มีการตัดแบ่ง จนเกิดเป็นผลงานม้วนใหญ่ชิ้นสำคัญ ออน เดอะ โรด ผลงานชิ้นนี้นับได้ว่าเป็นการบุกเบิกวิธีการเขียนที่แปลกแยกจากงานเขียนทั่วๆ ไปในเวลานั้น นั่นเป็นสาเหตุให้ ออน เดอะ โรด ถูกหมางเมินไม่แยแสจากบรรณาธิการผู้จัดพิมพ์ในเวลานั้น แจ็กต้องร้าวรานจากการถูกปฏิเสธ ประจวบกับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนฝูงระหว่างเขากับนีลก็เดินทางมาถึงจุดร้าวฉาน อย่างไรก็ตามแม้ว่า ออน เดอะ โรด ต้องใช้เวลาอีก 7 ปีกว่าจะได้ปรากฏสู่สายตาของผู้อ่านทั่วไป แต่เมื่อนิยายเรื่องนี้ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะก็ประสบความสำเร็จในทันที


    "ออน เดอะ โรด เป็นนวนิยายที่ทำให้ผู้อ่านอยากจะออกไปหยิบฉวยวันเวลาเพื่อใช้ชีวิต...ใช้ชีวิต...ใช้ชีวิต..."

    "จริงหรือไม่ที่พวกบีตดูจะชาญฉลาดและกระจ่างแจ้ง? จริงหรือไม่ที่มนุษย์ทุกผู้นามมีความตายเป็นสิ่งที่หวาดกลัวที่สุดในชีวิต หากว่ามันมาถึงโดยไม่ทันตั้งตัวก่อนที่พวกเขาหรือเธอจะได้ทำอย่างที่อยากทำ?"

    "พวกเขาชาญฉลาดพิที่จะเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะก้มหัวยอมรับคุณค่าของความฝันแบบอเมริกัน...พวกตะกายฝัน หยิบฉวย, เอาคืน, จ้องมอง, ตายจาก เพียงเพื่อได้ฝังร่างลงหลังเมืองแห่งสุสานอันน่ารังเกียจ ลองไอแลนด์"

   - บทวิจารณ์ ออน เดอะ โรด โดย แอนนา แฮสส์พี (Anna Hassapi) -

    "มนุษย์เราก็เหมือนกับหมา ไม่ใช่พระเจ้า - ตราบที่แกไม่บ้าไปเสียก่อน พวกมันจะรุมกัดแก - แต่ถ้าแกบ้าขึ้นมา แกจะไม่ถูกกัดเลย พวกหมามันไม่เคยนับถือความนอบน้อมและความโศกเศร้า"



    แจ็ก เคอรัวแอ็ก จากไปเมื่อ 21 ตุลาคม 1969 นับอายุได้ 47 ปี ตลอดชีวิตการสร้างสรรค์ เขาทิ้งผลงานไว้ถึง 19 ชิ้น งานเขียนอื่นๆ ที่น่าสนใจ มีอาทิเช่น เดอะซับเทอร์แรนเนียนส์ (The Subterraneans), เดอะ ดามา บัมส์ (The Dhama Bums), ดีโซเลชัน เอนเจลส์ (Desolation Angels) เป็นต้น รูปแบบการใช้ชีวิตและการเคลื่อนไหวของแจ็ก เคอรัวแอ็กกับผองเพื่อนกลุ่มบีต เจเนอเรชัน ได้ส่งอิมธิพลต่อวงการวรรณกรรมจวบจนทุกวันนี้






บัญญัติและกลวิธีสำหรับร้อยแก้วสมัยใหม่

: แจ็ก เคอรัวแอ็ก Belief & Technique For Modern Prose : Jack Kerouac

1.  ร่างหยาบๆ ในสมุดบันทึกส่วนตัวหรือไม่ก็พิมพ์ดีดหน้าต่อหน้าอย่างบ้าคลั่งเพื่อความสำเริงสำราญของตัวเอง

2.  น้อมตัวต่อทุกสิ่งทุกอย่าง เปิดกว้างและรับฟัง

3.  พยายามอย่าเมามายนอกบ้านของตัวเอง

4.  ตกหลุมรักชีวิตของตัวคุณเอง
5.  เรื่องราวที่คุณรู้สึก มันจะหาหนทางก่อตัวขึ้นด้วยตัวของมันเอง
6.  จงเป็นนักบุญบอดใบ้บ้าบอของความคิดและจิตใจ
7.  ปลดปล่อยออกมาให้เต็มตื้นเท่าที่คุณต้องการ
8.  เขียนสิ่งที่คุณต้องการให้สุด สุดความคิดและจิตใจ
9.  ฉายภาพสิ่งที่ไม่อาจเล่าขานสาธยายของความเป็นตัวของตัวเอง
10. ไม่มีเวลาประดิดประดอยบทกวี หากแต่จงเขียนอย่างที่เป็นอยู่จริง
11. จินตนาการสั่นระริกอยู่ในหัวอก
12. จงตกอยู่ในภวังค์และความฝันของเรื่องราวที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
13. กวาดหลักการ รูปแบบ และไวยากรณ์การเขียนทิ้งไปเสีย!
14. เช่นเดียวกับพรูสต์ จงพวยพุ่งไม่หยุดยั้งดังกาน้ำชาแห่งกาลเวลา (มาร์แชล พรูสต์ Marcel Proust 1871-1922 นักเขียนชาวฝรั่งเศส เจ้าของนิยายดังการแสวงหาวันคืนที่ล่วงลับ A la Recherche du temps perdu เป็นคนแรกๆ ของโลกที่ใช้การเขียนแบบกระแสสำนึก Stream Of Conscious)
15. บอกความจริงของโลกด้วยบทพูดคนเดียวภายใน
16. เพชร ณ ใจกลางแห่งความใส่ใจ คือ ดวงตาที่ปราศจากดวงตา
17. เขียนเพื่อระลึกถึงและพิศวงของตัวเอง
18. สร้างสรรค์จากใจกลางของแก่นสาร แหวกว่ายในทะเลแห่งถ้อยคำ
19. ยอมรับความสูญเสียตราบชั่วนิจนิรันดร์
20. ศรัทธาในโครงร่างอันศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต
21. ดิ้นรนเพื่อบันทึกกระแสความคิดและจิตใจที่ไม่เคยเปลี่ยนแปร
22. อย่ากังวลถึงถ้อยคำ เมื่อคุณหยุดเพื่อจะมองภาพให้ชัดเจนขึ้น
23. ตั้งมั่นไม่เฉไฉในทุกๆ วัน แล้วเป้าหมายจะประดับประดาอยู่ในยามเช้าของคุณ
24. อย่าหวาดกลัวและละอายในศักดิ์ศรีของประสบการณ์ ภาษา และความรอบรู้ของตัวเอง
25. เขียนให้โลกอ่านและเห็นภาพที่แท้จริงของมันด้วยตัวคุณเอง
26. ภาพยนตร์หนังสือ (Bookmovie) คือ หนังที่ฉายด้วยถ้อยคำ ทรรศนะของรูปแบบอเมริกัน
27. สรรเสิรญบุคลิกลักษณะของมนุษย์ในฐานะของความโดดเดี่ยวเดียวดาย
28. ประพันธ์ออกมาจากเบื้องลึกภายในอย่างบริสุทธิ์, ดิบเถื่อน, หลุดกรอบ และบ้าคลั่งกว่าที่เคยเป็นมา
29. คุณคืออัจฉริยะตลอดเวลา
30. นักเขียน - ผู้กำกับภาพยนตร์แห่งพื้นพิภพจะได้รับการอุปถัมภ์และปกปักในสรวงสวรรค์ 

                                                                                [Jack Kerouac Reads At Artist's Studio

American author Jack Kerouac (1922 - 1969) gestures expansively as he reads poetry at the Artist's Studio (48 East 3rd Street), New York, New York, February 15, 1959. (Photo by Fred W. McDarrah/MUUS Collection via Getty Images)]


   

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565

Allen Ginsberg : ทินกร หุตางกูร

 

Photo by Cyril H. Baker/Pix Inc./The LIFE Images Collection/Getty Images

ส่วนบทความนี้เป็นของ ทินกร หุตางกูร (ซึ่งเป็นนักเขียนและมีผลงานตีพิมพ์หลายชิ้น) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร link และเจ้าของบล็อกนำมาเผยแพร่โดยไม่ได้ขออนุญาต




"เราจะไปหนใด วอลต์ วิทแมน? อีกชั่วโมงเดียวประตูก็จะปิดแล้ว เคราของคุณชี้ที่แห่งไหนค่ำคืนนี้? (ฉันสัมผัสหนังสือของคุณ และฝันถึงการผจญภัยในซูเปอร์มาร์เกตพลางรู้สึกว่าตัวเองไร้สาระ"

    อัลเลน กิบสเบิร์ก เกิดในปี 1926 ที่นีวาร์ก-รัฐนิวเจอร์ซีย์-สหรัฐอเมริกาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เคยทำงานเป็นเด็กล้างจาน เด็กยกกระเป๋า คนตรวจรายการสินค้า รู้จักกับ ปีเตอร์ โอลาฟสกี ที่ซานฟรานซิสโก ปี 1954 ก่อนเป็นคู่รักกัน-อยู่ด้วยกันเหมือนสามีภรรยา ต่อมาแยกทางกัน แต่ทั้งคู่ยังมีความสัมพันธ์ที่ดี จวบกินสเบิร์กตายในเดือนเมษายน ปี 1957

    กินสเบิร์กเป็นนักเขียนกลุ่ม "บีต" (Beat) ซึ่งก่อตั้งช่วงปลายทศวรรษ 50 นักเขียนมีชื่อของกลุ่มนี้ เช่น แจ็ก เคอรัวแอ็ก (ผู้เขียน On the Road) วิลเลียม เบอร์โรวห์ส (ผู้เขียน Naked Lunch) คนทั่วไปมองว่า บีต คือพวกชอบนั่งตามร้านกาแฟมืดๆ ฟังเพลงแจ๊ซ ทว่าในความคิดของผู้เรียกตัวเองว่าบีต พวกเขาเป็นคนแปลกแยกกับสังคม (subterranean) คนนั่งใต้ถุนโลกเงยหน้ามองหาแสงดาวของความเปลี่ยนแปลง (เพราะสิ้นหวังกับสิ่งรอบกาย : ระบบอุตสาหกรรม สงครามเย็น เศรษฐกิจทุนนิยม ฯลฯ) คนสวมรองเท้าที่มีเลือดท่วมเดินเตร่ตลอดคืนแถวท่าเรือซ่งหิมะปกคลุม รอประตูในเขตอีสต์ริเวอร์เปิดให้เข้าไปในห้องที่อวลด้วยไอร้อนกับฝิ่น เหมือนตอนหนึ่งใน Howl บทกวีขนาดยาวของอัลเลน กินสเบิร์ก : who walked all night with shoes full of blood on the snowbank docks waiting for a door of East River to open to a room full with heat stream and opium.

    กินสเบิร์กสนใจการแสวงหาด้านจิตวิญญาณ เคยทดลองสารเสพติดอย่างกัญชากับเบนเซดรีน (คนยุคนั้นเชื่อว่า ยาเสพติดเป็นเครื่องบินที่สามารถพาบินไปสู่การหลุดพ้น) เขายอมรับว่าบทกวีหลายบทเขียนขณะเสพยา

    งานของกินสเบิร์กมักถูกตีความว่ารุนแรง หมิ่นเหม่ศีลธรรม และอนาจาร (ทั้งเนื้อหา - การใช้คำ อาทิประโยคหนึ่งในบทกวี America : Go fuck yourself with your atom bomb) เขาเคยไปอ่านบทกวี Howl ที่ร้านหนังสือ ซิตี ไลต์ บุ๊กส์ ทำให้เจ้าของร้านถูกตำรวจจับข้อหาอนุญาตให้มีการแสดงอนาจาร

    แต่ภายหลัง กินสเบิร์กได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะคนเขียนกวีกระแสสำนึก (stream of consciousness) ซึ่งสะท้อนความรู้สึกคนยุคหนึ่งได้อย่างลุ่มลึก

    เมื่อเขาตาย ร้านหนังสือ ซิตี ไลต์ บุ๊กส์ จัดงานรำลึก มีการเปิดเทปเสียงอ่านบทกวีของเขาบนเวที
    บทกวีของกินสเบิร์กมีจังหวะคล้ายเพลง เวลาอ่านจะไม่หยุดหายใจจนกว่าจบประโยค

No rest                          ไม่มีการพักผ่อน
without love                  ที่ปราศจากรัก
no sleep                         ไม่มีการหลับ
without dreams              ที่ไม่มีฝัน
of love                            ถึงความรัก
be mad or chills              บ้าหรือหนาว
obsessed with angels      ถูกครอบงำโดยนางฟ้า
or machines                    หรือเครื่องจักร
the final wish                 ปรารถนาสุดท้าย
is love                            คือรัก

----------------------------------------------------------------------
                                       (ตอนหนึ่งจากบทกวี Song)


วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565

William S. Burroughs : วิภาส ศรีทอง

 

(ภาพจาก https://www.fanpop.com/clubs/william-s-burroughs/images/24346816/title/william-s-burroughs-photo

ส่วนบทความคัดลอกมาจากวารสาร link ซึ่งเป็นแผ่นพับและเจ้าของบทความคือ วิภาส ศรีทอง ซึ่งข้าพเจ้าที่เป็นเจ้าของบล็อกเอามาเผยแพร่โดยไม่ได้ขออนุญาต)


"นี่แน่ะ...คุณไม่จำเป็นต้องตายกับไอ้โลกบ้าๆ นี่หรอก คุณหายใจมันเข้าไปสิ กินมันเข้าไปสิ เสพมันเข้าไปสิ แล้วก็ยืนหยัดรับวันต่อไปเหมือนอย่างผม"

     ยากที่จะแยกตัวตนของ WSB ออกจากผลงานของเขา คงเหมือนๆ กับสิ่งที่ เฮมมิงเวย์ พยายามจะเป็นเมื่อสร้างตัวละครชื่อ เจกบานส์ ใน The Sun Also Rise แล้วขังตัวเองอยู่ในนั้นตลอดกาล แต่ WSB กลับไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ งานของเขา คือกระจกสะท้อนตัวเขาเอง แต่มันเป็นกระจกที่บิดเบี้ยวเสียจนชวนคลื่นเหียน แม้กระนั้นไม่อาจกล่าวได้ว่าอเมริกันวันนี้ยอมรับนับถือเขา WSB เป็นนักเขียนอัจฉริยะหรือเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรมนุษย์ของอเมริกา นักวิชาการหรือนักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยอาจมีท่าทีลังเลใจขึ้นมา เพราะไม่ได้อ่านจริงๆ จังๆ "อ้อใช่ นายเบอร์โรวห์ส" 

    โลกของ WSB หลากล้นด้วยเซ็กซ์ ยาเสพติด อาชญากรรมแผลงๆ ความบ้าคลั่ง การเมืองสกปรก หรือไม่ก็ความลุ่มหลง อย่างใดอย่างหนึ่ง เงิน รักร่วมเพศ ช่องทวารหนัก รวมไปถึงอำนาจ ความแปรปรวนทางอารมณ์ สภาพของสติสัมปชัญญะอันไร้ที่พึ่ง จักรกลและกายวิภาค ด้วยภาษาเกือๆ จะหยาบคายแต่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ภายใต้รูปแบบของงานคอลลาจ WSB มาจากครอบครัวที่มั่งคั้ง เรียนแพทย์แต่จบปริญญาตรีในคณะมานุษยวิทยาที่ฮาร์วาร์ด (เหมือนกับ J.G.Ballard ผู้ที่ได้รับอิทธิพลจาก WSB) เขาเป็นหนอนหนังสือแต่หมกมุ่นกับปืน เซ็กซ์ และโลกของอาชญากรรม เขามีแนวโน้มตั้งแต่วัยเด็กที่จะแหกกฎทุกกฎเท่าที่ทำได้ และคงเป็นเรื่องยากที่จะหาที่ว่างสำหรับเขาในสังคมปกติของชนชั้นกลาง หลังจบมหาวิทยาลัย เขาก็ออกไปทดลองชีวิตทุกรูปแบบเหมือนปีศาจที่กระหายลมหายใจ เขาตรงไปนิวยอร์ก เข้าร่วมแก๊งอาชญากรรมใต้ดิน แล้วก็ติดเฮโรอีนอย่างหนัก ท่ามกลางบรรยากาศของศิลปะที่เหมือนภูเขาไฟใกล้ระเบิดโดยมีแรงขบเคลื่อนจากเซ็กซ์ เสรีภาพใหม่ และสภาพไร้สติจากยาเสพติด WSB เข้าร่วมกับกลุ่มบีตและพบกับ Joan V. Adam ภรรยาขี้ยาในอนาคต เขาแก่ที่สุดในกลุ่มบีต แต่ก็น่าประทับใจด้วยบุคลิกแปลกๆ อารมณ์ขันห่ามๆ อันเฉียบแหลมที่ชวนให้รู้สึกถูกคุกคามเหมือนเสียงรถบดถนน "เขาสูงหกฟุตหนึ่ง ดูเผินๆ เหมือนคนที่เราคาดเดาความคิดได้ไม่ยาก เหมือนเสมียนสำนักงานขี้อาย แต่จริงๆ แล้วไม่มีใครเข้าถึงเขาได้เลย" แจ็ก เคอรัวแอ็กเคยว่าเอาไว้

    ช่วงเวลานั้นเขาได้รับอิทธิพลจาก Brian Gysin จิตรกรเซอร์เรียลลิสต์กลุ่มแรก เขานำเทคนิคมาดัดแปลงใส่ในงาน รวมถึงงานทดลองเขียนแบบ Cut-Up (การนำคำต่างๆ มาผสมอย่างสุ่มๆ ตัวอย่างอันหนึ่งที่ดูจะใช้เทคนิคใกล้เคียงกันคือ งานที่ใช้ชื่อว่าจินตนาการสามบรรทัดของสุชาติ สวัสดิ์ศรี) โดยมีแนวคิดที่จะเสาะค้นความจริงที่ (อาจจะ) ซุกเร้นอยู่ ณ อีกด้านหนึ่งภายใต้เปลือกนอกของภาษา เทคนิคนี้ส่งแรงกระทบมาถึงงานกลุ่ม CyberPunk, Hypertext และ AvantPop ในปัจจุบัน
    แกนนำแต่ละคนในกลุ่มบีตกำลังเขียนงานอย่างจริงจัง แต่ WSB ซึ่งเลยวัยสามสิบห้าไปแล้ว ยังไม่ได้เขียนอะไรดีๆ ออกมาเลยนอกจากนวนิยายสิบสตางค์เล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Junky ก่อนจะหลบไปทำสวนส้มและเสพยาไปวันๆ ที่เทกซัสกับภรรยาและสหายกลุ่มบีตอีกสองสามคน ไม่นานก็ถูกตำรวจยาเสพติดเฝ้ารังควานจนต้องย้ายไปเม็กซิโก ที่นั่นในงานปาร์ตี้ WSB บอกกับเพื่อนๆ ว่าได้เวลาแล้วสำหรับ William Tell Act ภรรยาของเขาซึ่งเมาเพียบพอกันวางแก้วเปล่าบนหัว WSB เล็งไปที่แก้วแต่พลาด Joan เสียชีวิตทันที
    WSB หลบไปอยู่แถวอเมริกาพักหนึ่ง เดินทางไปเรื่อยๆ เหมือนนักช้อปปิ้งทางอารมณ์ที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ท้ายที่สุดเขาไปโผล่ที่แทนเจียร์ประเทศเล็กๆ ในทวีปแอฟริกาเหนือ ที่ซึ่งเปรียบเสมือนหลุมหลบภัยทางจิตวิญญาณของศิลปินและนักเขียนสมัยนั้น WSB เขียน Naked Lunch งานที่ดีที่สุดของเขาที่นั่น โดยความช่วยเหลือของ อัลเลน กินสเบิร์ก และ แจ็ก เคอรัวแอ็ก ก่อนที่จะถูกตีพิมพ์ครั้งแรกที่ปารีสปี 1959 และถูกแบนด้วยข้อหาว่าหยาบโลนจากหลายต่อหลายรัฐในอเมริกาในช่วงทศวรรษ 60 แต่ในที่สุด WSB ก็ชนะข้อกล่าวหาทั้งหมด เป็นการสิ้นสุดยุคแห่งการเซ็นเซอร์หนังสือในอเมริกันจวบจนปัจจุบัน
    Naked Lunch สร้างชื่อให้กับ WSB จากกลุ่มใต้ดินเล็กๆ ขจรขจายไปทั่วโดยเฉพาะยุโรป WSB ย้ายไปอยู่ลอนดอน และย้ายกลับมานิวยอร์กอีกครั้ง ก่อนจะใช้ชีวิตบั้นปลายกับงานด้านทัศนศิลป์ที่แคนซัสปี 1981
    นอกจากตัวงานของ WSB แล้ว ภาพลักษณ์ของเขายังส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมป๊อป เช่นแวดวงดนตรีหลายต่อหลายวงตั้งชื่อตามหนังสือและชื่อตัวละครของเขา เคริต โคเบน นักร้องนักดนตรีชื่อดังจากวงเนอร์วานา เล่นกีตาร์ประกอบการอ่านบทกวีจากเสียงของเขา มีหนังสร้างจากหนังสือและอัตชีวประวัติของตัวเขา นอกจากนั้นสไตล์การเขียนของเขายังส่งอิทธิพลต่อกลุ่ม Post Post-Modern
    โลกของ WSB ใน Naked Lunch แจ็ก เคอรัวแอ็ก เป็นผู้ตั้งชื่อให้กับหนังสือเล่มนี้ (Naked Lunch หมายถึงเผยความจริงแท้) หลังจากได้อ่านต้นฉบับที่กระจัดกระจายในห้องพักราคาถูกในแทนเจียร์ เนื้อหาที่อาจสรุปหยาบๆ กล่าวถึงความทรงจำขาดตอน ไม่ปะติดปะต่อ และภาวะหลอนของคนเสี้ยนยา มันไม่ใช่การเดินทางทางกายภาพ แม้จะมีการเปลี่ยนฉากที่หลากหลายจากนิวยอร์ก สู่สวีเดน, ชิคาโก, เม็กซิโก, เวนิส และแทนเจียร์ หากเป็นการเคลื่อนเลื่อนไหลของกระแสสำนึกและไร้สำนึก

     WSB ได้สร้างโลกจำลองขึ้นโดยให้ชื่อว่าอินเตอร์โซน มีลักษณะคล้ายรวงผึ้งขนาดมหึมา ไม่ว่าใครจะเป็นผู้คน รัฐบาล เมืองต่างๆ ตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมบริโภคอย่างไม่บันยะบันยัง ทั้งเซ็กซ์ ยาเสพติด ความลุ่มหลงในโครงสร้างที่ถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จจากรัฐบาล แต่ละพรรคการเมืองในอินเตอร์โซนมุ่งจะครองโลกโดยใช้กำลัง และควบคุมความคิดของพลเมืองด้วย ยาเสพติดและความลุ่มหลง ใครก็ตามที่ตกอยู่ในสภาพผู้เสพไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด เซ็กซ์ หรืออำนาจ ความเป็นมนุษย์ของผู้นั้นจะค่อยๆ ถดถอยลง กลับกลายเป็นสุนัขล่าเนื้อ สัตว์ประหลาดกินคน ตะขาบตัวเขื่อง แมลงประหลาดๆ ลิงชิมแปนซี ตัวละครบางตัวเมื่อร่วมเพศ บรรลุจุดสุดยอดจะกลายเป็นปูยักษ์ บางตัวเป็นมนุษย์ที่มีช่องทวารพูดได้และค่อยๆ ควบคุมร่างกายแทนสมองที่ฝ่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่มีตัวละครบางตัวเมื่อถูกแขวนคอจะหลั่งน้ำกามออกมา นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์แปลกๆ เหนือจริงอีกมากมาย (อาจทำให้นึกถึงคาฟคาหากไม่มีนัยให้ตีความ หรือมีลักษณะเหนือจริงที่ลื่นไหลบ่งบอกถึงสภาพสิ้นหวังไร้ทางออกอย่างเช่นมาร์เควช) ผ่านทางตัวละครเอกชื่อ William Lee ผู้ที่กำลังพยายามเลิกยาและเขียนหนังสือที่ชื่อ Naked Lunch เช่นกัน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำลายสิ่งชั่วร้ายในอินเตอร์โซน โดยการเขียนถึงมัน โครงเรื่องเป็นแบบง่ายๆ ความดีต่อสู้กับความชั่วเหมือนการ์ตูนฮีโร่ดาดๆ หากแต่ WSB ใช้ภาษาของสื่อหลากหลายสไตล์ เช่น งานโฆษณา นิยายกระจอก รายการทีวีน้ำเน่า หนังสือการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ เข้่ามาผสมผสานกันโดยใช้เทคนิคที่หยิบยืมจากงานทัศนศิลป์ รวมถึงดนตรีแจ๊ซ มาตัดปะเป็นงานแบบคอลลาจด้วยการเขียนแบบกระแสสำนึก ผู้อ่านสามารถเริ่มต้นอ่านบทไหนก่อนก็ได้ (WSB ลำดับบทอย่างสุ่มๆ ด้วยการเลือกหยิบต้นฉบับที่วางอยู่เกลื่อนกับพื้นห้องพัก) เหมือนหนังที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะออกจากโรงแล้วกลับเข้าไปดูใหม่ก็ได้ผลแทบจะไม่ต่างจากเดิม

    Naked Lunch เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์เป็นงานทดลองทางรูปแบบ เป็นงานล้อเลียนไม่ใช่เสียดเย้ย แม้จะมีฉากชวนคลื่นเหียนสะอิดสะเอียนมากมายเหมือนจงใจจะช็อกคนอ่าน ไม่ต่างจากหนังสยองขวัญเกรดบี แม้จะมีบางฉากที่ออกจะจำเจ หากแต่อารมณ์ขันอันแหลมคมทำให้พอจะประคับประคองไปได้ บางครั้งที่ผู้อ่านกำลังตกอยู่ในภวังค์ต่อเนื่องจากเรื่องราว แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งไม่ใช่เพราะไปพบกับปรัชญาชีวิตอะไรเข้า หากเป็นเพราะฉากบางฉากทำให้รู้สึกราวกับถูกตีหัวหรือชวนให้อาเจียน WSB ไม่ได้เขียนเพื่อให้เราซาบซึ้ง แต่เขียนเพื่อให้เราเข้าใกล้ประสบการณ์มากที่สุดด้วยอาการกระสับกระส่ายจนดูราวกับขาดจุดมุ่งหมาย แม้เขาจะเขียนเรื่องเหนือจริงจนคล้ายกับพยายามหลีกหนีความจริง ทว่าเขาก็เป็นศิลปินที่เชื่อมโยงความภักดีเข้ากับโลก และซื่อสัตย์ต่อความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกนอกแม้มันจะดูไม่งามเท่าใดนักก็ตาม แต่เขาก็วิ่งฝ่ากำแพงบางอย่างออกไปได้ ขณะที่โลกส่วนใหญ่ในอเมริกาทุกวันนี้ (แม้แต่ในบ้านเรา) วนเวียนอยู่กับสภาพโหยหาอดีต (วรรณกรรมเพื่อชีวิต) หรือไม่ก็เป็นวรรณกรรมชานเมือง (วรรณกรรมมารยาทสังคมก็เรียก) วรรณกรรมฟูมฟายของชนชั้นกลางที่คร่ำเคร่งอยู่กับการหาตัวตนที่กำลังจมหายลงไปทุกที WSB ได้ฝ่าออกไป ชีวิตในปลายศตวรรษที่ 20 เข้าข้างเขา เขาไม่ได้ต่อสู้แต่โดยลำพังหากยังได้โลดเต้นอย่างสนุกสนาน ดังที่เขามักจะกล่าวเสมอว่า นี่แน่ะ...คุณไม่จำเป็นต้องตายกับไอ้โลกบ้าๆ นี่หรอก หายใจมันเข้าไปสิ กินมันเข้าไปสิ เสพมันเข้าไปสิ แล้วก็ยืนหยัดรับวันต่อไปเหมือนอย่างผม
    
    


 






วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

10 คำในความทรงจำของผมถึง Beat Generation : สุภาพ พิมพ์ชน



(บทความนี้เป็นข้อเขียนของ สุภาพ พิมพ์ชน ที่ตีพิมพ์ในแผ่นพับที่ชื่อว่า link และเจ้าของบล็อกเอามาเผยแพร่โดยไม่ได้ขออนุญาต)


    1. On The Road แจ็ก เคอรัวแอ็ก เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่รู้สึกแปลกแยกกับรูปแบบการใช้ชีวิตในสังคมทุนนิยม เขาออกจากบ้าน ร่อนเร่พเนจรไปตามท้องถนนแบบพวกโบฮีเมียนเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิต ในปี 1952 เขาใช้เวลาราว 3 สัปดาห์ บันทึกประสบการณ์ของตัวเองเป็นนวนิยายเรื่อง On The Road ลงบนม้วนกระดาษโทรพิมพ์ที่ยาวต่อเนื่องกัน 120 ฟุต ต่อมาหนังสือเล่มนี้กลายเป็นเสมือนคัมภีร์ของคนหนุ่มสาวในยุค 60 และเป็นต้นแบบของนักฝันข้างถนนทั่วโลก 

    2. Drug ยาเสพติดหรือของมึนเมาทุกชนิดเป็นส่วนหนึ่งในวิถีของหนุ่มสาวที่ทวนกระแสสังคม นักเขียนในกลุ่มบีต เช่น แจ็ก เคอรัวแอ็ก, วิลเลียม เบอร์โรวห์ , นีล แคสซาดี ทำงานโดยใช้ยาเสพติดเป็นแรงบันดาลใจ บางคนเสียชีวิตก่อนถึงวัยอันควร

    3. Jazz อิทธิพลของเพลงแจ๊สมีผลต่อสไตล์การเขียนของนักเขียนในกลุ่มบีต ในแง่ของการอิมโพรไวส์ หรือการทำงานโดยไม่มีการตระเตรียมมาก่อน ขณะเดียวกันนักดนตรีแจ๊สอย่าง ชาลี ปาร์กเกอร์ ก็ได้มีอิทธิพลทางความคิดจากพวกบีต โดยเฉพาะรูปแบบการใช้ชีวิต และการใช้ยาเสพติดเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน

    4. Bisexual เข่นเดียวกับนักเขียนกลุ่มนักปรัชญาในยุคกรีก หรือรักเขียนกลุ่ม Bloomsbury ของอังกฤษ ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของนักเขียนในกลุ่มบีต โดยเฉพาะ อัลเลน กินสเบิร์ก กับ แคสซาดี และแจ็ก เคอรัวแอ็ก ทำให้พวกเขามีความสัมพันธ์กันในลักษณะรักร่วมเพศด้วย

    5. Hippie เมื่อ แจ็ก เคอรัวแอ็ก และนักเขียนในกลุ่มบีต ได้รับการยกย่องให้เป็นศาสดาของคนหนุ่มสาวในยุค 60 สมญาที่มีคนวิจารณ์พวกเขาว่า Hipster บ้าง Hippie homer บ้าง ก็ได้กลายมาเป็นคำว่า Hippie เพื่อใช้เรียกหนุ่มสาวเหล่านี้ 

    6. San Francisco ในยุคซานฟรานเป็นศูนย์กลางของพวกบีต ร้านขายหนังสือ City Lights ของ ลอเรนซ์ เฟอร์ลิงเกตติ นักเขียนหนึ่งในกลุ่มนี้กลายเป็นแหล่งชุมนุมของพวกก้าวหน้าในยlาวพากันเดินทางหลั่งไหลมาที่ซานฟรานซิสโกไม่ขาดสายโดยมีวิถีชีวิตของพวกบีตเป็นต้นแบบ ปี 1965 คนหนุ่มสาวที่รวมตัวกันอยู่ในไฮท์เอชเบอรี่ เริ่มเรียกตัวเองว่า ฮิปปี้ หรือบุปผาชน ในฤดูร้อนของปี 1967 สื่อมวลชนต่างพากันกล่าวถึงวัฒนธรรมใหม่ของคนหนุ่มสาวแห่งซานฟรานซิสโกกันอย่างครึกโครม 

    7. Howl พวกฮิปปี้เริ่มรวมตัวกันอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือร่วมคัดค้านสงครามเวียดนาม บทกวี Howl ของ อัลเลน กินสเบิร์ก กลายเป็นเสียงแห่งการต่อต้านสถาบันและอำนาจรัฐที่ทรงพลังที่สุด

    8. Beatles เพื่อนนักเรียนของ จอห์น เลนนอน เป็นผู้ตั้งชื่อวงดนตรีให้เขาว่า The Beatles โดยได้ไอเดียการใข้ชื่อแมลงมาจากวงดนตรีคณะ The Crickets ภายหลังจอห์นเปลี่ยนตัวอักษรจาก The Beetles เป็น Beatles เพื่อให้สอดคล้องกับดนตรีประเภท Beat ที่กำลังเป็นที่นิยมในประเทศอังกฤษขณะนั้น ต่อมาเมื่อซานฟรานซิสโกกลายเป็นศูนย์กลางของคนหนุ่มสาว พวกเดอะบีทเทิลส์ก็ได้ย้ายจากลิเวอร์พูลมาอยู่ที่ซานฟรานซิสโก เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกระแสวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกในขณะนั้นด้วย โดยที่จอห์นพยายามอธิบายว่าชื่อ Beatles นั้นมีความหมายในเชิงคารวะต่อพวกบีตด้วย 

    9. Buddhism นีกเขียนในกลุ่มบีตส่วนหนึ่งกันมานับถือศาสนาพุทธ โดยเริ่มสนใจจากงานเขียนของชาวตะวันตก เช่น สิทธารถะ ของ เฮอร์มาน เฮสเส จากนั้นก็เป็นนิกายเซน พุทธศาสนานิกายมหายาน สายทิเบต พุทธศาสนานิกายเถรวาท

    10. อังคาร กัลยาณพงศ์ อัลเลน กินสเบิร์ก เคยมาเมืองไทย และเป็นเพื่อนกับ ส.ศิวลักษณ์ เขาชอบบทกวีของอังคาร กัลยาณพงศ์ และเคยแปลบทกวีของอังคารเป็นภาษาอังกฤษ










 





วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ก่อนฮิปปี้ ก่อนยับปี้...นี่คือ เดอะ บีต เจเนอเรชั่น : จิตติ พัวสุทธิ

 


(ก่อนฮิปปี้ ก่อนยัปปี้...นี่คือ เดอะ บีต เจเนอเรชั่น โดย จิตติ พัวสุทธิ ตีพิมพ์ในแผ่นพับ link ภาพประกอบบทความจาก https://scalar.usc.edu/works/counterculture-in-the-1960s/media/beat-generation-picture

ส่วนเนื้อหาในบทความผู้เขียนอ้างอิงจาก www.rooknet.com, www. litkicks.com 
และเจ้าของบล็อกเอามาเผยแพร่โดยไม่ได้ขออนุญาต)

สิ้นเสียงการอ่านบทกวีคำสุดท้าย ซิกส์ แกลเลอรี (Six Gallery) ซานฟรานซิสโก (San Francisco) กลุ่มบีตได้เปิดตำนานบทหนึ่งของวงการวรรณกรรมสู่สายตาของชาวโลก
    นับตั้งแต่งานเขียนและการเคลื่อนไหวของ แจ็ก เคอรัวแอ็ก และผองเพื่อน จะไม่ได้เป็นแค่ความพลุ่งพล่านของคนหนุ่ม หากยังสั่นสะเทือน ความฝันแบบอเมริกัน (American Dream) ของผู้คนทั่วไป
    คำว่า บีต เจเนอเรชั่น ปรากฏครั้งแรกในบทความ This is The Beat Generation ในปี 1948 จากการพูดคุยของแจ็ก เคอรัวแอ็ก กับ จอห์น เชลลอน โฮล์มส (John Clellon Holms) คอลัมนัสต์หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) ผู้เดินทางมาหาข้อมูลเกี่ยวกับคนหนุ่มสาวอเมริกันยุคนั้น เพียงแต่ความหมายดั้งเดิมของคำว่า บีต ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่า เลวร้าย, หายนะ, อ่อนเปลี้ย หากแจ็กให้คำจำกัดความเป็นตัวของเขาและเพื่อนๆ หมายถึงคนหนุ่มอเมริกันผู้เริงร่าระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ไม่อาจฝากตัวในเครื่องแบบรัดกุมของทหารหาญหรือสูทสะอาดหมดจดอย่างนักธุรกิจ พวกเขาเป็นบีต เพราะไม่เชื่อในงานที่ตรงไปตรงมา กลับเลือกจะตะเกียกตะกายมีชีวิตรอดโดยการอาศัยอพาร์ตเมนต์โสโครกแทน ในบางจังหวะของชะตากรรมต้องประกอบอาชญากรรมเพียงเพื่อเงินเล็กน้อยหรืออาหารประทังความหิว บ้างก็เตร็ดเตร่พเนจรไปกับการโบกรถโดยไม่อาจฝังกาย ณ แห่งหนใดโดยปราศจากความเบื่อหน่าย วลีคำว่า บีต เจเนอเรชัน คือเงาสะท้อนจอบ เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ (Ernest Hemingway) ที่เคยเรียกคนยุคเขา (คนหนุ่มยุคสงครามโลกครั้งที่ 1) ว่าเป็น ผู้คนที่สาบสูญ (Lost Generation) โดยหยิบยืมจากปากของ เกอร์ทรูด สไตน์ (Gertrude Stein)
    แกนหลักของกลุ่มบีต ประกอบด้วย แจ็ก เคอรัวแอ็ก (Jack Kerouac) , นีล แคสซาดี (Neal Cassady), วิลเลียม เอส. เบอร์โรวห์ส (William S. Burroughs) ที่คบหากันอยู่ ในละแวกมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) และย่านอัพทาวน์ (Uptown) แมนฮัตตัน (Manhattan) ในกลางทศวรรษที่ 40 นอกจากนั้นยังรวมถึง เกรเกอรี คอร์โซ (Gregory Corso) จากกรีนวิช วิลเลจ (Greenwich Village) และ เฮอร์เบิร์ต ฮักเค (Herbert Hunckel) จากย่านไทมส์สแควร์ (Times Square) เมื่อพวกเขาโยกย้ายไปซานฟรานซิสโก กลุ่มได้ขยายตัวออกไปโดยมีสมาชิกเข้ามาเพิ่มเติมอย่าง แกรี สไนเดอร์ (Gary Snyder), ลอว์เรนซ์ เฟอร์ลิงเกตตี (Lawrence Ferlinghetti) , ไมเคิล แมกคลูร์ (Michael McClure), ฟิลิป วอเลน (Philip Whalen) และ ลิว เวลช์ (Lew Weich)
    หลังจากคลื่นลูกแรกมาถึงฝั่ง คลื่นลูกที่สองได้สาดซีดอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง สมาชิกรุ่นต่อมาของกลุ่มบีตได้ขยายตัวเพิ่มเติมต่อไปอีก อาทิ บ๊อบ คูฟแมน (Bob Kaufman), ไดแอน ดีพรีมา (Diane DiPrima) , เอ็ด แซนเดอร์ส (Ed Sanders) เป็นต้น จวบจนทุกวันนี้กลุ่มบีตยังคงสืบสานตำนานการต่อต้านความฝันแบบอเมริกันอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย





วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

“ฤาษีในป่าคอนกรีท”

(งานเขียนชิ้นนี้เป็นของ รงค์ วงษ์สวรรค์ และเคยถูกตีพิมพ์ในนิตยสารThe Quiet Storm ไม่ทราบฉบับ แต่ปีที่แปะไว้ตรง มุมขวาหนังสือคือ 1991)









THE WRITER’S SECRET
                รงค์ วงษ์สวรรค์ร่อนเร่จากบางลำพู, กรุงเทพฯ ถึง แซน แฟรนซิสโกใน ค.ศ. 1963 เวลานั้นเป็นปลายยุค Beat Generation ของผู้ครองเพศบี๊ทนิค(beatnik)  ผู้เป็นปฎิกิริยากับความมั่งคั่งในระบบสังคมอเมริกัน  โดยมรรคผลแห่งปล่องควันโรงงาน(อุตสาหกรรม)
บี๊ทนิคส์  ผู้พยายามหลีกเร้นความโหดร้ายของลัทธิบูชาเงินลงใต้ผิวโลก
                นั้นเป็นข้อกล่าวหาเชิงประณามหยามเหยียดว่าพวกเขาเป็นไส้เดือนชอนไชในเปือกตม(ปัญญา) หรือเป็นหนูสกปรกในรูดิน    แม้ความจริงอันขมขื่นบางด้านบันทึกไว้ว่า บี๊ทนิคส์กับความแร้นแค้นโดยไม่ใช่เจตนาของพวกเขา  จำนวนไม่น้อยอาศัยในรูท่อ(subterranean)แทนบ้าน นั้นเป็นความน่าอับอายในสังคมอันเคร่งครัดกับจารีตเท่ากับฟุ้งเฟ้อในวัตถุ
                การวางเฉยกับกรอบขนบประเพณี, การสำรวมสติปัญญาโดยควบคุมความเร่าร้อนไว้ภายในจิตใจ, และการปฏิเสธรูปแบบชีวิตเห่อเหิมทะเยอทะยานไร้ขอบเขต, นั้นสานต่อความคิดแบบปัจเจก(individualism)ค่อนข้างเข้มข้น  แต่โดยกลับกันก็เป็นสาเหตุแห่งการอ่อนแอลงของขบวนการ  แล้วถึงกับล่มสลายในเวลาต่อมาไม่นาน
                On the Road นวนิยายของ แจ็ค เคอรูแว็ค ยกย่องกันว่าเป็น “ไบเบิ้ลแห่งบี๊ทนิคส์” อ่านกันอย่างกว้างขวางเพื่อบดเอื้องความคิดในควันกัญชา(บนถนนของความเป็นหนุ่ม  และผลงานสั้นยาวหลายเรื่องของ รงค์ วงษ์สวรรค์ แน่นอน—ว่าได้รับอิทธิพลเศษเสี้ยวจากนวนิยายเล่มนั้น)
                แต่ถึงเวลาปลายยุคบี๊ทนิคส์  ออน เธอะ โรด  ถูกเชิญลงจากพานดอกหญ้าแทนที่ด้วยผลงานของโสดาบันทิม(ทิมอธี่ เลียรี่)  อแลน ดับลิว.วิทท์ส์(สัพพัญญู)  แอลเล็น กินสเบิร์ก(กวีนามธรรม)  นอร์แมน เมเลอร์(ผู้เขียนบทความ Advertisement for Myself) ฯลฯ  และนั้นหมายถึงการเริ่มต้นขบวนการฮิปปี้ส์(hippies)  ในทศวรรษเดียวกัน
                ในท่ามกลางระเบงดนตรีและคำภาวนา
                พิณซีตาร์ของ รวี แชงการ์(โยคีคอนกรีท)
                บ๊อบ ไดแล็น(Desolation Row)
                เธอะ บีเทิลส์(A Day in a Life of,)
                เธอ โรลลิ่งก์ สโทนส์(ฯลฯ)
                ฯลฯ หลากหลายกระแสทำนองของเพลงที่สำรวมเรียกกันว่า dopesong
                ความรักชีวิตและโลก
                ดอกไม้และคน(fiower generation)
                สันโดษกับคาถาบัญญัติหกคำ turn on, tune in, drop out,
                รงค์ วงษ์สวรรค์เขียน ฤาษีในป่าคอนกรีท ในอากาศธาตุนั้น
                เวลาล่วงเลยมาถึง พ.ศ. 2533 น่าแปลก, น่าขอบใจ, น่าตื่นเต้น, น่ายินดีกับการอ่านผ่านมาในหลายยุคแปรผันถึงยุคโลหะหนัก(heavy metal) ของ ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา และ อารี แท่นคำ  อดีตและปัจจุบันบรรณาธิการนิตยสารฉบับนี้  และในคำรามเวทมนตร์แห่ง Yuppies ผู้บ้าคลั่งเงินแต่ดูถูกเงิน
                บี๊ทนิคส์, ฮิปปี้ส์, ยัปปี้ส์
                เขาเป็นใครแตกต่างกันอย่างไร?  คงเป็นคำถามของเวลานาที
                1 ในความหมายอันพ้องพานเขาทั้งสามเป็นผู้เน้นถึงรากเหง้าของอารมณ์เหนือเหตุผล และเป็น romanticism
               

                รงค์ วงษ์สวรรค์
                TUNE-IN gardens 1990











ฤาษีในป่าคอนกรีท

 

เราเป็นเพื่อนกันเพราะเราคลั่งอะไรเหมือนกัน

และไม่เหมือนกัน  เราสมควรจะวิวาทกันอยู่เสมอและถากถาง

กันอย่างรุนแรง  เราต่างมีโทษะจริต

อยู่ด้วยกันทุกคน  ดื่มไวน์กันอย่างเกียจคร้านบรมสุข

 

รงค์  วงษ์สวรรค์  (หนุ่ม)

1.       แลร์รี่หนาวแดเนียลร้องไห้

 

 

(2 พฤศจิกายน)  บางทีเราเป็นเพื่อนกัน  ด้วยความสัตย์  จริงที่ยังมีเหลืออยู่บ้าง  ข้าพเจ้าไม่เคยดูหมิ่นคนขี้เกียจอาบน้ำจนเสื้อผ้าและเนื้อตัวเหม็น  ข้าพเจ้ามีเหตุผลอันอาจจะถูกประณามว่าไม่ต้องตามทำนองคลองธรรมอยู่มากมาย  และเชื่อด้วยว่าคนที่ซอกเล็บสะอาดและขัดฉวีนวลขึ้น  มาจากอ่างอาบน้ำทุกวัน  ไมใช่ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง  จนบาปไม่อาจกล้ำกราย

                กลิ่นหอมราคาแพงๆ  ไม่ใช่มาตรวัดความเป็นผู้เป็นคนกัน

                คนคดโกงบางคนพิถีพิถันแม้แต่กับขนจมูกเพียงเส้นเดียวและไม่ยินยอมให้มันแซมออกมาบนใบหน้า  ตะกละ  ของเขาได้เลย

                แต่ข้าพเจ้าก็ไม่หมายความอย่างจะตีขลุมเอาว่า  ความสกปรกบรรดามีจะห่อหุ้มดวงใจงดงามไว้

                บางคนที่เป็นเพื่อนเราก็อาจจะสกปรกทั้งภายนอกและภายใน  ที่ล้ำลึก  จากอวัยวะจนถึงความคิด  และหยาบช้าสามานย์

                เราเป็นเพื่อนกัน  เพราะเราคลั่งอะไรเหมือนกันและไม่เหมือนกัน  หัวเราะหัวใคร่ใส่กัน  และเราเคยสบคารมจะวิวาทกันอยู่เสมอ  ถากถางกันอย่างรุนแรงหรือร้องตะโกนจนพับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน  เพราะเราต่างมีโทษะจริตอยู่ด้วยกันทุกคน  ถ้าเบื่อหน้ากันทนไม่ไหว  เราก็ไม่ทักทายกัน

                และเดินกันคนละฟากถนน

                แล้วเราจึงต่างจะกลับมามั่วสุมกันอีกเมื่อเบื่อหน่ายจะพูดกับตัวเองคนเดียว

                พวกเราทุกคนมีเครา  เว้นแต่ข้าพเจ้าพยายามเลี้ยงมันด้วยกลิ่นมีดโกนเท่าไร  ไม่งอกงามจนท้อถอยและถอนมันทิ้งตัดกังวล

                ผมค่อนข้างยาว  เราเสียดายเงินค่าตัดผมทีละสองเหรียญ  เงินจำนวนเท่านั้นซื้อเนื้อและไวน์ถูกๆ  กินได้ถึงเมา เพราะเรามีความเมาอีกมากมายชนิดรองพื้นไว้เสมอมิได้ขาด

                ความประพฤติของเรายากจะให้คนอื่นเข้าใจ  หรือเข้าใจผิดอยู่เป็นธรรมดา  เพราะแม้เราเองก็หาได้เข้าใจในเรามากนัก

                เราไม่เคยชิงชังกฎเกณฑ์ของความศิวิไลซ์  แต่นึกรำคาญเท่านั้น  ตัวหมัดตัวไรที่ซุกซ่อนอยู่ในตะเข็บเสื้อผ้าขมุกขมอมของเรา  มันมีตัณหาและมีความดิ้นรนเหมือนชีวิตทุกชีวิต  มันแสวงหาความอบอุ่น  และมันจำเป็นต้องเบียดเบียนเลือเนื้อของเราบ้าง

                เราแสวงหาความอบอุ่นเหมือนกันและเราเบียดเบียนเจ้าของห้องเช่า  ทุกคน  ที่ยอมให้ติดค้างค่าเช่าได้

                เรา  -  เราที่บางทีก็เป็นเพื่อนกันนี้ต่างรู้อรรถาธิบายของศีลธรรม

                แต่ถ้าใครยื่นหน้ามาถามว่าเราได้ปฏิบัติตนถูกควรอย่างไร?

                เราก็จะย้อนเอากับผู้ถามบ้างว่า  แล้วเขาล่ะได้ถือปฏิบัติเพียบพร้อมแล้วล่ะหรือ?

                เราหาได้อยากวางตนเป็นอริกับอะไรหรือใครทั้งนั้น  นอกจากตัวของเรา

                ดื่มไวน์กันอย่างเกียจคร้านรมสุขในห้องเช่าของแดเนียล  -  ผู้ถือตนว่าเป็นกวี  ไวน์แกลลอนละถูกๆ  แต่รสเมามันก็เหมือนกับเหล้าอื่นทุกชนิด

                มันไม่เอมดอชเหมือนไวน์ที่เคยอยู่ในแก้วของโอมาร์คัยยัม

                แต่ถ้าใครชักเรื่องนี้ขึ้นมาพูด  แดเนียลจะฉวยโอกาสถากถางกวีโบราณผู้นั้นอย่างถึงใจที่สุดละ  เพราะเขาชื่นชอบแต่ที่เขาเขียนคนเดียวเท่านั้น

                แลร์รี่  เป็นอย่างที่เรียกขานกันว่าจิตรกรหรือศิลปิน  ลมหายใจเขามีกลิ่นสีและกลิ่นซิการ์อย่างละครึ่งปนกัน  ในตาเย็นเหมือนลมคะนองอยู่ตามซอกแขน  หญิงสาวผู้ยืนหยัดกายรอคนรักตามซอกตึก นิ้วมือเรียวงามแต่สกปรก  แลร์รี่ไม่เคยพูดว่ารูปที่คนอื่นเขียนดีและรูปที่เขาเขียนก็ไม่ดีเหมือนกัน  บางครั้งเขาจึงโกรธกับมือจึงเอาตีนละเลงสีย่ำลงบนผืนผ้าใบ

                ตอนที่ข้าพเจ้าลุกจากที่นั่งเอกเขนกไปรินไวน์อีกแก้ว  แลร์รี่ได้รำพึงอะไรขึ้นประโยค  แต่กังวานของมันหนักหน่วงเกินจะว่ารำพึง  เรารู้สึกตกใจที่ได้ยิน

                “จริงหรือที่พูดนั่น”  แดเนียลฉกคอขึ้นอย่างกับงูสะดุ้งโกรธ

                “ก็ใช่น่ะซิ”  แลร์รี่ตอบเนีอยนายจากที่เขานั่ง

                “นี่แกจะทำให้เราขันหรือเศร้า  ถึงแกเองก็เหมือนกัน”

                “ไม่รู้...ทั้งสองอย่างกระมัง”

                “แลร์รี่”  แดเนียลเอื้อนน้ำเสียงอย่างผู้ใหญ่ปลอบเด็กหกล้ม  มองเพื่อนคาดคั้นไม่เชื่อและตื่นกลัวระคนกันอยู่ในแววตา  เขาว่า  “แกเป็นบ้าแล้วละ  แกเผลอไปน่ะถึงได้พูดอะไรบ้าๆ  พรรคนั้นออกมา  กินไวน์ให้สบายแล้วนอนสักตื่น  แกจะลืมที่พูดและกันจะลืมที่ได้ยิน”

                “กันด้วย”  ข้าพเจ้าว่า

                แลร์รี่ถอนซิการ์จากปากแล้วจิบไวน์พลางสั่นหน้า  “กันหมายความอย่างนั้น”

                “ทำไม?”  แดเนียลตะคอก

                “มันเปลี่ยวยังไงบอกไม่ถูก”

                “ใครก็เปลี่ยว  แต่ไม่มีใครคิดบ้าๆ  เหมือนแกจริงไหม?”  เขาหันถาม

                ข้าพเจ้าพยักเพยิดทั้งปากคาจอบแก้วไวน์

                “กันรู้ว่ากันอยากแต่งงานเท่านั้น”

                แลร์รี่เสียงเครือและนี่คือประโยคแรกที่เขาพูด

                “”หมดกัน!”  แดเนียลมองอย่างตัดพ้อและติฉิน  เสียผู้เสียคนกันคราวนี้เอง  กันเสียเพื่อน...นั่นช่างเถอะ  แต่ไอ้ที่แกจะต้องเอาอะไรที่มันเป็นตัวแกนั่น  กันเสียดายมันเหลือเกิน  แลร์รี่  แกช่างไม่รู้จักราคาความเป็นศิลปินของแก  ให้กันไปตกนรกหมกไหม้ที่หนเสียยังดีกว่า  ได้ยินแกพูดว่าได้ยินแกพูดว่าจะแต่งงาน”

                “มันอยากขึ้นมาเสียแล้ว”  แลร์รี่อ้อยเอ่ย  และคำหลังเหมือนรำพึงกับตัวเอง  “จะให้กันทำยังไง”

                “คว้าผู้หญิงที่ไหนเข้าสักคนซิ  เล่นกันสักทีสองที  เลิกแล้วก็แล้วกันไป  แล้วแกจะเป็นคนอยู่เหมือนที่เคยเป็น”

                แดเนียลสลัดหน้า  เขาหมายความตามที่พูดนั้นแท้จริง  ดื่มไวน์เหมือนจะสาดดับไฟคุกรุ่นในผนังคอ

                “มันไม่เหมือนกัน  ผู้หญิงกับการแต่งงาน”

                ในตาแลรืรี่เหมือนจะเยือกเย็นลงกว่าเดิมและรู้สึกว่าเหนื่อยอ่อนกับการโต้แย้ง  เขาคงขับเคี่ยวกับใจตนมาจนพ่ายแพ้แล้ว  (หรืออย่างไร?)

                “บ้าบ้าน่ะซิ”  แดเรียลคำรามจนสิ้นกังวานแล้ว  พลันเปลี่ยนเป็นสะอื้น  “ทั้งบ้าทั้งโง่แล้วยังอวดดี”

                แลร์รี่หันมองข้าพเจ้านิ่งเฉย  ขณะที่แดเนียลทรุดลงขดตัวเองบนเก้าอี้  ตัวสั่นเทิ้ม  เขาพยายามดื่มไวน์ส่วนที่เหลือจนหมดแล้วโยนแก้วลงบนพื้นพรมปูห้อง  หลับตาแน่วอย่างไม่อยากเห็นภาพแห่งความสยดสยอง

                “ผีห่...ตัวไหนมันดลใจแก!

                เขายังถอนสะอื้นอยู่อย่างนั้น

                “ถึงว่าละซี  กันเกลียดตัวเองเหมือนกัน”  แลร์รี่หันยิ้มเศร้าๆ  กับข้าพเจ้า

                แดเนียลชันตัวลุกนั่ง  น้ำตาไหลพรากบนใบหน้าด้วยความปริเวทนาสุดจะอดกลั้น  แล้วเขาพูด

                “หมดพืชหมดพันธุ์คนกันแล้วละ  ทีนี้แกก็จะเป็นเพียงเครื่องจักรชิ้นเดียวของกามารมณ์เท่านั้น  แล้วมันก็จะผุพังเสียก่อนแกจะทันได้คิดอยากได้ความเป็นคนกลับคืนมา”

                แลร์รี่ยักไหล่  แล้วเดินออกไปสนองความอยากใหม่ที่เพิ่งนึกอยาก

                ข้าพเจ้าดูแดเนียลร้องไห้ไม่พยายามปลอบโยน

                ความอับอายหรือความเย่อหยิ่ง  ที่มีอยู่ในนวนิยายหรือในคำสอนอะไรก็ตามที่ยึดถือกันมานานนับศตวรรษ  ทำให้ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น  แล้วผู้ชายก็วิปริตไปต่างๆ  สารพันเพราะกลั้นน้ำตาไว้  ผู้ชายบางคนร้ายกาจกว่าสัตว์ที่ว่าดุร้าย  เพราะฝืนใจตนไม่ร้องไห้ และผู้ชายหลายคนเป็นนักทำลายอย่างเหี้ยมโหดก็เพราะไม่มีน้ำตาไว้สำหรับเสียใจ  ดีแล้วที่แดเนียลรู้จักร้องไห้

 

(3 พฤศจิกายน)   ลมค่อนข้างแรงและอากาศเย็นกราดเกรี้ยว  แลร์รี่ไม่มีเสื้อโค้ท  แต่เขาก็ไม่ใช่คนเกียจคร้านประเภทที่ยึดถือเอาความยากจนมาปรักปรำว่าพวกคนมั่งมีแย่งความอบอุ่นไปจากชีวิตเขา  เช่นเดียวกับแลร์รี่ไม่ประนามตัวเองที่เอาเสื้อโค้ทเข้าโรงจำนำเมื่อเดือนก่อนพอได้เงินมื้อสีกับแคนวัส  และยังเหลือพอหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ  เลี้ยงเพื่อนได้หลายเมา

                วันนี้เกือบไม่มี  เดินไปเรื่อยๆ  ตามตีนดีกว่าอย่างอื่น  ช่วยไม่ให้หนาวได้บ้าง

                แต่อย่าเดินเร็วรีบจนเกินกำลังนักเพราะจะทำให้เหนื่อยและหิวเร็วกว่าธรรมดา

                แลร์รี่รู้ว่าควรเดินในอัตราอย่างไร  เดินจนพอความต้องการอยากเดินแล้วก็กลับที่นอน  ควรจะเรียกว่าที่นอน  เพราะมันฟังบังอาจเหลือเกินถ้าจะเรียกว่าบ้าน

                อ่อนเปลี้ยเพลียกายและใจ

                แลร์รี่ทรุดลงนั่งทอดถอนพลางครุ่นคิดถึงผู้หญิงที่เคยรู้จักมักคุ้นมาบ้าง  เวลานี้คิดถึงแต่ผู้หญิงเท่านั้นเพราะอยากแต่งงาน  และจนเดี๋ยวนี้แลร์รี่  ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงอยากแต่งงานขึ้นมา  มันเป็นความเปลี่ยวที่เขาไม่รู้จักเข้ามาจับต้องจนหนาวสะท้าน

                แลร์รี่รู้สึกกลัวใจตนเหลือเกิน

                ที่บัดซบอย่างยิ่งแลร์รี่  ยังไม่รู้ว่าจะแต่งงานกับใคร?

                ความรู้สึกนี้มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน  แลร์รี่นั่งนึกอยู่นานถึงสามชั่วโมงก็จึงยังนึกไม่ออก

                เขาจะแต่งงานกับใครหรือใครจะแต่งงานกับเขา?

                พิษไวน์ที่ดื่มรองพื้นไว้ค่อยจางแล้ว  ความหนาวก็ตรูเข้าทั้งนอกและในกาย

                แลร์รี่โกรธและคลั่งแค้น  แล้วค่อยผ่อนใจตนตั้งคำถามใหม่ว่าอยากได้ผู้หญิงชนิดไหนแต่งงานด้วย?

                ถามและตอบอยู่อีกสองชั่วโมงจากนั้น  หล่อนจะต้องสวย  -  สวยให้เป็นที่พึงอารมณ์ก่อน

                แลร์รี่รู้เหมือนผู้ชายหลายคนรู้ว่าผู้หญิงสวยกับเมียดีมักจะไม่ใช่คนเดียวกัน  แต่เป็นความรู้ที่เขาไม่เชื่อถือนัก  และยืนยันว่าในการจะหมดสิ้นความเป็นผู้เป็นคนครั้งนี้  ตามคำปรามของเพื่อน  เขาจะต่งงานกับผู้หญิงสวยและหล่อนจะต้องฉลาดด้วย

                แลร์รี่บอกตัวเองว่าเขาทนไม่ได้ทีเดียว  ถ้าจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่รู้จักดนตรีและไม่อ่านหนังสือ  ผู้หญิงที่ไม่รู้จักภาพเขียนและไม่เคยจะแหงนหน้าชมแสงดาวในเวลากลางคืน  ผู้หญิงที่มักถี่ถ้วนกับคนขายเนื้อในตลาดกับผู้หญิงที่มักเสียเปรียบคนอื่น

                แต่รู้จักจะถกเถียงกันในเชิงปรัชญาของชีวิต

                เขายินดีจะแต่งงานกับคนหลังที่ว่านี้

                หล่อนจะต้องเข้าถึงศิลปะของการสังวาส  ฝักใฝ่ในการดื่มกินและเที่ยวสำมะเลไปด้วยกันได้ตามอารมณ์ปรารถนา

                และ  -  และหล่อนจะต้องมีแววกระหายใครรู้อยู่ในดวงตา  กลัวบาปแต่กล้าลองทำ

                แลร์รี่อยากแต่งงานกับผู้หญิงอย่างนั้น

                คุณสมบัติอีกสองอย่างที่ต้องการ  หล่อนจะต้องรู้จักอับอายในความเห่อเหิมอันไม่มีขอบเขต

                แต่หล่อนจะไม่ขวยเขินเมื่อยืนเปลือยร่างให้เขาเขียนรูป  แล้วเพื่อนจิตรกรของเขาเข้ามายืนถกเถียงกันถึงงานบนผ้าใบของเขาระหว่างนั้น

                การจัดท่าทางและอะไรในหล่อนที่จะเห็นงามเป็นหน้าที่ของเขา

                หล่อนจะต้องไม่เหมือนผู้หญิงอื่นหลายคนที่เฝ้าสาระแนจะยักย้ายท่าโน้นท่านี้เอาตามสายตาและความคิดอันโง่เขลา

                พิษไวน์เหือดจนเกือบหมดแล้ว

                แลร์รี่หนาวสะท้าน

                ห้องเช่าของเขาค่อนข้างแคบแต่โปร่งโล่ง  มีรูเลี้ยวของความชราแตกปริอยู่หลายแห่ง  อากาศข้างนอกจึงชำแรกเข้ามาได้  ความอบอุ่นที่เกือบไม่มีอยู่เลยจึงถูกขับไล่กระเจิงเหลือแต่ความเย็นและความเศร้า          

            ในห้องที่มีความจนเป็นเจ้าของนี้  ฮีทเตอร์แบบใช้พัดลมเป่าขดลวดที่ขโมยมาจาก  -  ไม่ใช่  -  ที่พวกเสเพลตามข้างถนนฉกมาจากร้านค้าของเก่า  แล้วเขาซื้อต่อมาอีกทีในราคาร้อนเงินถูกแสนถูก  มันไม่ทำงานตั้งแต่คืนที่ซื้อนั่นแล้วละ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

รงค์  วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

หล่อนมีคุณค่าเกินกว่า

ผู้ชายคนเดียวจะยึดฉวย

เอาไว้  หล่อนเป็นสมบัติ

อันควรแก่การคารวะที่ไม่มี

เจ้าของ  แม้ว่าเขายินดี

ในกายของหล่อย

และติดในรสนั้น

 

2.        พอลลีไม่ขายแม้แต่น้ำลายและเส้นขน

 

 

(3 พฤศจิกายน  บ่าย)  ให้ร่านใจจนนั่งไม่ติดที่  แลร์รี่เดินออกจากห้องเช่าบ่ายหน้าไปที่ร้านกาแฟของโจ  สองสามช่วงตึกไม่ไกลกัน  เหลือเงินปลีกติดกระเป๋าพอขึ้นเอ๊สเปร๊สโส้ได้สักถ้วย  แล้วทีนี้จะนั่งอาศัยไออุ่นตลอดจนถึงเย็นโจก็ไม่รังเกียจ

                แลร์รี่นึกว่าพอลลีควรจะอยู่ที่นั่น  และหล่อนก็อยู่เหมือนเคย

                พอลลีคนสวยของศิลปินผู้ยึดถือในเครา

                เรือนกายของหล่อนหนาแต่อ่อนช้อย  ในตาสีเข้มและฟันสะอาด  อกเอวและสะโพกของหล่อนรับกันอย่างหาที่จะตำหนิไม่พบ  หน้าท้องเนินกลมเกลาไม่ถึงกับเรียบเป็นแผ่นเหมือนผู้หญิงที่เดินทนทุกข์ทรมานอยู่ในงานแสดงแบบเสื้อ  และส่วนที่ย้อยยื่นออกมาแต่พองามนี้มีคุณค่าทางความรู้สึกอย่างยิ่ง

                เน้นถึงตัณหาและความดิ้นรนและความมีชีวิต

                พอลลีเป็นแบบให้ศิลปินทุกคนที่หล่อนพึงใจ

                หล่อนไม่เคยเรียกร้องเงินค่าจ้างแม้หล่อนจะเย่อหยิ่งในความงามเหมือนผู้หญิงทุกคน  และแม้หล่อนจะงามกว่าอีกหลายคน

                พอลลีดูหมิ่นผู้หญิงที่พยายามจะขายทุกอย่างแม้แต่ขนสักเส้นเดียวหรือน้ำลายในปาก

                เราจึงเห็นพ้องกันว่าน้ำใจพอลลีงามอยู่ทีเดียว  หล่อนเป็นเครื่องประดับมีราคาอยู่ในความยากแค้น  ควรแก่การทะนุถนอม  เมื่อใครขายรูปได้จึงเจือจานมาถึงพอลลีเสมอ ไม่มีใครลืมพอลลีได้

                หล่อนทำงานนอกเวลาที่ร้านกาแฟของโจ

                เงินจำนวนไม่มากมายนี้อีกเหมือนกันช่วยสร้างเลือดเนื้อและเป็นค่าเช่าห้อง

                แลร์รี่ทรุดยวบลงนั่งเคียงหล่อน

                “พอลลี่”  เขาเรียกขานแผ่วโผย  “ผมจะแต่งงาน”

                “พูดเป็นเล่นไปน่ะ”  หลอ่นยิ้มอ่อนโยน  แล้วค่อยตระหนักในสีหน้าและกังวานผิดหูที่เคยได้ยิน  หล่อนเลิกคิ้วพิศวง  “จริงหรือ  แลร์รี่”

                “จริงซิ”  เขาเน้นถ้อยคำเข้มแข็ง

                “แปลกนะ นึกอะไรขึ้นมาถึงอยากจะแต่งงาน”

                “มันเปลี่ยว” เขาตอบ  “เข้าใจคำว่าเปลี่ยวไหม  พอลลี  เปลี่วจนบอกไม่ถูก  อยู่ๆ  มันก็เปลี่ยวขึ้นมาจนไม่อยากเป็นผู้เป็นคน”

                หล่อนมองไตร่ตรอง

                เวทนาและสงสารระคนกัน

                บิดเปลือกปากล่างลงนิดเหมือนทุกครั้ง  หล่อนที่ยินดีหรือยินร้ายในอารมณ์

                “หนักหนาถึงอย่างนั้นเชียวหรือ”  หล่อนถามอ่อนเครือ

                “ผมรู้ว่าอยากแต่งงานเท่านั้น”  แลร์รี่ว่า  “แดเนียลเขาถึงตวาดให้ผมลงนรก  ใครๆ หาว่าผมเป็นบ้า”

                “ฉันไม่ยักคิด”  หล่อนมองพินิจบนใบหน้าหมองคล้ำ  มองล้ำลึกถึงในตาและกระแสใจที่ปะทุแรงกล้าอยู่ในนั้น  หล่อนกล้ำกลืนน้ำลายแล้วว่า  “ฉันไม่รู้จักคุณดีนักหรอกนะ  แต่บางทีจะรู้จักใจคนบ้าง  คุณฟั่นเฝือไปชั่วประเดี๋ยวประด๋าวต่างหาก คุณกลัวอะไรสักอย่างที่คุณไม่รู้จัก  คุณอยากวิ่งหนีมันให้พ้น  อาการเจ็บป่วยพรรค์นี้ผู้หญิงก็เป็น  ฉันเคยเป็นบ่อยๆ เหมือนกัน  เวลาที่ฉันเหนื่อย  ฉันหิว  ฉันไม่มีเงินเลย  และฉันรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวอยู่ในโลก  มันอาจจะคลั่งใจตายแต่ก็ไม่เคยตายสักที...

                เข้าใจที่ฉันพูดไหม...  ไม่เคยตายสักที  แต่มันก็บอบเอาการอยู่หรอก  ฉันรู้และคุณก็ต้องรู้ว่าเราขับไล่ไสส่งมันยังไง”

                “มันเบื่อเบื่อจนไม่อยากเห็นหน้าตัวเองในกระจก”

                ถ้อยคารมเขาระส่ำ

                “น่าสงสารแลร์รี่”  หล่อนยิ้มอ่อนโยนอย่างผู้หญิงและอย่างมารดาเกื้อกูลบุตร  พอลลีเชื่อความคิดของหล่อนแน่นแฟ้นขณะพูด  “หักห้ามใจไม่ได้แล้วเชียวหรือ?  ทำไมไม่ไปที่ห้องฉันด้วยกัน  มีไวน์เหลืออยู่ตั้งครึ่งค่อน  หรือคุณอยากจะอยู่นานๆ สักสองซ้ำก็ได้นะ...รีดตัณหาทิ้งเสียบ้าง”

                “ไม่ใช่... ไม่ใช่”

                เขาสั่นหน้า

                ในตาที่ไม่อาจซ่อนความว้าเหว่บ่งแววสำนึกในอัธยาศัยของหล่อนแทนคำพูด

                “ฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้วละ...  ยังงั้น”

                หล่อนพลอยรันทด

                “คนเดียวจะช่วยได้คือผู้หญิงที่จะแต่งงานกับผม”

                เขาบอกด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

                “คงไม่ใช่ฉันหรอกน่ะ”  พอลลีถอนอิริยาบถจากเศร้าสร้อยเป็นหยอกเอินในที  หล่อนรู้จักจะเล่นกับอารมณ์เหมือนกัน  และหล่อนใคร่ประโลมใจให้เขาคลายทุกข์บ้างเท่าที่หล่อนจะหยิบยื่นให้ได้  เสียงหล่อนแข็ง  แต่ริมฝีปากและในตาแย้มยิ้ม  เพราะถ้าคุณขอแต่งงานด้วย  ฉันจะปฏิเสธแน่นอน”

                “เปล่า...ไม่ใช่”

                แลร์รี่หมายความตามที่พูด

                กามวิตกของเขาหาได้เนื่องมาจากหล่อนแม้สักนิด  เขาเคยยินดีในกายของหล่อนและยังติดในรสนั้นอยู่มากเพียงไร  เช่นเดียวกัน  เขาบูชาน้ำใจอันงามของล่อนเป็นทวีคูณด้วย  พอลลีจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากพอลลีที่หล่อนกำลังเป็นอยู่  หล่อนมีคุณค่าเกินกว่าผู้ชายคนเดียวจะยึดฉวยเอาไว้

                หล่อนเป็นสมบัติอันควรแก่การคารวะที่ไม่มีเจ้าของ  แม้แต่ตัวหล่อน

                ใครก็ตามจะเห็นแก่ตัวและอยุติธรรมเท่ากับเป็นการทรยศต่ออุดมคติแห่งศิลปะอย่างยิ่งถ้าจะขอให้หล่อนแต่งงานด้วย

                แลร์รี่ไม่เคยคิดมาก่อน  และไม่เชื่อด้วยว่าพอลลีจะเป็นของผู้ชายคนเดียวได้

                “ให้ฉันรู้ได้ไหม  คุณจะแต่งงานกับใคร?”

                หล่อนถามด้วยน้ำเสียงเรื่อยเรียบ  หยิบบุหรี่รสฝรั่งเศสซองสีน้ำเงินออกจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อนคาดเอว

                หล่อนสูบบุหรี่ฉุนจัดได้เหมือนผู้ชายแต่ไม่สูบถี่นัก

                พอลลี่หนีบด้วยปลายนิ้วของหล่อนไว้มวน  แล้วพยักเพยิดให้เขา

                “ยังไม่รู้เลย”  แลร์รี่ตอบ       

“ฉันอยากหัวเราะจัง  แต่อย่าเพิ่งเลย”  หล่อนเม้มริมฝีปาก  “ไม่ได้กลัวคุณโกรธหรอกนะ  แลร์รี่  แต่คุณอยู่ในอารมณ์เศร้าเสียจนฉันพลอยใจแห้งไปด้วยอีกคน”

“หัวเราะซิ  พอลลี่”  เขาหนีบบุหรี่ไว้หว่างนิ้วมือยังไม่จุดไฟ  “ผมยังอยากหัวเราะเพราะเรื่องมันน่าหัวเราะ”

                “แต่หน้าคุณนั่นน่ะ”  หล่อนหัวเราะครึ่งๆ เสียงแล้วว่า  “คนตายบางคนยังดูเป็นสุขกว่าเสียอีกรู้ไหม  ฉันสงสารคุณจริงๆ นะแลร์รี่  คุณจะแต่งงานแต่ยังไม่รู้จะแต่งงานกับใคร”

                “ถึงว่าละ...”

                “แล้วจะทำยังไง”

                “ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”

                แลร์รี่สารภาพเสียงแผ่วโผยเหมือนประโยคแรกที่พูดกับหล่อน

                แล้วต่อบุหรี่จากปลายที่จุดแล้วบนมวนของหล่อนจนเถ้าเยินเกือบหลุดจากก้น

                โจ  ถือถ้วยเอ๊สเปร๊สโส้เดินมา

                ถึงไม่ร้องสั่งโจก็เตรียมทำไว้และคะเนเวลาได้ว่าควรจะเอามาให้แล้ว

                กำพืดของชายกลางคนผู้นี้เป็นอิแทเลียน  เขาน่าจะชื่อ  จิโอวันนีหรืออะไรที่ฟังเดียมหูพรรค์นั้น

                แต่มีคนอิแทเลียนชื่อจิโอวันนีมากเหลือเกินในเมืองนี้  เป็นคนขายเบียร์ขายพิซซ่าและเป็นนักดนตรี

                เขาจึงเรียกตัวเองว่าโจไม่ให้เหมือนคนอื่น

                “แฮล์ฟอะบั๊ค”

                โจวางถ้วยแล้วว่า

                เขาพูดเหมือนกันอย่างนี้ทุกครั้งที่ขายกาแฟได้อีกถ้วย  รัวลิ้นเหมือนตวัดให้มันเป็นก้อนแล้วถ่มลงพื้น

                แลร์รี่ควานได้เงินครึ่งเหรียญโยนให้บนโต๊ะ

                เหรียญสุดท้าย

                กับดูเหมือนจะมีเงินปลีกอีกสามสี่อัน

                “ได้ยินว่าจะแต่งงานไม่ใช่รึ?”

                พร้อมกับฉกเหรียญยัดใส่กระเป๋ากางเกงโจถาม

                “ก็ว่างั้น”

                “พิกลบ้าระห่ำอะไรขึ้นมาหือม์  แลร์รี่”

                “อย่ายุ่งกับกันน่ะ”

                แลร์รี่อยากจะใช้ถ้อยคำแรงกว่านั้นหากสะกดกลั้นไว้  เพียงแค่ช้อนตามองขุ่นเคือง

                โจมองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน  มองอย่างมองคนไม่รู้จัก  แล้วก็ทยอยหัวเราะออกมาเป็นคลื่น  หัวเราะพลางสั่นหน้า

                “ก็ไม่อยากยุ่งหรอก  แต่มันขันนี่หว่า  ไม่ได้ยินอะไรขันๆ พรรค์นี้มานานแล้ว”

                แลร์รี่ผุดลุกยืน  ในตาปวดร้าวมองพอลลี  หันมองโจ  แล้วเดินหนีออกจากที่นั่น

                เดินแช่งชักอากาศเย็นไปอย่างไม่มีจุดหมาย  งุ่นง่านพล่านอารมณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

 

3.       ลีซานน์หลงใหลความจนและราคะ

 

รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

 

 

(3 พฤศจิกายน  เย็นและกลางคืน)  เวลาเย็นกำลังโรยจวนค่ำ  แลร์รี่สุดคิดสุดแค้นแล้วพาลเกลียดโกรธตัวเองจนถอนสะอื้น อยากกลับห้องเช่าเขียนรูปที่ค้างไว้บนขาหยั่งให้เสร็จ  แต่มันเป็นความอยากที่สองเสียแล้ว  อีกใจอยากกลับไปหาพอลลี่  กินไวน์กับหล่อนและเล่นรักกับหล่อน

                แลร์รี่ไม่เชื่ออีกว่าเท่านั้นจะบำบัดอาการป่วยที่กำลังระงมอยู่ได้  เขาอาจจะเป็นบ้าแน่แล้ว  อย่างแดเนียลหรือโจหรือทุกคนคิด  เพราะเขากำลังเดินหาผู้หญิงสำหรับจะแต่งงานด้วย  จะต้องหาให้ได้  -  จะต้องหาให้ได้  -  เขาสบถดาลเดือดหนาวและหิว

                แลร์รี่ซวนกายพิงผนังตึกหลายหนกว่าจะพบผู้หญิงคนนั้นเดินออกมาจากร้านขายหนังสือเก่าซอกถนน

                หล่อนเดินเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน  มือข้างหนึ่งยังถือหนังสือเริงรมย์  สอดนิ้วคั่นที่อ่านค้างไว้  แล้วหลอ่นหยุดยืนเหม่อลอยเหมือนไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง  มองผาดๆ ตามผุ้คน  ถนน  และยวดยาน

                สีสันของเวลาเย็นกำลังโรยจวนค่ำขับผิวหน้าหล่อนปลั่ง  ปลั่งอย่างแสงพระจันทร์มีเมฆบดบัง  ส่วนสูงกำลังพอดี  แลร์รี่คิดว่าพอดีทีเดียว  กระดูกทุกชิ้นที่เห็นบนใบหน้าได้สัดส่วนอย่างที่จิตรกรทุกคนจะไม่มองเมิน

                แลร์รี่มองเห็น ความงามลอดเข้าถึงใต้ผิวหนัง  ด้วยความเคยชินแล้วจึงมองหล่อนอย่างผู้ชายมอง

                ยากเห็นให้ถี่ถ้วนกว่านั้น  เขาเดินฉาดหน้าหล่อน  จนได้กลิ่นเนื้อ

                “เฮลโล”

                เขาทักทาย

                หล่อนสะดุ้นอย่างถูกปลุกจากยืนเคลิบเคลิ้ม  ในตาวาวตระหนก  เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ใช่

                แลร์รี่สอดแขนคล้องกับหล่อน

                “ไปให้พ้น”

                หล่อนตวาดและสะบัดจนหลุด

                “อยากพูดด้วยน่ะ”  แลร์รี่พยายามยิ้มกับหล่อนเต็มความรู้สึก

                “จะไปละ...ฉันไม่รู้จักคุณ”

                หล่อนขยับเดิน

                แลร์รี่ถลันขวาง  เขาเพิ่งจับสำเนียงได้ว่าพื้นเพหล่อนไม่ใช่คนเมืองนี้  ต้องมาจากที่อื่นแน่นอน  หรืออาจจะเป็นนักท่องเที่ยว

                แซน แฟรนซิสโก  เป็นเมืองสำหรับคนอเมริกันมาเที่ยวด้วย  เพราะความที่แปลกกว่าเมืองอื่น

                แลร์รี่สำเหนียกต่อไปถึงแววตาตื่นตระหนกของหล่อน  ท่าทางสะเทิ้นประหม่าเมื่อถูกคนไม่รู้จักทักทาย  และอีกอย่างที่หล่อนหยุดยืน  แซน แฟรนซิสโก  ไม่เคยหยุดยืนดูอะไรนานกว่าสองวินาที  ทุกคนเดินและดูได้พร้อมๆ กันจนเป็นนิสัย  เชื่อได้แน่แล้วหล่อนไม่ใช่คนที่นี่

                และหล่อนจะเป็นใครมาจากไหนไม่น่าพะวง

                แลร์รี่วิตกอย่างเดียวเท่านั้นที่ริมฝีปากหล่อนระริกสั่นเหมือนจะร้องตะโกนเรียกตำรวจ

                คะเนใจได้อีกว่าหล่อนจะร้องขอความช่วยเหลือทันทีถ้าเขาขยับเขยื้อนอีกเพียงนิดเดียว  แลรืรี่ค่อยกระถดมืออยู่ที่หมายจะแตะต้นแขนหล่อนกลับมาซุกกับขอบกางเกง  มองหล่อนด้วยสายตาวิงวอน

                “ผมจะโกนเคราทิ้งถ้าคุณไม่ชอบ”  ยิ้มประณีตพลางระล่ำระลัก  “สาบานให้ก็ได้...อยากคุยด้วย”

                หล่อนเมินกลับ

                ถ้อยทีเหมือนจะยิ้มเมื่อแรกค่อยเปลี่ยนเป็นยิ้ม

                “จะมายืนคุยกันตามข้างถนนได้หรือ...หนาว”

                หล่อนทอดน้ำเสียงยะเยือกตามความที่หมายนั้น

                “งั้น...”  แลร์รี่ยิ้มปนสะดุ้ง   มือไถลเลื่อนลงในกระเป๋ากางเกงอย่างไม่รู้สึก  ดูเหมือนจะเป็นสัญชาตญาณธรรมดาของผู้ชายที่เหลือเหรียญละสิบอยู่สองอัน  เหรียญห้าอีกอัน  กับเพ็นนีอีกสี่อัน  หมายจะออมไว้จนถึงวาระที่หิวจนประคองกายไม่ไหว  เขาบอกหล่อน  “เราไปกินกาแฟกันที่นั่น”

                ดูทีหล่อนจะรับคำชวนอยู่เป็นนัย

                แลร์รี่พาหล่อนเดินไปครึ่งช่วงตึกแล้วแวะเข้าใน ดรัก สตอร์  สั่งกาแฟพื้นๆ อย่างที่ต้มไว้แล้วสองถ้วย

                ทำไมคุณจึงอยากจะคุยกับฉัน”

                หล่อนถาม

                ท่วงทีกลายกลับประหวาดหวั่นเหมือนเมื่อแรกอีก

                แลร์รี่ทำวุ่นกับหูถ้วยกาแฟจนไม่ได้ยินที่หล่อนถาม  เว้นวรรคพอเหมาะแล้วกลับบรรจงแต่งเสียงนุ่มนวลถามหล่อน

                “คุณมาจากไหนน่ะ?”

                “อยากรู้ด้วยหรือ”

                เขาพยักหน้าผาดเผินประสานตาหล่อน

                หล่อนจึงบอกแห่งหนที่หล่อนมา

                หล่อนมาจากเมืองชนบทไกลแสนไกลที่แลร์รี่คิดว่าเขาไม่เคยได้ยิน  และหรือไม่คิดว่าจะมี

                สำเนียงและวี่แววในดวงตาดังจะบอกว่าถิ่นฐานของหล่อนนั้นคงจะเงียบเชียบจนถึงกับว่ากระซิบกันคนละบ้านได้ยิน  คงจะเป็นแวดวงอันแสนจะคับแคบจนถึงว่าถ้าม้าที่บ้านหล่อนออกลูก  คนทั้งหมู่บ้านจะรู้ในเวลาอันรวดเร็ว

                กิริยาที่ไม่ปรุงแต่งจริตบอกต่อไปว่าหล่อนคงมักคุ้นกับชีวิตเรื่อยเปื่อย

                ความสุขของผู้คนที่นั่นอยู่ด้วยการถือสันโดษ ไม่วุ่นวายจนล้นกรอบแห่งความพอดี

                ความทุกข์ถ้าบังเอิญจะมีก็คงนำไประบายกับคนขายเหล้า  ซึ่งน่าจะมีอยู่ร้านเดียว  หรือไปคุยกับสมภารเจ้าวัดอารมณ์เย็นๆ  ซึ่งก็น่าจะมีสักองค์เดียวเท่านั้น

                แพรพรรณที่หล่อนสวมใส่และจินตนาการพาแลร์รี่เพริดไปถึงเพียงนี้

                เขาเชื่ออีกว่าที่หล่อนจากมาจะยังเป็นเมืองที่ไร้เดียงสาจนกระทั่งถ้าเด็กอยากรู้ว่าออกมาจากทางไหน  พ่อแม่จะอึกอักไม่มีอุบายจะตอบให้เข้าใจได้

                และผิวคล้ำของหล่อน  ที่นั่นคงแดดกระจ่างและลมแรงกร้าว

                “ที่นั่นคงสบายดี”

                เขาพูดเรื่อยเฉื่อยมากกว่าจงใจถาม

                “ไม่รู้นี่คะ”

                หล่อนไม่หมายจะตอบเหมือนกัน 

                “มาเที่ยว ฉวฯ  แฟรนซิสโก  หรือ?”

                “มาเที่ยว”

                “ท่าจะหนแรก”

                “ค่ะ...หนแรก”

                “ชอบที่นี่ไหม?”

                หล่อนหัวเราะออมเสียงพอได้ยิน

                “คงนึกละซีว่าฉันคงพูดเหมือนที่ใครๆ ก็พูดกัน  แซน  แฟรนซิสโก  ดีสำหรับมาเที่ยวแค่ไม่ใช่เมืองสำหรับจะมาอยู่  เป็นเมืองรีบร้อนเกินไปจนไม่มีเวลาจะหายใจ  หรืออะไรคล้ายๆ กันนั้น”

                แลร์รี่พลอยหัวเราะด้วยและสั่นหน้า  นึกอยู่เหมือนกันว่าหล่อนคงจะพูดอะไรพื้นๆ อย่างนักท่องเที่ยวชอบพูดกัน  เขายอมรับว่าพลาดที่ทึกทักเอาโดยผิวเผินกับหล่อนแล้วจึงพูด

                “ไม่หรอก...ผมไม่เคเข้าใจอะไรเอาเองเฉื่อยไปยังงั้น”

                “คุณคงเป็นนักเขียนหรือกวี?”

                หล่อนถาม

                ใบหน้าราบเรียบไม่ยิ้ม

                “ผมเขียนรูป  ท่าทางคุณคงรำคาญหนวดเคราของผมละซี”

                หล่อนยิ้ม

                “เปล่า...ฉันชอบ”

                แลร์รี่คิดว่าหล่อนยิ้มน่ารักมากทีเดียว  ถ้าหล่อนยิ้มช่วยให้รู้สึกว่าเป้นกันเองและสะดวกปากจะพูดคุยด้วย  แต่หล่อนมักวางหน้าเฉยเสียละมากกว่า

                ความสงสัยเผยให้เห็นในแววตาที่หล่อนเมียงเมิน

                แลร์รี่พะวงใจเท่ากับถือเป็นหน้าที่จะต้องรีบอธิบายให้หล่อนรู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายชนิดเดินเก็บตกผู้หญิงตามข้างถนนเพื่อกามประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคืนตามที่เขาคิดว่ากำลังเข้าใจ

                แต่เขามีเจตนาวิไลกว่านั้น

                “อยากคุยด้วยจริงๆ นะ”

                เขายังจำนนถ้อยตำ

                “ก็คุยซิ...ฉันกำลังฟัง”

                หล่อนยิ้มอีกนิด

                “ผมรู้สึกเปลี่ยวจนบอกไม่ถูก”

                แลร์รี่ว่า

                แล้วชงักให้นึกฉุนโกรธตัวเองที่กลับเป็นฝ่ายเผยช่องว่างให้ความประหม่าเข้ามาแทนที่ความกล้า  น่าจะเริ่มต้นได้เหมาะเจาะกว่านี้หรือใกล้เคียงเป้าหมายกว่านี้  แต่ไม่ใช่รุนแรงถึงจะเอ่ยปากขอแต่งงานกับหลอนในทันที  เป็นไปไม่ได้แน่นอนไม่ว่าหล่อนจะมาจากเมืองไกลแสนไกล  หรือหล่อนกรากกร้านกับชีวิตแล้วเพียงใด

                นาทีที่ผ่านมายังสั้นมากนักที่หล่อนจะได้ยินคำสารภาพเช่นนั้นได้

                แม้จะด้วยน้ำใสใจจริงก็ตาม

                เป็นหนแรกที่แลร์รี่รู้สึกว่าเคราและผมเผ้ารุงรังชวนให้รู้สึกผิดที่ผิดทาง  แลร์รี่พยายามวกวนอยู่นานหลายนานจนคนขายกาแฟผู้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์  ตวัดหางตา  มองหมิ่น  แต่ช่วยอะไรไม่ได้  เงินสี่เพ็นนีสั่งอะไรมากินอีกไม่ได้ใน แซน แฟรนซิสโก  และแลร์รี่เหลืออยู่เท่านั้น

                เขาพยายามพูดกับล่อนเพื่อจะลืมสายตาอันกวนความรู้สึก

                หล่อนฟัง

                แล้วจึงเป็นฝ่ายพูดบ้าง

                หล่อนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์จากชนบทที่จากมา  หล่อนใฝ่ฝันถึง แซน แฟรนซิสโกนานเท่าชีวิตของหล่อนรู้จักฝัน  แต่พ่อผู้ถือธรรมเนียมจัดคอยขัดขวางเสมอ

                หล่อนทุกข์ทนอยู่กับการรอคอยจนบรรลุนิติภาวะ  ถึงเวลาที่หล่อนจะจัดแจงชีวิตอันเป็นส่วนตนได้ตามลำพังแล้ว  หล่อนจึงเดินทางมาที่นี่โดยไม่ฟังคำทัดทานของใครอีก

                หล่อนมีเงินส่วนที่เก็บออมไว้และที่ทำมาหาได้จากงานล่วงเวลาในสวนผลไม้  พอเพียงที่จะให้การเดินทางเป็นความจริง

                และหล่อนก็ไม่ผิดหวัง  แซน แฟรนซิสโกเลย

                หล่อนรู้สึกว่าชอบลักษณะของเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง  เคลื่อนไหวอยู่ตลอดกลางวันและกลางคืน

                ใบหน้าสันทัดจัดเจนของผู้คน  และความดิ้นรนที่ต่างไม่ซ่อนเร้นเหล่านั้นล้วนเป็นภาพที่หล่อนอยากเห็น

                หล่อนอยากมีส่วนอยู่ด้วยในกระแสชีวิตอันไหลเชี่ยวของเมืองนี้

                ดูทีว่าความขวยเขินของหล่อนได้ปลิดปลิวไปแล้ว

                แต่แลร์รี่หมกมุ่นกับความคิดของตนจนมองไม่เห็น

                ครั้นแล้วเขาพูดเรื่องส่วนตนให้เขาฟังบ้าง

                เขาจบการศึกษาจากซิตี้ คอลเลจ  แล้วไปสงครามเกาหลี  ที่นั่นเขาฆ่าคนที่ไม่รู้จักเสียหลายคน  กังวานของเขาวังเวงราวกับเพลงที่ร้องกันตามโบสถ์

                การทำลายล้างชีวิตเพื่อนมนุษย์เป็นบาปที่รบกวนความรู้สึกฝ่ายดีของเขาเสมอมา  เป็นแผลเรื้อรังของศีลธรรมและเป็นความทุกข์ทรมาน  ที่ไม่อาจปลดเปลื้องได้

                เขาเป็นเด็กกำพร้าถูกทอดทิ้ง  แม่หนีตามผู้ชายไปตั้งแต่เขายังไม่เดียงสา  และตั้งแต่นั้นพ่อก็เสียใจจนเลยขอบเขต  หมดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี  ประพฤติตนเป็นขวดที่ใส่เหล้าไม่เต็ม

                แลร์รี่ถึงน้ำตาไหล  จนไม่อาจพูดถึงโศกนาฏกรรมชีวิตของเขาอีกได้

                เขาเม้มริมฝีปากแน่นขึง

                อารมณ์สะทกสะเทือนจับต้องรุนแรงยิ่งขึ้น  เพราะทั้งหมดนั้นโกหก

                แลร์รี่โกหกได้แนบเนียนจนเขาเองเชื่อและหล่อนพลายเชื่อด้วย  ความจริงเขาไม่เคยเป็นทหาร  เขารู้จักสงครามจากภาพยนตร์และนวนิยายบางเล่มเท่านั้น  พ่อกับแม่เป็นคู่ผัวตัวเมียครองชีวิตกันราบรื่น  ความโทมนัสใจค่อนข้างมากสักอย่างเดียวในครอบครัวและเขาเป็นฝ่ายก่อขึ้นคือการปฏิเสธเด็ดขาดไม่ยอมดำเนินกิจการภัตตาคารสืบเนื่องจากบุพการีในฐานะเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล

                แลร์รี่ฝักใฝ่ในศิลป  จนเกินกว่าจะลดตัวลงเกลือกกลั้วกับงานพรรค์นั้นได้  พ่อโกรธมาก  แต่แล้วให้อภัยเสมอ  แม้เขาจะถือดีหลงใหลในความจนเพียงไร  แม่เฝ้าเป็นห่วงบ่วงใยคอยเจือจานเงินให้ตามควรแก่วาระ

                แลร์รี่รู้สึกตัวว่าผิดที่โกหก  เพียงแต่จะผูกใจผู้หญิงที่รู้จักกันไม่ถึงชั่วโมงเขาได้กระทำการอันบ้าบิ่น  ด้วยการป้ายความเลวร้ายให้กับสังคมอย่างไร้ความเป็นธรรม

สังคมที่มีแม่ผู้บริสุทธิ์กว่าความขาวของท้องฟ้า

หลั่งความปรานีแก่เขาอยู่

แลร์รี่จึงร้องไห้ด้วยความคิดหลังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

 

4.       แสงสว่างแห่งบาป

 

 

หล่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าถือเช็ดน้ำตา 

ลีซานน์ – ตามที่หล่อนบอกชื่อเมื่อครู่  ระหว่างอารมณ์พะวักพะวนได้กระจัดกระจายไปแล้ว  เหมือนรู้จักกันมานานปีหล่อนรันทดกับเขาด้วยอย่างช่วยไม่ได้  ลีซานน์เอื้อมมือกุมมือของเขาไว้อย่างปลอบโยน

                “ฉันหมดสงสัยใจแล้วทำไมคุณจึงเป็นศิลปิน”  หล่อนยังไม่คลายสะอื้น  “เป็นทางออกทางเดียวสำหรับชีวิตของคุณ  คนที่ผ่านความคับแค้นมานักหนาอย่างคุณ  ฉันสงสารคุณแลร์รี่”

                “อย่าสงสารดีกว่าลีซานน์”  เขาพยายามกล้ำกลืนความรู้สึกรุกรนในอกใจ  “ชีวิตเป็นอย่างนี้  ผมอาจเป็นคนเคราะห์ร้ายที่โชคดีก็ได้  ทั้งหมดที่ผ่านมานั้นเห็นจะต้องถือว่ามันเป็นสาระแห่งศิลปอยู่บ้างกระมัง  และเดี๋ยวนี้ผมก็มีงานเขียน...เอ้อ...ที่พยายามทำอยู่”

                “คุณคงหยิบความเจ็บปวดออกมาเขียนได้อย่างน่าอิจฉา”

                “พยายาม”  เขาช้อนตามองหล่อนโศกเศร้า  “ผมกำลังพยายามเท่านั้น บางครั้งมันแสนมขื่น  มันให้เปลี่ยวใจจนไม่อยากเป็นผู้เป็นคน  อยากจะพูดกับใครสักคนที่รู้จักหัวใจกัน  อย่างเช่นคืนนี้...”

                แลร์รี่ให้นึกกระหยิ่มที่ฉกฉวยโอกาสชักชวนให้หล่อนได้สำนึกในคุณค่าของการพบกัน

                ผู้หญิงมักมีความถือดีอย่างรุนแรงจะเป็นแม่ผู้อ่อนโยน  และหล่อนจะต้องเป็นเมียเสียก่อนไม่ใช่ละหรือ?

                นอกจากความเป็นหญิงของหล่อน  ลีซานน์คือคนธรรมดาที่มักเชื่ออยู่ถึงค่อนความคิดว่าศิลปินทุกคนจะต้องมีแผลเรื้อรังอยู่ในใจ  เท่ากับที่หล่อนจะลืมความจริงอย่างหนึ่ง  ว่าผู้คนต่างจะต้องขับเคี่ยวกับชีวิตแตกต่างกันตามวิถีแห่งกรรมของตน

                แวน  โกะจ์  ผู้ตัดใบหูตัวเองเพื่อกำนัลหญิงคนรัก  หรือจะเพื่อความวิกลอื่นใดก็ตาม  อูทริลโล  ผู้เมาความงามและเมาเหล้า  และใครอื่นอีก

                คุณความดีความชั่วแห่งศิลปินในอดีตได้เผื่อแผ่ความเวทนาสงสารต่อเนื่องมาจนถึงแลร์รี่  ผู้ซึ่งยังไม่มีใครรู้จักภาพเขียนของเขา

                “ฉันอยากเห็นรูปของคุณแล้วละ”  ลีซานน์บอก

                “ได้ซี”

                “คุณมีสติวดิโอหรือที่บ้านของคุณ?”

                “ไม่ใช่ทั้งสองที่คุณพูดนั่น”

                เขายั้งคำพูดไว้ด้วยความรู้สึกอีกอย่าง

                แล้วแลร์รี่พาหล่อนมายังห้องเช่า  รั้งหล่อนจากแสงไสวของเมืองมาสู่ความเย็นและเศร้า  ฮีทเตอร์วางตะแคงอยู่บนพื้น  ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ทำงาน  แลร์รี่ยังฝืนจับต้องสวิทช์บิดอยู่เป็นหลายหน  สั่นหน้าแล้วเงยขึ้นยิ้มกระดากกระเดื่อง

                “มันให้ขัดข้องไปเสียทั้งนั้น...”  เขาว่า

                หล่อนมองตอบ  ริมฝีปากระริก  แล้วรีซานน์สะอื้นไห้อีก

                “แค่นี้ก็สบายแล้วนี่คะ”

                แลร์รี่ก้าวหาหล่อนอย่างแช่มช้า  เอื้อมมือแนบสะเอวหล่อน  ในตาว้าเหว่ของสองเขาหหล่อนประสานกันนิ่งนานแล้วจึงพูดแผ่ว

                “ถึงไม่เรียกมันว่าบ้างไงล่ะ  อย่างเรียกว่าที่นอนก็รู้สึกตะครั่นตะครอเต็มทนแล้ว”

                “แต่คุณก็อยู่ที่นี่...”

                หล่อนพยายามหักห้ามความรันทดที่เห็นสภาพห้องหับ  และเบือนมองรูปบนผนังด้านประตูทางเข้า

                แลร์รี่เขียนรูปนั้นไว้นานหลายเดือนแล้ว  เคยนำออกแสดงตามระเบียงภาพเอกชนสองหนไม่มีใครสนใจเลย  รวมทั้งนักวิจารณ์ศิลปที่ยังไม่มีชื่อเสียงตามหนังสือพิมพ์  เขาจึงเอากลับมาแขวนไว้สำหรับนั่งถอนใจดูคนเดียว  เพื่อปรารมภ์ถึงวิถีอันยากแค้นแห่งตน

                เขาเรียกรูปนั้นว่า  เลือดเนื้อ  พอลลียืนเป็นแบบให้  แรกเขาเขียนเป็นรูปเปลือยด้านหน้าของหล่อนจากครึ่งต้นขาจนถึงหน้าผากยับย่นด้วยริ้วรอยของความทุกข์  พยายามเน้นอวัยวะแห่งการถือกำเนิดด้วยการป้ายสีหนักและตวัดเส้นหยาบรุนแรง

                ครั้นแล้วอารมณ์ก้าวร้าวได้ผกผันขึ้นในดวงความคิด  เขาจึงเติมรูปทารกกำลังหยิกทึ้งเต้านมมารดาไว้ในอ้อมแขนของหล่อน  แล้วเปลี่ยนความรู้สึกบนใบหน้าทั้งสองให้ตัดกันระหว่างความกร้านเกรียม  พยายามที่จะให้เห็นความโกรธแค้นคนละอย่างกันของมารดากับบุตร  ตลอดจนความหิวกระหายที่ไม่เหมือนกัน

                แลร์รี่อยากเรียกชื่อรูปนั้นใหม่ว่า  การจองเวร  แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องความหมายนัก

                นานวันเขาก็ลืมและหมกมุ่นกับงานเขียนรูปอื่น

                ลีซานน์มองถี่ถ้วนแล้วว่า

                “คุณทำความงามให้ดูน่ากลัวได้  ผู้หญิงที่เป็นแบบคงจะสวย”

                “คุณชอบไหม?”

                เขาไม่พะวงกับปรารภเชิงถามของหล่อน

                “ชอบค่ะ  ชอบมากเสียด้วย”

                “นี่เป็นหนแรกที่ผมได้ยิน”

                “จริงค่ะ  ไม่ใช่จะแกล้งพูด”  หล่อนมองรูปนั้นอีก  “ถ้าฉันขอซื้อคุณจะขายไหมนะ”

                “ขอบใจ  แต่ไม่ต้องหรอกลีซานน์”  เขารั้งหล่อนอ่อนละมุนสู่วงแขน  มือที่สัมผัสหล่อนสะท้าน  โอบเบียดกายหล่อนกระชับ  ความเย็นและความเศร้าแผ่ซ่านจนถึงหัวใจ  เขาและหล่อนร้องไห้  จูบกันทั้งน้ำตานองใบหน้า...มันไหลลงถึงริมฝีปากจนได้รสกร่อยเค็ม  ต่างถ่ายทอดอารมณ์เดียวกันอยู่ระส่ำ  นานราววันหยุดอยู่กับที่หล่อนได้ยินกระซิบ  “ทั้งหมดนี้เป็นของคุณแล้ว”

                แลร์รี่จูบหล่อนอีกแล้วกลับถอนริมฝีปาก

                อารมณ์วิวาทได้ปะทุขึ้นอีกครั้งก่อนจะทันยับยั้งไว้ได้  เขาขุ่นเคืองที่หล่อนชอบรูปเขียนนั้น

                เขาถามตัวเองว่าทำไมหล่อนถึงไม่หัวเราะเยาะเขาเหมือนคนอื่น

                และเขารู้สึกเจ็บแค้นมากทุกครั้งที่ได้ยิน

                หากเดี๋ยวนี้ความรู้สึกเขาเปลี่ยนไปแล้ว

                แลร์รี่กลับปรารถนาสิ่งที่เขาเคยทนไม่ได้  อยากให้หล่อนส่อเสียดความโง่เขลาของเขา

                แลร์รี่ได้ปลงใจแล้วว่าถ้าเขาจะแต่งงาน – จะประพฤติตนให้มันเสียผู้เสียคนแบบใครอื่นบนถนน  พอกันทีสำหรับชีวิตที่กราดเกรี้ยวทุกนาที  และพอกันทีสำหรับการวิ่งไล่ตามสิ่งที่ไม่รู้จัก

                เขาจะหั่นเคราทิ้ง  ล้างซอกเล็บให้สะอาด  แล้วจะยอมตนเป็นเพียงช่างเขียนธรรมดา  ผู้สวมสูทหรูระยับอยู่ตามสำนักงานพาณิชศิลปหมดเปลืองเวลาไปกับการเขียนรูปผู้หญิงผู้ชายตัวยาวๆ เพื่อขายเครื่องชั้นในหรือยาระงับกลิ่นตัวหรือเขียนอะไรก็ได้ตามคำสั่งที่พรมกลิ่นธนบัตรตามมาด้วย

                เขาใคร่จะเป็นแลร์รี่ผู้รีบร้อนออกจากบ้านไปทำงานแล้วรีบกลับมาทำหน้าที่  -  ที่เรียกว่าผัว

                เขาจะมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาพร้อมจะหัวเราะหัวใคร่  จะมีคำว่า  “เสอร์”  ติดริมฝีปากทุกครั้งที่พูดกับคนตำแหน่งเหนือกว่า  ตามที่จะวัดกันด้วยการมีโต๊ะทำงานใหญ่กว่าและมีเงินมากกว่า

                แลร์รี่ปลงใจแล้วว่าจะยอมตนเป็นทาสชีวิตที่มีข่ายขอบกั้นกางความคลั่งไคล้

                แต่แล้วเหตุไฉนหล่อนผู้เขาปรารถนาจะได้ไว้ทำเมียจึงได้แสดงความชื่นชมกับความเป็นมาและเป็นอยู่อันแสนจะเหน็ดหน่าย

                เขาจึงฉุนโกรธจนอยากขยี้หล่อนยับกับมือ

                ใจครุ่นคิดอย่างนั้นแต่ปากกลับจูบอีก

                แล้วกระซิบบอกหล่อน

                “แต่งงานกัน”

                ลีซานน์ร้องไห้และจูบตอบ  ลูบไล้มือนุ่มนวลบนหลังคอของเขาแผ่วเบา

                หล่อนไม่พูด

                แต่แลร์รี่คิดว่าได้ยินคำตอบรับจากหัวใจของหล่อนแล้ว

                และคืนนั้น

                แลร์รี่จึงได้ยินเสียงหล่อนหายใจระทวยอ่อนอยู่บนเตียงนอน

                เขาชันตัวขึ้นนั่งแล้วก้มฟังจนได้กลิ่นรำเพย

                กลิ่นหายธรรมดาเพราะหล่อนไม่มีเวลาแม้จะชำระกลิ่นอื่นสำหรับการสมสู่อยู่ด้วยกันที่ไม่มีเสียงหัวเราะแสดงความยินดี

                และถึงแม้จะไม่มีคำพรจากผู้แทนของสวรรค์

                แลร์รี่บอกตัวเองว่าเขาได้แต่งงานกับหล่อนโดยสมบูรณ์แล้ว

                แสงไฟโฆษณาจากข้างนอกพริบพรายสีสันเข้ามาทางบานหน้าต่างที่ไม่มีม่าน

                วูบวาบสม่ำเสมอตามอุบายแห่งพานิชยศิลป  เมื่อมันจ้านขึ้นแลร์รี่มองเห็นกระดาษปิดผนังฉีกวิ่นเปื้อนเปรอะสี  หยากฝย่ระโยงอยู่บนมุมเพดานอย่างจะเป็นเจ้าของห้องหับ  ขาหยั่งและแคนวัสวางอยู่ระกะ  นั่นคือป่าช้าอารมณ์อันบ้าคลั่ง

                แลร์รี่หลับตาหนี  อยากจะเห็นความมืดอย่างเดียวเท่านั้น  ให้รู้สึกหวั่นกลัวจนแขยงขนที่หล่อนไม่รังเกียจทุกย่างที่รายรอบอยู่  รวมทั้งความโสมมที่มีชีวิตคือตัวเขาผู้ลืมตาตื่นอยู่เดี๋ยวนี้

                เขาพยายามจะหนีให้พ้น

                อนิจจา  -  ดูทีว่าหล่อนจะฉุดรั้งไว้อีก

                แลร์รี่นึกฉุนโกรธหล่อนอีกเป็นหนที่สอง

                อากาศเดือนนี้เย็นจัดและชำแรกความเย็นเข้ามาตามรูเลี้ยวอีกนานเดือนจนไม่อยากนับ  ลีซานน์พลิกตัวพลางละเมอหา  คงจะหนาวจนถึงกระดูก  แลร์รี่นึกสงสารจึงลุกขึ้นหาเสื้อคลุมกันเปื้อนห่มให้หล่อนอีกชั้น

                เขารู้สึกงุ่นง่านพร้อมกับคอแห้งเป็นผุย  กระหายจะดื่มไวน์สักแก้ว

                แต่อย่าไปหาให้ยากแม้สักหยดติดก้อนขวด

                แลร์รี่นึกอยากจะตัดพ้อความยากแค้นสักนิด  แต่ความเย่อหยิ่งได้ถลันเข้ามาแทนที่  จนไม่อาจะแม้จะนึกเช่นนั้นได้

                เบือนมองใบหน้าเอียงซบที่นอนของหล่อน

                สวย  -  หล่อนสวยและมีคุณสมบัติหลายอย่างต้องใจนึก

                แลร์รี่หัวเราะออกมาได้ตอนที่เขาขดตัวเข้าใต้ผ้าห่มอีกหน  เขาคิดว่าจะฟันฝ่าชีวิตต่อไปได้โดยมีหล่อนแนบข้าง  พอกันทีสำหรับความเปลี่ยวอันแสนทรมาน  และพอกันทีสำหรับความหวาดกลัวที่จะเดินเข้าไปหากับดักแห่งความศิวิไล

                แลร์รี่อยากจูบปลุกหล่อนตื่นขึ้นฟังเขาพูด

                แต่แล้วเปลี่ยนใจ

                เขากับหล่อนเหน็ดเหนื่อยจนควรจะพักผ่อนให้เต็มที่จะดีกว่า

                ความจะเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่พลุ่งพล่านอีกอย่างในความคิด  แลร์รี่บอกตัวเองว่าพรุ่งนี้จะหาม่านหน้าต่าง  เขาใคร่รู้เห็นกันกับหล่อนเพียงสองคนเท่านั้นทั้งกลางวันและกลางคืน

                แล้วแลร์รี่พยายามข่มตาจะให้หลับ

 

(28 ธันวาคม)  มาถึงวันนี้แล้วนานกี่วันอย่านับ  แลร์รี่ ยังพยายมจะเขียนรูปชื่อการแต่งงานบนผืนผ้าใบและยังเขียนไม่ได้บันทึกเศร้าในความทรงจำที่อยากลืม  คือเกือบจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาเลย  ยังไม่หั่นเคราทิ้ง  ยังไม่เคยไปร้านซักผ้า  ยังไม่เคยซักผ้าปูที่นอน  เพราะไม่มี  ยังไม่ได้ซื้อม่านหน้าต่างและยังอยู่ห้องเช่าเดิมในสภาพเดิมทุกอย่าง  หากจะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาบ้างคือหล่อนยังเป็นลีซานน์เหมือนคืนแรก

                หล่อนทำให้เขามีความหิวอีกชนิดไม่เป็นเวล่ำเวลาเพราะรู้สึกว่ายังไม่อิ่ม

                หล่อนชวนใจให้รู้สึกอย่างนั้น

                ลีซานน์ไม่เพียงแต่ต้องการเขาเท่านั้น  หล่อนต้องการทั้งหมดที่เป็นชีวิตของเขา  รวมทั้งความเปลี่ยวที่เขาลนลานจะหนีให้พ้นนั้นด้วย  หล่อนร้องไห้เมื่อแลร์รี่พลิกหน้าแจ้งความในหนังสือพิมพ์หางานทำ

                หล่อนยุแยงด้วยเสน่หาให้ทวีความเกลียดชังสิ่งที่เขาเริ่มจะคลายความเกลียดชัง  และหล่อนปกป้องไม่ให้เขาเตลิดไปสู่สิถีชีวิตอันสามัญอย่างที่สุด

                หล่อนเหนี่ยวเขาไว้ด้วยความอ่อนแอของผู้ชายและน้ำตา

                หล่อนยินดีในความหนาวและความหิว

                หล่อนหลงใหลในราคะและความจน

                ลีซานน์ทอดกายเกลือกพื้นโสโครกได้นานชั่วโมงเป็นแบบให้เขาเขียนรูป  หล่อนยั่วยวนให้คลั่งไคล้จนบางครั้งแลร์รี่โกรธจัดถึงกับผสานความหยาบช้าสารเลวเข้าไว้อย่างน่าที่จะอับอายบนผืนผ้าใบ  หล่อนกลับมองด้วยประกายตาชื่นชม  ครั้นเขาละเมิดโทษะจริตถึงสบถกราดเกรี้ยว 

                หล่อนจับฉวยมารยาร้อนร่านวิงวอนให้ยกโทษ

                และขอให้เขาจงใช้ชีวิตแบบที่หล่อนปรารถนา

                ชีวิตที่เคยเป็นของเขาและหล่อนปรารถนาจะเป็น

                ลีซานน์หาได้เคยจะพะวงกับเสื้อผ้านุ่งห่มปล่อยผมสยายยาวประแผ่นหลัง  ผ่ายผอมเพราะกินน้อย

                หล่อนดื่มไวน์แก้วเดียวกับเขาดื่มและทุกครั้งที่เขาดื่ม

                หล่อนมึนเมากับความงามทุกชนิดที่น่าสะพรึงกลัว

                หล่อนอิ่มอารมณ์เหมือนคนโซหิวอาหารและนักบวชหิวพระธรรม

                ลีซานน์หลงใหลในความจนในอัตราเดียวกับเศรษฐีหลงใหลความมั่งมี

                นี่คือความประสงค์ในการจากชนบทมาที่นี่ของหล่อนละหรือ?

                คแตอบนี้กระจ่างยิ่งขึ้นเมื่อหล่อนจ่ายเงินที่พอมีไม่มากนักสนับสนุนให้เขาเขียนรูปในวิถีอันคลั่งไคล้ดุจเดิม  ซื้อไวน์และซิการ์ปรนปรือเขาไม่ให้ขาดปาก  ชอบเครารุงรังและกลิ่นเหม็นของเขา

                หล่อนมักชวนแลร์รี่ออกไปนั่งกินเอ๊สเปร๊สโส้ที่ร้านของโจ

                ที่นั่นหล่อนสนิทสนมกับพอลลี่อย่างรวดเร็ว

                หล่อนหาได้หึงหวงที่เขาเคยผูกกายกับพอลลีผู้มีน้ำใจงาม

                แลร์รี่เขียนรูปเปลือยที่คิดวาดีที่สุดชื่อ  ไม่เดียงสา  โดยใช้หล่อนเป็นแบบ  พยายามสวมสอดอารมณ์บรรจงไว้ตามที่นึกว่าหล่อนควรจะเป็นผู้หญิงอย่างนั้น

                ลีซานน์หัวเราะเยาะและตำหนิอย่างปากตรงใจว่าไม่ชอบ

                ไม่เดียงสา  ของหล่อนสวยงามจนสะอิดสะเอียนทนไม่ไหว  ทนดูไม่ได้

                เขาหล่อนเป็นปากเสียงกันหลายคำ  แล้วก็จบลงที่น้ำตาและจูบ

                ลีซานน์นอนบิดอยู่บนเตียงจนรู้สึกอิ่มความเกียจคร้าน  หล่อนจึงลุกขึ้นทำงานของหล่อนบ้าง

                หล่อนเขียนกวีชนิดไม่มีสัมผัสและพยายามจะหาแนวทางร้อยกรองใหม่แห่งวรรณกรรม

                แลร์รี่รู้ตั้งแต่คืนที่สองแล้วว่าหล่อนทะยานใจแรงกล้าจะเป็นกวี

                สัปดาห์ก่อนแดเนียลหักใจคิดถึงไม่ได้จึงหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ มาเยี่ยม  หล่อนดีใจจนล้นออกนอกหน้าเมื่อรู้ว่าแดเนียลเป็นกวีแล้วหล่อนอวดที่หล่อนเขียนไว้สองบทให้เขาดู

                แดเนียลอานออกเสียงดังกังวานพลางดื่มไวน์

                พร่ำชมหล่อนทุกวรรคทุกตอน

                ขณะเดียวกับที่แลร์รี่รู้สึกว่าเขากำลังจะหมดความอดทนกับอหังการ์กวีที่หล่อนมี  -  หรือไม่มี

                แดเนียลจึงมาเยี่ยมถี่เกือบไม่เว้นวัน  แลร์รี่นึกยินดีที่ได้ความเป็นเพื่อนกลับมา  แม้จะขัดใจตนอยู่บ้างที่ครั้นล้วก็หนีไม่พ้นชีวิตที่อยากจะเกลียดชัง  ไม่มีอะไรจะช่วยได้เสียแล้ว  เขาเริ่มเขียนรูปหล่อนอีกอย่างคลั่งใคล้

                วันนี้กำลังเขียนรูปที่จะให้ชื่อว่า  แสงสว่างแห่งบาป

                “แล้วนี่เราแต่งงานกันทำไม?”

                แลร์รี่อดถามไม่ได้ ตั้งใจว่าจะพูดถึงคำน่าบัดสีนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

                “คุณควรจะถามตัวเองว่าคุณชวนฉันทำไม”

                หล่อนตอบ

                แลร์รี่ฉุนโกรธแต่พยายามสะกดกลั้นไว้ได้  ทำงานต่อไปด้วยพื้นอารมณ์กราดเกรี้ยว  เมื่อแรกก่อนพบหล่อนจนได้พบเย็นนั้น  เขาคิดว่าเขาเป็นคนเปลี่ยวผู้ใคร่จะได้หล่อนมาแทนที่ในช่องว่าอันน่าสะพรึงกลัว  วันนี้แลร์รี่ปลงใจใหม่อีกแล้วว่าจะยินยอมให้หล่อนเดินผ่านช่องว่างนั้นไป

                หรือต่างจะมีช่องว่างนั้นเหมือนๆ กัน

                เขากับหล่อนจะเป็นคนเปลี่ยวสองคนที่บังเอิญมาสังวาสกัน

                แดเนยลหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ มาเยี่ยมเยือนอีก

                แลร์รี่เหน็ดหน่ายจึงวางพู่กันและจานสีหันมาสู่การต้อนรับด้วยน้ำใสใจจริง

                เพื่อนผู้เป็นกวีพูดถูกแล้วที่ว่าเขาเป็นบ้าในตอนนั้น  ที่คิดจะแต่งงาน

                ลีซานน์เดินไปหยิบเสื้อคลุมไม่รีบร้อน  แล้วหล่อนมาร่วมดื่มด้วย

                สามคนดื่มกันเป็นที่สำราญ

                พูดกันถึงสีสันของชีวิต

                กวีที่ไม่สัมผัสกับใดๆ ในโลก

                และแจ๊สส์

                แลร์รี่แม่นใจว่าได้เห็นอะไรบางอย่างซ่านอยู่ในแววตาเปลี่ยวของแดเนียล

                เขาลุกยืน

                “นั่นคุณจะไปไหน?”

                ลีซานน์อ้อนถาม

                “หาไวน์มากินกันอีก”

                เขายิ้มกับหล่อนพลางปรายตามองเชิญแดเนียล

                แดเนียลได้คิดว่าการแต่งงานของเขาควรจะเลิกล้มโดยปริยายแล้ว  จะเดินออกไปตากความเย็นสักครู่แล้วจะกลับมา

                ถึงอย่างไรจะกลับ  ที่จะหักใจหนีไปจากหล่อนเลยนั้น  แลร์รี่บอกตัวเองว่าทำไม่ได้

                หล่อนเป็นเครื่องเสพย์ติดอีกชนิดหนึ่งแล้วละ!

                หล่อนมีอำนาจคุกคามให้เขากลับมาสู่ความคลั่งไคล้อีกได้ด้วยมารยาแห่งอิสตรี  ถึงแม้จะไม่อวบอุ่นนัก

                หล่อนคือลีซานน์

                หรือเดี๋ยวจะแวะเยี่ยมพอลลี่สักครู่

 

                พอลลีมีไวน์ติดบ้านอยู่เสมอ  ห่างเหินเสียนานจนอยากจะร่วมประเวณีกับหล่อน

                    

                  

 

               

               

 

                     

                 

                    

                 

                 

               

                 

                    

               

 

                 

 

 

 

                                    ฤาษีในป่าคอนกรีท

 

เราเป็นเพื่อนกันเพราะเราคลั่งอะไรเหมือนกัน

และไม่เหมือนกัน  เราสมควรจะวิวาทกันอยู่เสมอและถากถาง

กันอย่างรุนแรง  เราต่างมีโทษะจริต

อยู่ด้วยกันทุกคน  ดื่มไวน์กันอย่างเกียจคร้านบรมสุข

 

รงค์  วงษ์สวรรค์  (หนุ่ม)

1.       แลร์รี่หนาวแดเนียลร้องไห้

 

 

(2 พฤศจิกายน)  บางทีเราเป็นเพื่อนกัน  ด้วยความสัตย์  จริงที่ยังมีเหลืออยู่บ้าง  ข้าพเจ้าไม่เคยดูหมิ่นคนขี้เกียจอาบน้ำจนเสื้อผ้าและเนื้อตัวเหม็น  ข้าพเจ้ามีเหตุผลอันอาจจะถูกประณามว่าไม่ต้องตามทำนองคลองธรรมอยู่มากมาย  และเชื่อด้วยว่าคนที่ซอกเล็บสะอาดและขัดฉวีนวลขึ้น  มาจากอ่างอาบน้ำทุกวัน  ไมใช่ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง  จนบาปไม่อาจกล้ำกราย

                กลิ่นหอมราคาแพงๆ  ไม่ใช่มาตรวัดความเป็นผู้เป็นคนกัน

                คนคดโกงบางคนพิถีพิถันแม้แต่กับขนจมูกเพียงเส้นเดียวและไม่ยินยอมให้มันแซมออกมาบนใบหน้า  ตะกละ  ของเขาได้เลย

                แต่ข้าพเจ้าก็ไม่หมายความอย่างจะตีขลุมเอาว่า  ความสกปรกบรรดามีจะห่อหุ้มดวงใจงดงามไว้

                บางคนที่เป็นเพื่อนเราก็อาจจะสกปรกทั้งภายนอกและภายใน  ที่ล้ำลึก  จากอวัยวะจนถึงความคิด  และหยาบช้าสามานย์

                เราเป็นเพื่อนกัน  เพราะเราคลั่งอะไรเหมือนกันและไม่เหมือนกัน  หัวเราะหัวใคร่ใส่กัน  และเราเคยสบคารมจะวิวาทกันอยู่เสมอ  ถากถางกันอย่างรุนแรงหรือร้องตะโกนจนพับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน  เพราะเราต่างมีโทษะจริตอยู่ด้วยกันทุกคน  ถ้าเบื่อหน้ากันทนไม่ไหว  เราก็ไม่ทักทายกัน

                และเดินกันคนละฟากถนน

                แล้วเราจึงต่างจะกลับมามั่วสุมกันอีกเมื่อเบื่อหน่ายจะพูดกับตัวเองคนเดียว

                พวกเราทุกคนมีเครา  เว้นแต่ข้าพเจ้าพยายามเลี้ยงมันด้วยกลิ่นมีดโกนเท่าไร  ไม่งอกงามจนท้อถอยและถอนมันทิ้งตัดกังวล

                ผมค่อนข้างยาว  เราเสียดายเงินค่าตัดผมทีละสองเหรียญ  เงินจำนวนเท่านั้นซื้อเนื้อและไวน์ถูกๆ  กินได้ถึงเมา เพราะเรามีความเมาอีกมากมายชนิดรองพื้นไว้เสมอมิได้ขาด

                ความประพฤติของเรายากจะให้คนอื่นเข้าใจ  หรือเข้าใจผิดอยู่เป็นธรรมดา  เพราะแม้เราเองก็หาได้เข้าใจในเรามากนัก

                เราไม่เคยชิงชังกฎเกณฑ์ของความศิวิไลซ์  แต่นึกรำคาญเท่านั้น  ตัวหมัดตัวไรที่ซุกซ่อนอยู่ในตะเข็บเสื้อผ้าขมุกขมอมของเรา  มันมีตัณหาและมีความดิ้นรนเหมือนชีวิตทุกชีวิต  มันแสวงหาความอบอุ่น  และมันจำเป็นต้องเบียดเบียนเลือเนื้อของเราบ้าง

                เราแสวงหาความอบอุ่นเหมือนกันและเราเบียดเบียนเจ้าของห้องเช่า  ทุกคน  ที่ยอมให้ติดค้างค่าเช่าได้

                เรา  -  เราที่บางทีก็เป็นเพื่อนกันนี้ต่างรู้อรรถาธิบายของศีลธรรม

                แต่ถ้าใครยื่นหน้ามาถามว่าเราได้ปฏิบัติตนถูกควรอย่างไร?

                เราก็จะย้อนเอากับผู้ถามบ้างว่า  แล้วเขาล่ะได้ถือปฏิบัติเพียบพร้อมแล้วล่ะหรือ?

                เราหาได้อยากวางตนเป็นอริกับอะไรหรือใครทั้งนั้น  นอกจากตัวของเรา

                ดื่มไวน์กันอย่างเกียจคร้านรมสุขในห้องเช่าของแดเนียล  -  ผู้ถือตนว่าเป็นกวี  ไวน์แกลลอนละถูกๆ  แต่รสเมามันก็เหมือนกับเหล้าอื่นทุกชนิด

                มันไม่เอมดอชเหมือนไวน์ที่เคยอยู่ในแก้วของโอมาร์คัยยัม

                แต่ถ้าใครชักเรื่องนี้ขึ้นมาพูด  แดเนียลจะฉวยโอกาสถากถางกวีโบราณผู้นั้นอย่างถึงใจที่สุดละ  เพราะเขาชื่นชอบแต่ที่เขาเขียนคนเดียวเท่านั้น

                แลร์รี่  เป็นอย่างที่เรียกขานกันว่าจิตรกรหรือศิลปิน  ลมหายใจเขามีกลิ่นสีและกลิ่นซิการ์อย่างละครึ่งปนกัน  ในตาเย็นเหมือนลมคะนองอยู่ตามซอกแขน  หญิงสาวผู้ยืนหยัดกายรอคนรักตามซอกตึก นิ้วมือเรียวงามแต่สกปรก  แลร์รี่ไม่เคยพูดว่ารูปที่คนอื่นเขียนดีและรูปที่เขาเขียนก็ไม่ดีเหมือนกัน  บางครั้งเขาจึงโกรธกับมือจึงเอาตีนละเลงสีย่ำลงบนผืนผ้าใบ

                ตอนที่ข้าพเจ้าลุกจากที่นั่งเอกเขนกไปรินไวน์อีกแก้ว  แลร์รี่ได้รำพึงอะไรขึ้นประโยค  แต่กังวานของมันหนักหน่วงเกินจะว่ารำพึง  เรารู้สึกตกใจที่ได้ยิน

                “จริงหรือที่พูดนั่น”  แดเนียลฉกคอขึ้นอย่างกับงูสะดุ้งโกรธ

                “ก็ใช่น่ะซิ”  แลร์รี่ตอบเนีอยนายจากที่เขานั่ง

                “นี่แกจะทำให้เราขันหรือเศร้า  ถึงแกเองก็เหมือนกัน”

                “ไม่รู้...ทั้งสองอย่างกระมัง”

                “แลร์รี่”  แดเนียลเอื้อนน้ำเสียงอย่างผู้ใหญ่ปลอบเด็กหกล้ม  มองเพื่อนคาดคั้นไม่เชื่อและตื่นกลัวระคนกันอยู่ในแววตา  เขาว่า  “แกเป็นบ้าแล้วละ  แกเผลอไปน่ะถึงได้พูดอะไรบ้าๆ  พรรคนั้นออกมา  กินไวน์ให้สบายแล้วนอนสักตื่น  แกจะลืมที่พูดและกันจะลืมที่ได้ยิน”

                “กันด้วย”  ข้าพเจ้าว่า

                แลร์รี่ถอนซิการ์จากปากแล้วจิบไวน์พลางสั่นหน้า  “กันหมายความอย่างนั้น”

                “ทำไม?”  แดเนียลตะคอก

                “มันเปลี่ยวยังไงบอกไม่ถูก”

                “ใครก็เปลี่ยว  แต่ไม่มีใครคิดบ้าๆ  เหมือนแกจริงไหม?”  เขาหันถาม

                ข้าพเจ้าพยักเพยิดทั้งปากคาจอบแก้วไวน์

                “กันรู้ว่ากันอยากแต่งงานเท่านั้น”

                แลร์รี่เสียงเครือและนี่คือประโยคแรกที่เขาพูด

                “”หมดกัน!”  แดเนียลมองอย่างตัดพ้อและติฉิน  เสียผู้เสียคนกันคราวนี้เอง  กันเสียเพื่อน...นั่นช่างเถอะ  แต่ไอ้ที่แกจะต้องเอาอะไรที่มันเป็นตัวแกนั่น  กันเสียดายมันเหลือเกิน  แลร์รี่  แกช่างไม่รู้จักราคาความเป็นศิลปินของแก  ให้กันไปตกนรกหมกไหม้ที่หนเสียยังดีกว่า  ได้ยินแกพูดว่าได้ยินแกพูดว่าจะแต่งงาน”

                “มันอยากขึ้นมาเสียแล้ว”  แลร์รี่อ้อยเอ่ย  และคำหลังเหมือนรำพึงกับตัวเอง  “จะให้กันทำยังไง”

                “คว้าผู้หญิงที่ไหนเข้าสักคนซิ  เล่นกันสักทีสองที  เลิกแล้วก็แล้วกันไป  แล้วแกจะเป็นคนอยู่เหมือนที่เคยเป็น”

                แดเนียลสลัดหน้า  เขาหมายความตามที่พูดนั้นแท้จริง  ดื่มไวน์เหมือนจะสาดดับไฟคุกรุ่นในผนังคอ

                “มันไม่เหมือนกัน  ผู้หญิงกับการแต่งงาน”

                ในตาแลรืรี่เหมือนจะเยือกเย็นลงกว่าเดิมและรู้สึกว่าเหนื่อยอ่อนกับการโต้แย้ง  เขาคงขับเคี่ยวกับใจตนมาจนพ่ายแพ้แล้ว  (หรืออย่างไร?)

                “บ้าบ้าน่ะซิ”  แดเรียลคำรามจนสิ้นกังวานแล้ว  พลันเปลี่ยนเป็นสะอื้น  “ทั้งบ้าทั้งโง่แล้วยังอวดดี”

                แลร์รี่หันมองข้าพเจ้านิ่งเฉย  ขณะที่แดเนียลทรุดลงขดตัวเองบนเก้าอี้  ตัวสั่นเทิ้ม  เขาพยายามดื่มไวน์ส่วนที่เหลือจนหมดแล้วโยนแก้วลงบนพื้นพรมปูห้อง  หลับตาแน่วอย่างไม่อยากเห็นภาพแห่งความสยดสยอง

                “ผีห่...ตัวไหนมันดลใจแก!

                เขายังถอนสะอื้นอยู่อย่างนั้น

                “ถึงว่าละซี  กันเกลียดตัวเองเหมือนกัน”  แลร์รี่หันยิ้มเศร้าๆ  กับข้าพเจ้า

                แดเนียลชันตัวลุกนั่ง  น้ำตาไหลพรากบนใบหน้าด้วยความปริเวทนาสุดจะอดกลั้น  แล้วเขาพูด

                “หมดพืชหมดพันธุ์คนกันแล้วละ  ทีนี้แกก็จะเป็นเพียงเครื่องจักรชิ้นเดียวของกามารมณ์เท่านั้น  แล้วมันก็จะผุพังเสียก่อนแกจะทันได้คิดอยากได้ความเป็นคนกลับคืนมา”

                แลร์รี่ยักไหล่  แล้วเดินออกไปสนองความอยากใหม่ที่เพิ่งนึกอยาก

                ข้าพเจ้าดูแดเนียลร้องไห้ไม่พยายามปลอบโยน

                ความอับอายหรือความเย่อหยิ่ง  ที่มีอยู่ในนวนิยายหรือในคำสอนอะไรก็ตามที่ยึดถือกันมานานนับศตวรรษ  ทำให้ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น  แล้วผู้ชายก็วิปริตไปต่างๆ  สารพันเพราะกลั้นน้ำตาไว้  ผู้ชายบางคนร้ายกาจกว่าสัตว์ที่ว่าดุร้าย  เพราะฝืนใจตนไม่ร้องไห้ และผู้ชายหลายคนเป็นนักทำลายอย่างเหี้ยมโหดก็เพราะไม่มีน้ำตาไว้สำหรับเสียใจ  ดีแล้วที่แดเนียลรู้จักร้องไห้

 

(3 พฤศจิกายน)   ลมค่อนข้างแรงและอากาศเย็นกราดเกรี้ยว  แลร์รี่ไม่มีเสื้อโค้ท  แต่เขาก็ไม่ใช่คนเกียจคร้านประเภทที่ยึดถือเอาความยากจนมาปรักปรำว่าพวกคนมั่งมีแย่งความอบอุ่นไปจากชีวิตเขา  เช่นเดียวกับแลร์รี่ไม่ประนามตัวเองที่เอาเสื้อโค้ทเข้าโรงจำนำเมื่อเดือนก่อนพอได้เงินมื้อสีกับแคนวัส  และยังเหลือพอหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ  เลี้ยงเพื่อนได้หลายเมา

                วันนี้เกือบไม่มี  เดินไปเรื่อยๆ  ตามตีนดีกว่าอย่างอื่น  ช่วยไม่ให้หนาวได้บ้าง

                แต่อย่าเดินเร็วรีบจนเกินกำลังนักเพราะจะทำให้เหนื่อยและหิวเร็วกว่าธรรมดา

                แลร์รี่รู้ว่าควรเดินในอัตราอย่างไร  เดินจนพอความต้องการอยากเดินแล้วก็กลับที่นอน  ควรจะเรียกว่าที่นอน  เพราะมันฟังบังอาจเหลือเกินถ้าจะเรียกว่าบ้าน

                อ่อนเปลี้ยเพลียกายและใจ

                แลร์รี่ทรุดลงนั่งทอดถอนพลางครุ่นคิดถึงผู้หญิงที่เคยรู้จักมักคุ้นมาบ้าง  เวลานี้คิดถึงแต่ผู้หญิงเท่านั้นเพราะอยากแต่งงาน  และจนเดี๋ยวนี้แลร์รี่  ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงอยากแต่งงานขึ้นมา  มันเป็นความเปลี่ยวที่เขาไม่รู้จักเข้ามาจับต้องจนหนาวสะท้าน

                แลร์รี่รู้สึกกลัวใจตนเหลือเกิน

                ที่บัดซบอย่างยิ่งแลร์รี่  ยังไม่รู้ว่าจะแต่งงานกับใคร?

                ความรู้สึกนี้มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน  แลร์รี่นั่งนึกอยู่นานถึงสามชั่วโมงก็จึงยังนึกไม่ออก

                เขาจะแต่งงานกับใครหรือใครจะแต่งงานกับเขา?

                พิษไวน์ที่ดื่มรองพื้นไว้ค่อยจางแล้ว  ความหนาวก็ตรูเข้าทั้งนอกและในกาย

                แลร์รี่โกรธและคลั่งแค้น  แล้วค่อยผ่อนใจตนตั้งคำถามใหม่ว่าอยากได้ผู้หญิงชนิดไหนแต่งงานด้วย?

                ถามและตอบอยู่อีกสองชั่วโมงจากนั้น  หล่อนจะต้องสวย  -  สวยให้เป็นที่พึงอารมณ์ก่อน

                แลร์รี่รู้เหมือนผู้ชายหลายคนรู้ว่าผู้หญิงสวยกับเมียดีมักจะไม่ใช่คนเดียวกัน  แต่เป็นความรู้ที่เขาไม่เชื่อถือนัก  และยืนยันว่าในการจะหมดสิ้นความเป็นผู้เป็นคนครั้งนี้  ตามคำปรามของเพื่อน  เขาจะต่งงานกับผู้หญิงสวยและหล่อนจะต้องฉลาดด้วย

                แลร์รี่บอกตัวเองว่าเขาทนไม่ได้ทีเดียว  ถ้าจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่รู้จักดนตรีและไม่อ่านหนังสือ  ผู้หญิงที่ไม่รู้จักภาพเขียนและไม่เคยจะแหงนหน้าชมแสงดาวในเวลากลางคืน  ผู้หญิงที่มักถี่ถ้วนกับคนขายเนื้อในตลาดกับผู้หญิงที่มักเสียเปรียบคนอื่น

                แต่รู้จักจะถกเถียงกันในเชิงปรัชญาของชีวิต

                เขายินดีจะแต่งงานกับคนหลังที่ว่านี้

                หล่อนจะต้องเข้าถึงศิลปะของการสังวาส  ฝักใฝ่ในการดื่มกินและเที่ยวสำมะเลไปด้วยกันได้ตามอารมณ์ปรารถนา

                และ  -  และหล่อนจะต้องมีแววกระหายใครรู้อยู่ในดวงตา  กลัวบาปแต่กล้าลองทำ

                แลร์รี่อยากแต่งงานกับผู้หญิงอย่างนั้น

                คุณสมบัติอีกสองอย่างที่ต้องการ  หล่อนจะต้องรู้จักอับอายในความเห่อเหิมอันไม่มีขอบเขต

                แต่หล่อนจะไม่ขวยเขินเมื่อยืนเปลือยร่างให้เขาเขียนรูป  แล้วเพื่อนจิตรกรของเขาเข้ามายืนถกเถียงกันถึงงานบนผ้าใบของเขาระหว่างนั้น

                การจัดท่าทางและอะไรในหล่อนที่จะเห็นงามเป็นหน้าที่ของเขา

                หล่อนจะต้องไม่เหมือนผู้หญิงอื่นหลายคนที่เฝ้าสาระแนจะยักย้ายท่าโน้นท่านี้เอาตามสายตาและความคิดอันโง่เขลา

                พิษไวน์เหือดจนเกือบหมดแล้ว

                แลร์รี่หนาวสะท้าน

                ห้องเช่าของเขาค่อนข้างแคบแต่โปร่งโล่ง  มีรูเลี้ยวของความชราแตกปริอยู่หลายแห่ง  อากาศข้างนอกจึงชำแรกเข้ามาได้  ความอบอุ่นที่เกือบไม่มีอยู่เลยจึงถูกขับไล่กระเจิงเหลือแต่ความเย็นและความเศร้า          

            ในห้องที่มีความจนเป็นเจ้าของนี้  ฮีทเตอร์แบบใช้พัดลมเป่าขดลวดที่ขโมยมาจาก  -  ไม่ใช่  -  ที่พวกเสเพลตามข้างถนนฉกมาจากร้านค้าของเก่า  แล้วเขาซื้อต่อมาอีกทีในราคาร้อนเงินถูกแสนถูก  มันไม่ทำงานตั้งแต่คืนที่ซื้อนั่นแล้วละ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

รงค์  วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

หล่อนมีคุณค่าเกินกว่า

ผู้ชายคนเดียวจะยึดฉวย

เอาไว้  หล่อนเป็นสมบัติ

อันควรแก่การคารวะที่ไม่มี

เจ้าของ  แม้ว่าเขายินดี

ในกายของหล่อย

และติดในรสนั้น

 

2.        พอลลีไม่ขายแม้แต่น้ำลายและเส้นขน

 

 

(3 พฤศจิกายน  บ่าย)  ให้ร่านใจจนนั่งไม่ติดที่  แลร์รี่เดินออกจากห้องเช่าบ่ายหน้าไปที่ร้านกาแฟของโจ  สองสามช่วงตึกไม่ไกลกัน  เหลือเงินปลีกติดกระเป๋าพอขึ้นเอ๊สเปร๊สโส้ได้สักถ้วย  แล้วทีนี้จะนั่งอาศัยไออุ่นตลอดจนถึงเย็นโจก็ไม่รังเกียจ

                แลร์รี่นึกว่าพอลลีควรจะอยู่ที่นั่น  และหล่อนก็อยู่เหมือนเคย

                พอลลีคนสวยของศิลปินผู้ยึดถือในเครา

                เรือนกายของหล่อนหนาแต่อ่อนช้อย  ในตาสีเข้มและฟันสะอาด  อกเอวและสะโพกของหล่อนรับกันอย่างหาที่จะตำหนิไม่พบ  หน้าท้องเนินกลมเกลาไม่ถึงกับเรียบเป็นแผ่นเหมือนผู้หญิงที่เดินทนทุกข์ทรมานอยู่ในงานแสดงแบบเสื้อ  และส่วนที่ย้อยยื่นออกมาแต่พองามนี้มีคุณค่าทางความรู้สึกอย่างยิ่ง

                เน้นถึงตัณหาและความดิ้นรนและความมีชีวิต

                พอลลีเป็นแบบให้ศิลปินทุกคนที่หล่อนพึงใจ

                หล่อนไม่เคยเรียกร้องเงินค่าจ้างแม้หล่อนจะเย่อหยิ่งในความงามเหมือนผู้หญิงทุกคน  และแม้หล่อนจะงามกว่าอีกหลายคน

                พอลลีดูหมิ่นผู้หญิงที่พยายามจะขายทุกอย่างแม้แต่ขนสักเส้นเดียวหรือน้ำลายในปาก

                เราจึงเห็นพ้องกันว่าน้ำใจพอลลีงามอยู่ทีเดียว  หล่อนเป็นเครื่องประดับมีราคาอยู่ในความยากแค้น  ควรแก่การทะนุถนอม  เมื่อใครขายรูปได้จึงเจือจานมาถึงพอลลีเสมอ ไม่มีใครลืมพอลลีได้

                หล่อนทำงานนอกเวลาที่ร้านกาแฟของโจ

                เงินจำนวนไม่มากมายนี้อีกเหมือนกันช่วยสร้างเลือดเนื้อและเป็นค่าเช่าห้อง

                แลร์รี่ทรุดยวบลงนั่งเคียงหล่อน

                “พอลลี่”  เขาเรียกขานแผ่วโผย  “ผมจะแต่งงาน”

                “พูดเป็นเล่นไปน่ะ”  หลอ่นยิ้มอ่อนโยน  แล้วค่อยตระหนักในสีหน้าและกังวานผิดหูที่เคยได้ยิน  หล่อนเลิกคิ้วพิศวง  “จริงหรือ  แลร์รี่”

                “จริงซิ”  เขาเน้นถ้อยคำเข้มแข็ง

                “แปลกนะ นึกอะไรขึ้นมาถึงอยากจะแต่งงาน”

                “มันเปลี่ยว” เขาตอบ  “เข้าใจคำว่าเปลี่ยวไหม  พอลลี  เปลี่วจนบอกไม่ถูก  อยู่ๆ  มันก็เปลี่ยวขึ้นมาจนไม่อยากเป็นผู้เป็นคน”

                หล่อนมองไตร่ตรอง

                เวทนาและสงสารระคนกัน

                บิดเปลือกปากล่างลงนิดเหมือนทุกครั้ง  หล่อนที่ยินดีหรือยินร้ายในอารมณ์

                “หนักหนาถึงอย่างนั้นเชียวหรือ”  หล่อนถามอ่อนเครือ

                “ผมรู้ว่าอยากแต่งงานเท่านั้น”  แลร์รี่ว่า  “แดเนียลเขาถึงตวาดให้ผมลงนรก  ใครๆ หาว่าผมเป็นบ้า”

                “ฉันไม่ยักคิด”  หล่อนมองพินิจบนใบหน้าหมองคล้ำ  มองล้ำลึกถึงในตาและกระแสใจที่ปะทุแรงกล้าอยู่ในนั้น  หล่อนกล้ำกลืนน้ำลายแล้วว่า  “ฉันไม่รู้จักคุณดีนักหรอกนะ  แต่บางทีจะรู้จักใจคนบ้าง  คุณฟั่นเฝือไปชั่วประเดี๋ยวประด๋าวต่างหาก คุณกลัวอะไรสักอย่างที่คุณไม่รู้จัก  คุณอยากวิ่งหนีมันให้พ้น  อาการเจ็บป่วยพรรค์นี้ผู้หญิงก็เป็น  ฉันเคยเป็นบ่อยๆ เหมือนกัน  เวลาที่ฉันเหนื่อย  ฉันหิว  ฉันไม่มีเงินเลย  และฉันรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวอยู่ในโลก  มันอาจจะคลั่งใจตายแต่ก็ไม่เคยตายสักที...

                เข้าใจที่ฉันพูดไหม...  ไม่เคยตายสักที  แต่มันก็บอบเอาการอยู่หรอก  ฉันรู้และคุณก็ต้องรู้ว่าเราขับไล่ไสส่งมันยังไง”

                “มันเบื่อเบื่อจนไม่อยากเห็นหน้าตัวเองในกระจก”

                ถ้อยคารมเขาระส่ำ

                “น่าสงสารแลร์รี่”  หล่อนยิ้มอ่อนโยนอย่างผู้หญิงและอย่างมารดาเกื้อกูลบุตร  พอลลีเชื่อความคิดของหล่อนแน่นแฟ้นขณะพูด  “หักห้ามใจไม่ได้แล้วเชียวหรือ?  ทำไมไม่ไปที่ห้องฉันด้วยกัน  มีไวน์เหลืออยู่ตั้งครึ่งค่อน  หรือคุณอยากจะอยู่นานๆ สักสองซ้ำก็ได้นะ...รีดตัณหาทิ้งเสียบ้าง”

                “ไม่ใช่... ไม่ใช่”

                เขาสั่นหน้า

                ในตาที่ไม่อาจซ่อนความว้าเหว่บ่งแววสำนึกในอัธยาศัยของหล่อนแทนคำพูด

                “ฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้วละ...  ยังงั้น”

                หล่อนพลอยรันทด

                “คนเดียวจะช่วยได้คือผู้หญิงที่จะแต่งงานกับผม”

                เขาบอกด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

                “คงไม่ใช่ฉันหรอกน่ะ”  พอลลีถอนอิริยาบถจากเศร้าสร้อยเป็นหยอกเอินในที  หล่อนรู้จักจะเล่นกับอารมณ์เหมือนกัน  และหล่อนใคร่ประโลมใจให้เขาคลายทุกข์บ้างเท่าที่หล่อนจะหยิบยื่นให้ได้  เสียงหล่อนแข็ง  แต่ริมฝีปากและในตาแย้มยิ้ม  เพราะถ้าคุณขอแต่งงานด้วย  ฉันจะปฏิเสธแน่นอน”

                “เปล่า...ไม่ใช่”

                แลร์รี่หมายความตามที่พูด

                กามวิตกของเขาหาได้เนื่องมาจากหล่อนแม้สักนิด  เขาเคยยินดีในกายของหล่อนและยังติดในรสนั้นอยู่มากเพียงไร  เช่นเดียวกัน  เขาบูชาน้ำใจอันงามของล่อนเป็นทวีคูณด้วย  พอลลีจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากพอลลีที่หล่อนกำลังเป็นอยู่  หล่อนมีคุณค่าเกินกว่าผู้ชายคนเดียวจะยึดฉวยเอาไว้

                หล่อนเป็นสมบัติอันควรแก่การคารวะที่ไม่มีเจ้าของ  แม้แต่ตัวหล่อน

                ใครก็ตามจะเห็นแก่ตัวและอยุติธรรมเท่ากับเป็นการทรยศต่ออุดมคติแห่งศิลปะอย่างยิ่งถ้าจะขอให้หล่อนแต่งงานด้วย

                แลร์รี่ไม่เคยคิดมาก่อน  และไม่เชื่อด้วยว่าพอลลีจะเป็นของผู้ชายคนเดียวได้

                “ให้ฉันรู้ได้ไหม  คุณจะแต่งงานกับใคร?”

                หล่อนถามด้วยน้ำเสียงเรื่อยเรียบ  หยิบบุหรี่รสฝรั่งเศสซองสีน้ำเงินออกจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อนคาดเอว

                หล่อนสูบบุหรี่ฉุนจัดได้เหมือนผู้ชายแต่ไม่สูบถี่นัก

                พอลลี่หนีบด้วยปลายนิ้วของหล่อนไว้มวน  แล้วพยักเพยิดให้เขา

                “ยังไม่รู้เลย”  แลร์รี่ตอบ       

“ฉันอยากหัวเราะจัง  แต่อย่าเพิ่งเลย”  หล่อนเม้มริมฝีปาก  “ไม่ได้กลัวคุณโกรธหรอกนะ  แลร์รี่  แต่คุณอยู่ในอารมณ์เศร้าเสียจนฉันพลอยใจแห้งไปด้วยอีกคน”

“หัวเราะซิ  พอลลี่”  เขาหนีบบุหรี่ไว้หว่างนิ้วมือยังไม่จุดไฟ  “ผมยังอยากหัวเราะเพราะเรื่องมันน่าหัวเราะ”

                “แต่หน้าคุณนั่นน่ะ”  หล่อนหัวเราะครึ่งๆ เสียงแล้วว่า  “คนตายบางคนยังดูเป็นสุขกว่าเสียอีกรู้ไหม  ฉันสงสารคุณจริงๆ นะแลร์รี่  คุณจะแต่งงานแต่ยังไม่รู้จะแต่งงานกับใคร”

                “ถึงว่าละ...”

                “แล้วจะทำยังไง”

                “ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”

                แลร์รี่สารภาพเสียงแผ่วโผยเหมือนประโยคแรกที่พูดกับหล่อน

                แล้วต่อบุหรี่จากปลายที่จุดแล้วบนมวนของหล่อนจนเถ้าเยินเกือบหลุดจากก้น

                โจ  ถือถ้วยเอ๊สเปร๊สโส้เดินมา

                ถึงไม่ร้องสั่งโจก็เตรียมทำไว้และคะเนเวลาได้ว่าควรจะเอามาให้แล้ว

                กำพืดของชายกลางคนผู้นี้เป็นอิแทเลียน  เขาน่าจะชื่อ  จิโอวันนีหรืออะไรที่ฟังเดียมหูพรรค์นั้น

                แต่มีคนอิแทเลียนชื่อจิโอวันนีมากเหลือเกินในเมืองนี้  เป็นคนขายเบียร์ขายพิซซ่าและเป็นนักดนตรี

                เขาจึงเรียกตัวเองว่าโจไม่ให้เหมือนคนอื่น

                “แฮล์ฟอะบั๊ค”

                โจวางถ้วยแล้วว่า

                เขาพูดเหมือนกันอย่างนี้ทุกครั้งที่ขายกาแฟได้อีกถ้วย  รัวลิ้นเหมือนตวัดให้มันเป็นก้อนแล้วถ่มลงพื้น

                แลร์รี่ควานได้เงินครึ่งเหรียญโยนให้บนโต๊ะ

                เหรียญสุดท้าย

                กับดูเหมือนจะมีเงินปลีกอีกสามสี่อัน

                “ได้ยินว่าจะแต่งงานไม่ใช่รึ?”

                พร้อมกับฉกเหรียญยัดใส่กระเป๋ากางเกงโจถาม

                “ก็ว่างั้น”

                “พิกลบ้าระห่ำอะไรขึ้นมาหือม์  แลร์รี่”

                “อย่ายุ่งกับกันน่ะ”

                แลร์รี่อยากจะใช้ถ้อยคำแรงกว่านั้นหากสะกดกลั้นไว้  เพียงแค่ช้อนตามองขุ่นเคือง

                โจมองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน  มองอย่างมองคนไม่รู้จัก  แล้วก็ทยอยหัวเราะออกมาเป็นคลื่น  หัวเราะพลางสั่นหน้า

                “ก็ไม่อยากยุ่งหรอก  แต่มันขันนี่หว่า  ไม่ได้ยินอะไรขันๆ พรรค์นี้มานานแล้ว”

                แลร์รี่ผุดลุกยืน  ในตาปวดร้าวมองพอลลี  หันมองโจ  แล้วเดินหนีออกจากที่นั่น

                เดินแช่งชักอากาศเย็นไปอย่างไม่มีจุดหมาย  งุ่นง่านพล่านอารมณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

 

3.       ลีซานน์หลงใหลความจนและราคะ

 

รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

 

 

(3 พฤศจิกายน  เย็นและกลางคืน)  เวลาเย็นกำลังโรยจวนค่ำ  แลร์รี่สุดคิดสุดแค้นแล้วพาลเกลียดโกรธตัวเองจนถอนสะอื้น อยากกลับห้องเช่าเขียนรูปที่ค้างไว้บนขาหยั่งให้เสร็จ  แต่มันเป็นความอยากที่สองเสียแล้ว  อีกใจอยากกลับไปหาพอลลี่  กินไวน์กับหล่อนและเล่นรักกับหล่อน

                แลร์รี่ไม่เชื่ออีกว่าเท่านั้นจะบำบัดอาการป่วยที่กำลังระงมอยู่ได้  เขาอาจจะเป็นบ้าแน่แล้ว  อย่างแดเนียลหรือโจหรือทุกคนคิด  เพราะเขากำลังเดินหาผู้หญิงสำหรับจะแต่งงานด้วย  จะต้องหาให้ได้  -  จะต้องหาให้ได้  -  เขาสบถดาลเดือดหนาวและหิว

                แลร์รี่ซวนกายพิงผนังตึกหลายหนกว่าจะพบผู้หญิงคนนั้นเดินออกมาจากร้านขายหนังสือเก่าซอกถนน

                หล่อนเดินเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน  มือข้างหนึ่งยังถือหนังสือเริงรมย์  สอดนิ้วคั่นที่อ่านค้างไว้  แล้วหลอ่นหยุดยืนเหม่อลอยเหมือนไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง  มองผาดๆ ตามผุ้คน  ถนน  และยวดยาน

                สีสันของเวลาเย็นกำลังโรยจวนค่ำขับผิวหน้าหล่อนปลั่ง  ปลั่งอย่างแสงพระจันทร์มีเมฆบดบัง  ส่วนสูงกำลังพอดี  แลร์รี่คิดว่าพอดีทีเดียว  กระดูกทุกชิ้นที่เห็นบนใบหน้าได้สัดส่วนอย่างที่จิตรกรทุกคนจะไม่มองเมิน

                แลร์รี่มองเห็น ความงามลอดเข้าถึงใต้ผิวหนัง  ด้วยความเคยชินแล้วจึงมองหล่อนอย่างผู้ชายมอง

                ยากเห็นให้ถี่ถ้วนกว่านั้น  เขาเดินฉาดหน้าหล่อน  จนได้กลิ่นเนื้อ

                “เฮลโล”

                เขาทักทาย

                หล่อนสะดุ้นอย่างถูกปลุกจากยืนเคลิบเคลิ้ม  ในตาวาวตระหนก  เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ใช่

                แลร์รี่สอดแขนคล้องกับหล่อน

                “ไปให้พ้น”

                หล่อนตวาดและสะบัดจนหลุด

                “อยากพูดด้วยน่ะ”  แลร์รี่พยายามยิ้มกับหล่อนเต็มความรู้สึก

                “จะไปละ...ฉันไม่รู้จักคุณ”

                หล่อนขยับเดิน

                แลร์รี่ถลันขวาง  เขาเพิ่งจับสำเนียงได้ว่าพื้นเพหล่อนไม่ใช่คนเมืองนี้  ต้องมาจากที่อื่นแน่นอน  หรืออาจจะเป็นนักท่องเที่ยว

                แซน แฟรนซิสโก  เป็นเมืองสำหรับคนอเมริกันมาเที่ยวด้วย  เพราะความที่แปลกกว่าเมืองอื่น

                แลร์รี่สำเหนียกต่อไปถึงแววตาตื่นตระหนกของหล่อน  ท่าทางสะเทิ้นประหม่าเมื่อถูกคนไม่รู้จักทักทาย  และอีกอย่างที่หล่อนหยุดยืน  แซน แฟรนซิสโก  ไม่เคยหยุดยืนดูอะไรนานกว่าสองวินาที  ทุกคนเดินและดูได้พร้อมๆ กันจนเป็นนิสัย  เชื่อได้แน่แล้วหล่อนไม่ใช่คนที่นี่

                และหล่อนจะเป็นใครมาจากไหนไม่น่าพะวง

                แลร์รี่วิตกอย่างเดียวเท่านั้นที่ริมฝีปากหล่อนระริกสั่นเหมือนจะร้องตะโกนเรียกตำรวจ

                คะเนใจได้อีกว่าหล่อนจะร้องขอความช่วยเหลือทันทีถ้าเขาขยับเขยื้อนอีกเพียงนิดเดียว  แลรืรี่ค่อยกระถดมืออยู่ที่หมายจะแตะต้นแขนหล่อนกลับมาซุกกับขอบกางเกง  มองหล่อนด้วยสายตาวิงวอน

                “ผมจะโกนเคราทิ้งถ้าคุณไม่ชอบ”  ยิ้มประณีตพลางระล่ำระลัก  “สาบานให้ก็ได้...อยากคุยด้วย”

                หล่อนเมินกลับ

                ถ้อยทีเหมือนจะยิ้มเมื่อแรกค่อยเปลี่ยนเป็นยิ้ม

                “จะมายืนคุยกันตามข้างถนนได้หรือ...หนาว”

                หล่อนทอดน้ำเสียงยะเยือกตามความที่หมายนั้น

                “งั้น...”  แลร์รี่ยิ้มปนสะดุ้ง   มือไถลเลื่อนลงในกระเป๋ากางเกงอย่างไม่รู้สึก  ดูเหมือนจะเป็นสัญชาตญาณธรรมดาของผู้ชายที่เหลือเหรียญละสิบอยู่สองอัน  เหรียญห้าอีกอัน  กับเพ็นนีอีกสี่อัน  หมายจะออมไว้จนถึงวาระที่หิวจนประคองกายไม่ไหว  เขาบอกหล่อน  “เราไปกินกาแฟกันที่นั่น”

                ดูทีหล่อนจะรับคำชวนอยู่เป็นนัย

                แลร์รี่พาหล่อนเดินไปครึ่งช่วงตึกแล้วแวะเข้าใน ดรัก สตอร์  สั่งกาแฟพื้นๆ อย่างที่ต้มไว้แล้วสองถ้วย

                ทำไมคุณจึงอยากจะคุยกับฉัน”

                หล่อนถาม

                ท่วงทีกลายกลับประหวาดหวั่นเหมือนเมื่อแรกอีก

                แลร์รี่ทำวุ่นกับหูถ้วยกาแฟจนไม่ได้ยินที่หล่อนถาม  เว้นวรรคพอเหมาะแล้วกลับบรรจงแต่งเสียงนุ่มนวลถามหล่อน

                “คุณมาจากไหนน่ะ?”

                “อยากรู้ด้วยหรือ”

                เขาพยักหน้าผาดเผินประสานตาหล่อน

                หล่อนจึงบอกแห่งหนที่หล่อนมา

                หล่อนมาจากเมืองชนบทไกลแสนไกลที่แลร์รี่คิดว่าเขาไม่เคยได้ยิน  และหรือไม่คิดว่าจะมี

                สำเนียงและวี่แววในดวงตาดังจะบอกว่าถิ่นฐานของหล่อนนั้นคงจะเงียบเชียบจนถึงกับว่ากระซิบกันคนละบ้านได้ยิน  คงจะเป็นแวดวงอันแสนจะคับแคบจนถึงว่าถ้าม้าที่บ้านหล่อนออกลูก  คนทั้งหมู่บ้านจะรู้ในเวลาอันรวดเร็ว

                กิริยาที่ไม่ปรุงแต่งจริตบอกต่อไปว่าหล่อนคงมักคุ้นกับชีวิตเรื่อยเปื่อย

                ความสุขของผู้คนที่นั่นอยู่ด้วยการถือสันโดษ ไม่วุ่นวายจนล้นกรอบแห่งความพอดี

                ความทุกข์ถ้าบังเอิญจะมีก็คงนำไประบายกับคนขายเหล้า  ซึ่งน่าจะมีอยู่ร้านเดียว  หรือไปคุยกับสมภารเจ้าวัดอารมณ์เย็นๆ  ซึ่งก็น่าจะมีสักองค์เดียวเท่านั้น

                แพรพรรณที่หล่อนสวมใส่และจินตนาการพาแลร์รี่เพริดไปถึงเพียงนี้

                เขาเชื่ออีกว่าที่หล่อนจากมาจะยังเป็นเมืองที่ไร้เดียงสาจนกระทั่งถ้าเด็กอยากรู้ว่าออกมาจากทางไหน  พ่อแม่จะอึกอักไม่มีอุบายจะตอบให้เข้าใจได้

                และผิวคล้ำของหล่อน  ที่นั่นคงแดดกระจ่างและลมแรงกร้าว

                “ที่นั่นคงสบายดี”

                เขาพูดเรื่อยเฉื่อยมากกว่าจงใจถาม

                “ไม่รู้นี่คะ”

                หล่อนไม่หมายจะตอบเหมือนกัน 

                “มาเที่ยว ฉวฯ  แฟรนซิสโก  หรือ?”

                “มาเที่ยว”

                “ท่าจะหนแรก”

                “ค่ะ...หนแรก”

                “ชอบที่นี่ไหม?”

                หล่อนหัวเราะออมเสียงพอได้ยิน

                “คงนึกละซีว่าฉันคงพูดเหมือนที่ใครๆ ก็พูดกัน  แซน  แฟรนซิสโก  ดีสำหรับมาเที่ยวแค่ไม่ใช่เมืองสำหรับจะมาอยู่  เป็นเมืองรีบร้อนเกินไปจนไม่มีเวลาจะหายใจ  หรืออะไรคล้ายๆ กันนั้น”

                แลร์รี่พลอยหัวเราะด้วยและสั่นหน้า  นึกอยู่เหมือนกันว่าหล่อนคงจะพูดอะไรพื้นๆ อย่างนักท่องเที่ยวชอบพูดกัน  เขายอมรับว่าพลาดที่ทึกทักเอาโดยผิวเผินกับหล่อนแล้วจึงพูด

                “ไม่หรอก...ผมไม่เคเข้าใจอะไรเอาเองเฉื่อยไปยังงั้น”

                “คุณคงเป็นนักเขียนหรือกวี?”

                หล่อนถาม

                ใบหน้าราบเรียบไม่ยิ้ม

                “ผมเขียนรูป  ท่าทางคุณคงรำคาญหนวดเคราของผมละซี”

                หล่อนยิ้ม

                “เปล่า...ฉันชอบ”

                แลร์รี่คิดว่าหล่อนยิ้มน่ารักมากทีเดียว  ถ้าหล่อนยิ้มช่วยให้รู้สึกว่าเป้นกันเองและสะดวกปากจะพูดคุยด้วย  แต่หล่อนมักวางหน้าเฉยเสียละมากกว่า

                ความสงสัยเผยให้เห็นในแววตาที่หล่อนเมียงเมิน

                แลร์รี่พะวงใจเท่ากับถือเป็นหน้าที่จะต้องรีบอธิบายให้หล่อนรู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายชนิดเดินเก็บตกผู้หญิงตามข้างถนนเพื่อกามประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคืนตามที่เขาคิดว่ากำลังเข้าใจ

                แต่เขามีเจตนาวิไลกว่านั้น

                “อยากคุยด้วยจริงๆ นะ”

                เขายังจำนนถ้อยตำ

                “ก็คุยซิ...ฉันกำลังฟัง”

                หล่อนยิ้มอีกนิด

                “ผมรู้สึกเปลี่ยวจนบอกไม่ถูก”

                แลร์รี่ว่า

                แล้วชงักให้นึกฉุนโกรธตัวเองที่กลับเป็นฝ่ายเผยช่องว่างให้ความประหม่าเข้ามาแทนที่ความกล้า  น่าจะเริ่มต้นได้เหมาะเจาะกว่านี้หรือใกล้เคียงเป้าหมายกว่านี้  แต่ไม่ใช่รุนแรงถึงจะเอ่ยปากขอแต่งงานกับหลอนในทันที  เป็นไปไม่ได้แน่นอนไม่ว่าหล่อนจะมาจากเมืองไกลแสนไกล  หรือหล่อนกรากกร้านกับชีวิตแล้วเพียงใด

                นาทีที่ผ่านมายังสั้นมากนักที่หล่อนจะได้ยินคำสารภาพเช่นนั้นได้

                แม้จะด้วยน้ำใสใจจริงก็ตาม

                เป็นหนแรกที่แลร์รี่รู้สึกว่าเคราและผมเผ้ารุงรังชวนให้รู้สึกผิดที่ผิดทาง  แลร์รี่พยายามวกวนอยู่นานหลายนานจนคนขายกาแฟผู้ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์  ตวัดหางตา  มองหมิ่น  แต่ช่วยอะไรไม่ได้  เงินสี่เพ็นนีสั่งอะไรมากินอีกไม่ได้ใน แซน แฟรนซิสโก  และแลร์รี่เหลืออยู่เท่านั้น

                เขาพยายามพูดกับล่อนเพื่อจะลืมสายตาอันกวนความรู้สึก

                หล่อนฟัง

                แล้วจึงเป็นฝ่ายพูดบ้าง

                หล่อนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์จากชนบทที่จากมา  หล่อนใฝ่ฝันถึง แซน แฟรนซิสโกนานเท่าชีวิตของหล่อนรู้จักฝัน  แต่พ่อผู้ถือธรรมเนียมจัดคอยขัดขวางเสมอ

                หล่อนทุกข์ทนอยู่กับการรอคอยจนบรรลุนิติภาวะ  ถึงเวลาที่หล่อนจะจัดแจงชีวิตอันเป็นส่วนตนได้ตามลำพังแล้ว  หล่อนจึงเดินทางมาที่นี่โดยไม่ฟังคำทัดทานของใครอีก

                หล่อนมีเงินส่วนที่เก็บออมไว้และที่ทำมาหาได้จากงานล่วงเวลาในสวนผลไม้  พอเพียงที่จะให้การเดินทางเป็นความจริง

                และหล่อนก็ไม่ผิดหวัง  แซน แฟรนซิสโกเลย

                หล่อนรู้สึกว่าชอบลักษณะของเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง  เคลื่อนไหวอยู่ตลอดกลางวันและกลางคืน

                ใบหน้าสันทัดจัดเจนของผู้คน  และความดิ้นรนที่ต่างไม่ซ่อนเร้นเหล่านั้นล้วนเป็นภาพที่หล่อนอยากเห็น

                หล่อนอยากมีส่วนอยู่ด้วยในกระแสชีวิตอันไหลเชี่ยวของเมืองนี้

                ดูทีว่าความขวยเขินของหล่อนได้ปลิดปลิวไปแล้ว

                แต่แลร์รี่หมกมุ่นกับความคิดของตนจนมองไม่เห็น

                ครั้นแล้วเขาพูดเรื่องส่วนตนให้เขาฟังบ้าง

                เขาจบการศึกษาจากซิตี้ คอลเลจ  แล้วไปสงครามเกาหลี  ที่นั่นเขาฆ่าคนที่ไม่รู้จักเสียหลายคน  กังวานของเขาวังเวงราวกับเพลงที่ร้องกันตามโบสถ์

                การทำลายล้างชีวิตเพื่อนมนุษย์เป็นบาปที่รบกวนความรู้สึกฝ่ายดีของเขาเสมอมา  เป็นแผลเรื้อรังของศีลธรรมและเป็นความทุกข์ทรมาน  ที่ไม่อาจปลดเปลื้องได้

                เขาเป็นเด็กกำพร้าถูกทอดทิ้ง  แม่หนีตามผู้ชายไปตั้งแต่เขายังไม่เดียงสา  และตั้งแต่นั้นพ่อก็เสียใจจนเลยขอบเขต  หมดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี  ประพฤติตนเป็นขวดที่ใส่เหล้าไม่เต็ม

                แลร์รี่ถึงน้ำตาไหล  จนไม่อาจพูดถึงโศกนาฏกรรมชีวิตของเขาอีกได้

                เขาเม้มริมฝีปากแน่นขึง

                อารมณ์สะทกสะเทือนจับต้องรุนแรงยิ่งขึ้น  เพราะทั้งหมดนั้นโกหก

                แลร์รี่โกหกได้แนบเนียนจนเขาเองเชื่อและหล่อนพลายเชื่อด้วย  ความจริงเขาไม่เคยเป็นทหาร  เขารู้จักสงครามจากภาพยนตร์และนวนิยายบางเล่มเท่านั้น  พ่อกับแม่เป็นคู่ผัวตัวเมียครองชีวิตกันราบรื่น  ความโทมนัสใจค่อนข้างมากสักอย่างเดียวในครอบครัวและเขาเป็นฝ่ายก่อขึ้นคือการปฏิเสธเด็ดขาดไม่ยอมดำเนินกิจการภัตตาคารสืบเนื่องจากบุพการีในฐานะเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล

                แลร์รี่ฝักใฝ่ในศิลป  จนเกินกว่าจะลดตัวลงเกลือกกลั้วกับงานพรรค์นั้นได้  พ่อโกรธมาก  แต่แล้วให้อภัยเสมอ  แม้เขาจะถือดีหลงใหลในความจนเพียงไร  แม่เฝ้าเป็นห่วงบ่วงใยคอยเจือจานเงินให้ตามควรแก่วาระ

                แลร์รี่รู้สึกตัวว่าผิดที่โกหก  เพียงแต่จะผูกใจผู้หญิงที่รู้จักกันไม่ถึงชั่วโมงเขาได้กระทำการอันบ้าบิ่น  ด้วยการป้ายความเลวร้ายให้กับสังคมอย่างไร้ความเป็นธรรม

สังคมที่มีแม่ผู้บริสุทธิ์กว่าความขาวของท้องฟ้า

หลั่งความปรานีแก่เขาอยู่

แลร์รี่จึงร้องไห้ด้วยความคิดหลังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤาษีในป่าคอนกรีท

รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)

 

4.       แสงสว่างแห่งบาป

 

 

หล่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าถือเช็ดน้ำตา 

ลีซานน์ – ตามที่หล่อนบอกชื่อเมื่อครู่  ระหว่างอารมณ์พะวักพะวนได้กระจัดกระจายไปแล้ว  เหมือนรู้จักกันมานานปีหล่อนรันทดกับเขาด้วยอย่างช่วยไม่ได้  ลีซานน์เอื้อมมือกุมมือของเขาไว้อย่างปลอบโยน

                “ฉันหมดสงสัยใจแล้วทำไมคุณจึงเป็นศิลปิน”  หล่อนยังไม่คลายสะอื้น  “เป็นทางออกทางเดียวสำหรับชีวิตของคุณ  คนที่ผ่านความคับแค้นมานักหนาอย่างคุณ  ฉันสงสารคุณแลร์รี่”

                “อย่าสงสารดีกว่าลีซานน์”  เขาพยายามกล้ำกลืนความรู้สึกรุกรนในอกใจ  “ชีวิตเป็นอย่างนี้  ผมอาจเป็นคนเคราะห์ร้ายที่โชคดีก็ได้  ทั้งหมดที่ผ่านมานั้นเห็นจะต้องถือว่ามันเป็นสาระแห่งศิลปอยู่บ้างกระมัง  และเดี๋ยวนี้ผมก็มีงานเขียน...เอ้อ...ที่พยายามทำอยู่”

                “คุณคงหยิบความเจ็บปวดออกมาเขียนได้อย่างน่าอิจฉา”

                “พยายาม”  เขาช้อนตามองหล่อนโศกเศร้า  “ผมกำลังพยายามเท่านั้น บางครั้งมันแสนมขื่น  มันให้เปลี่ยวใจจนไม่อยากเป็นผู้เป็นคน  อยากจะพูดกับใครสักคนที่รู้จักหัวใจกัน  อย่างเช่นคืนนี้...”

                แลร์รี่ให้นึกกระหยิ่มที่ฉกฉวยโอกาสชักชวนให้หล่อนได้สำนึกในคุณค่าของการพบกัน

                ผู้หญิงมักมีความถือดีอย่างรุนแรงจะเป็นแม่ผู้อ่อนโยน  และหล่อนจะต้องเป็นเมียเสียก่อนไม่ใช่ละหรือ?

                นอกจากความเป็นหญิงของหล่อน  ลีซานน์คือคนธรรมดาที่มักเชื่ออยู่ถึงค่อนความคิดว่าศิลปินทุกคนจะต้องมีแผลเรื้อรังอยู่ในใจ  เท่ากับที่หล่อนจะลืมความจริงอย่างหนึ่ง  ว่าผู้คนต่างจะต้องขับเคี่ยวกับชีวิตแตกต่างกันตามวิถีแห่งกรรมของตน

                แวน  โกะจ์  ผู้ตัดใบหูตัวเองเพื่อกำนัลหญิงคนรัก  หรือจะเพื่อความวิกลอื่นใดก็ตาม  อูทริลโล  ผู้เมาความงามและเมาเหล้า  และใครอื่นอีก

                คุณความดีความชั่วแห่งศิลปินในอดีตได้เผื่อแผ่ความเวทนาสงสารต่อเนื่องมาจนถึงแลร์รี่  ผู้ซึ่งยังไม่มีใครรู้จักภาพเขียนของเขา

                “ฉันอยากเห็นรูปของคุณแล้วละ”  ลีซานน์บอก

                “ได้ซี”

                “คุณมีสติวดิโอหรือที่บ้านของคุณ?”

                “ไม่ใช่ทั้งสองที่คุณพูดนั่น”

                เขายั้งคำพูดไว้ด้วยความรู้สึกอีกอย่าง

                แล้วแลร์รี่พาหล่อนมายังห้องเช่า  รั้งหล่อนจากแสงไสวของเมืองมาสู่ความเย็นและเศร้า  ฮีทเตอร์วางตะแคงอยู่บนพื้น  ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ทำงาน  แลร์รี่ยังฝืนจับต้องสวิทช์บิดอยู่เป็นหลายหน  สั่นหน้าแล้วเงยขึ้นยิ้มกระดากกระเดื่อง

                “มันให้ขัดข้องไปเสียทั้งนั้น...”  เขาว่า

                หล่อนมองตอบ  ริมฝีปากระริก  แล้วรีซานน์สะอื้นไห้อีก

                “แค่นี้ก็สบายแล้วนี่คะ”

                แลร์รี่ก้าวหาหล่อนอย่างแช่มช้า  เอื้อมมือแนบสะเอวหล่อน  ในตาว้าเหว่ของสองเขาหหล่อนประสานกันนิ่งนานแล้วจึงพูดแผ่ว

                “ถึงไม่เรียกมันว่าบ้างไงล่ะ  อย่างเรียกว่าที่นอนก็รู้สึกตะครั่นตะครอเต็มทนแล้ว”

                “แต่คุณก็อยู่ที่นี่...”

                หล่อนพยายามหักห้ามความรันทดที่เห็นสภาพห้องหับ  และเบือนมองรูปบนผนังด้านประตูทางเข้า

                แลร์รี่เขียนรูปนั้นไว้นานหลายเดือนแล้ว  เคยนำออกแสดงตามระเบียงภาพเอกชนสองหนไม่มีใครสนใจเลย  รวมทั้งนักวิจารณ์ศิลปที่ยังไม่มีชื่อเสียงตามหนังสือพิมพ์  เขาจึงเอากลับมาแขวนไว้สำหรับนั่งถอนใจดูคนเดียว  เพื่อปรารมภ์ถึงวิถีอันยากแค้นแห่งตน

                เขาเรียกรูปนั้นว่า  เลือดเนื้อ  พอลลียืนเป็นแบบให้  แรกเขาเขียนเป็นรูปเปลือยด้านหน้าของหล่อนจากครึ่งต้นขาจนถึงหน้าผากยับย่นด้วยริ้วรอยของความทุกข์  พยายามเน้นอวัยวะแห่งการถือกำเนิดด้วยการป้ายสีหนักและตวัดเส้นหยาบรุนแรง

                ครั้นแล้วอารมณ์ก้าวร้าวได้ผกผันขึ้นในดวงความคิด  เขาจึงเติมรูปทารกกำลังหยิกทึ้งเต้านมมารดาไว้ในอ้อมแขนของหล่อน  แล้วเปลี่ยนความรู้สึกบนใบหน้าทั้งสองให้ตัดกันระหว่างความกร้านเกรียม  พยายามที่จะให้เห็นความโกรธแค้นคนละอย่างกันของมารดากับบุตร  ตลอดจนความหิวกระหายที่ไม่เหมือนกัน

                แลร์รี่อยากเรียกชื่อรูปนั้นใหม่ว่า  การจองเวร  แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องความหมายนัก

                นานวันเขาก็ลืมและหมกมุ่นกับงานเขียนรูปอื่น

                ลีซานน์มองถี่ถ้วนแล้วว่า

                “คุณทำความงามให้ดูน่ากลัวได้  ผู้หญิงที่เป็นแบบคงจะสวย”

                “คุณชอบไหม?”

                เขาไม่พะวงกับปรารภเชิงถามของหล่อน

                “ชอบค่ะ  ชอบมากเสียด้วย”

                “นี่เป็นหนแรกที่ผมได้ยิน”

                “จริงค่ะ  ไม่ใช่จะแกล้งพูด”  หล่อนมองรูปนั้นอีก  “ถ้าฉันขอซื้อคุณจะขายไหมนะ”

                “ขอบใจ  แต่ไม่ต้องหรอกลีซานน์”  เขารั้งหล่อนอ่อนละมุนสู่วงแขน  มือที่สัมผัสหล่อนสะท้าน  โอบเบียดกายหล่อนกระชับ  ความเย็นและความเศร้าแผ่ซ่านจนถึงหัวใจ  เขาและหล่อนร้องไห้  จูบกันทั้งน้ำตานองใบหน้า...มันไหลลงถึงริมฝีปากจนได้รสกร่อยเค็ม  ต่างถ่ายทอดอารมณ์เดียวกันอยู่ระส่ำ  นานราววันหยุดอยู่กับที่หล่อนได้ยินกระซิบ  “ทั้งหมดนี้เป็นของคุณแล้ว”

                แลร์รี่จูบหล่อนอีกแล้วกลับถอนริมฝีปาก

                อารมณ์วิวาทได้ปะทุขึ้นอีกครั้งก่อนจะทันยับยั้งไว้ได้  เขาขุ่นเคืองที่หล่อนชอบรูปเขียนนั้น

                เขาถามตัวเองว่าทำไมหล่อนถึงไม่หัวเราะเยาะเขาเหมือนคนอื่น

                และเขารู้สึกเจ็บแค้นมากทุกครั้งที่ได้ยิน

                หากเดี๋ยวนี้ความรู้สึกเขาเปลี่ยนไปแล้ว

                แลร์รี่กลับปรารถนาสิ่งที่เขาเคยทนไม่ได้  อยากให้หล่อนส่อเสียดความโง่เขลาของเขา

                แลร์รี่ได้ปลงใจแล้วว่าถ้าเขาจะแต่งงาน – จะประพฤติตนให้มันเสียผู้เสียคนแบบใครอื่นบนถนน  พอกันทีสำหรับชีวิตที่กราดเกรี้ยวทุกนาที  และพอกันทีสำหรับการวิ่งไล่ตามสิ่งที่ไม่รู้จัก

                เขาจะหั่นเคราทิ้ง  ล้างซอกเล็บให้สะอาด  แล้วจะยอมตนเป็นเพียงช่างเขียนธรรมดา  ผู้สวมสูทหรูระยับอยู่ตามสำนักงานพาณิชศิลปหมดเปลืองเวลาไปกับการเขียนรูปผู้หญิงผู้ชายตัวยาวๆ เพื่อขายเครื่องชั้นในหรือยาระงับกลิ่นตัวหรือเขียนอะไรก็ได้ตามคำสั่งที่พรมกลิ่นธนบัตรตามมาด้วย

                เขาใคร่จะเป็นแลร์รี่ผู้รีบร้อนออกจากบ้านไปทำงานแล้วรีบกลับมาทำหน้าที่  -  ที่เรียกว่าผัว

                เขาจะมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาพร้อมจะหัวเราะหัวใคร่  จะมีคำว่า  “เสอร์”  ติดริมฝีปากทุกครั้งที่พูดกับคนตำแหน่งเหนือกว่า  ตามที่จะวัดกันด้วยการมีโต๊ะทำงานใหญ่กว่าและมีเงินมากกว่า

                แลร์รี่ปลงใจแล้วว่าจะยอมตนเป็นทาสชีวิตที่มีข่ายขอบกั้นกางความคลั่งไคล้

                แต่แล้วเหตุไฉนหล่อนผู้เขาปรารถนาจะได้ไว้ทำเมียจึงได้แสดงความชื่นชมกับความเป็นมาและเป็นอยู่อันแสนจะเหน็ดหน่าย

                เขาจึงฉุนโกรธจนอยากขยี้หล่อนยับกับมือ

                ใจครุ่นคิดอย่างนั้นแต่ปากกลับจูบอีก

                แล้วกระซิบบอกหล่อน

                “แต่งงานกัน”

                ลีซานน์ร้องไห้และจูบตอบ  ลูบไล้มือนุ่มนวลบนหลังคอของเขาแผ่วเบา

                หล่อนไม่พูด

                แต่แลร์รี่คิดว่าได้ยินคำตอบรับจากหัวใจของหล่อนแล้ว

                และคืนนั้น

                แลร์รี่จึงได้ยินเสียงหล่อนหายใจระทวยอ่อนอยู่บนเตียงนอน

                เขาชันตัวขึ้นนั่งแล้วก้มฟังจนได้กลิ่นรำเพย

                กลิ่นหายธรรมดาเพราะหล่อนไม่มีเวลาแม้จะชำระกลิ่นอื่นสำหรับการสมสู่อยู่ด้วยกันที่ไม่มีเสียงหัวเราะแสดงความยินดี

                และถึงแม้จะไม่มีคำพรจากผู้แทนของสวรรค์

                แลร์รี่บอกตัวเองว่าเขาได้แต่งงานกับหล่อนโดยสมบูรณ์แล้ว

                แสงไฟโฆษณาจากข้างนอกพริบพรายสีสันเข้ามาทางบานหน้าต่างที่ไม่มีม่าน

                วูบวาบสม่ำเสมอตามอุบายแห่งพานิชยศิลป  เมื่อมันจ้านขึ้นแลร์รี่มองเห็นกระดาษปิดผนังฉีกวิ่นเปื้อนเปรอะสี  หยากฝย่ระโยงอยู่บนมุมเพดานอย่างจะเป็นเจ้าของห้องหับ  ขาหยั่งและแคนวัสวางอยู่ระกะ  นั่นคือป่าช้าอารมณ์อันบ้าคลั่ง

                แลร์รี่หลับตาหนี  อยากจะเห็นความมืดอย่างเดียวเท่านั้น  ให้รู้สึกหวั่นกลัวจนแขยงขนที่หล่อนไม่รังเกียจทุกย่างที่รายรอบอยู่  รวมทั้งความโสมมที่มีชีวิตคือตัวเขาผู้ลืมตาตื่นอยู่เดี๋ยวนี้

                เขาพยายามจะหนีให้พ้น

                อนิจจา  -  ดูทีว่าหล่อนจะฉุดรั้งไว้อีก

                แลร์รี่นึกฉุนโกรธหล่อนอีกเป็นหนที่สอง

                อากาศเดือนนี้เย็นจัดและชำแรกความเย็นเข้ามาตามรูเลี้ยวอีกนานเดือนจนไม่อยากนับ  ลีซานน์พลิกตัวพลางละเมอหา  คงจะหนาวจนถึงกระดูก  แลร์รี่นึกสงสารจึงลุกขึ้นหาเสื้อคลุมกันเปื้อนห่มให้หล่อนอีกชั้น

                เขารู้สึกงุ่นง่านพร้อมกับคอแห้งเป็นผุย  กระหายจะดื่มไวน์สักแก้ว

                แต่อย่าไปหาให้ยากแม้สักหยดติดก้อนขวด

                แลร์รี่นึกอยากจะตัดพ้อความยากแค้นสักนิด  แต่ความเย่อหยิ่งได้ถลันเข้ามาแทนที่  จนไม่อาจะแม้จะนึกเช่นนั้นได้

                เบือนมองใบหน้าเอียงซบที่นอนของหล่อน

                สวย  -  หล่อนสวยและมีคุณสมบัติหลายอย่างต้องใจนึก

                แลร์รี่หัวเราะออกมาได้ตอนที่เขาขดตัวเข้าใต้ผ้าห่มอีกหน  เขาคิดว่าจะฟันฝ่าชีวิตต่อไปได้โดยมีหล่อนแนบข้าง  พอกันทีสำหรับความเปลี่ยวอันแสนทรมาน  และพอกันทีสำหรับความหวาดกลัวที่จะเดินเข้าไปหากับดักแห่งความศิวิไล

                แลร์รี่อยากจูบปลุกหล่อนตื่นขึ้นฟังเขาพูด

                แต่แล้วเปลี่ยนใจ

                เขากับหล่อนเหน็ดเหนื่อยจนควรจะพักผ่อนให้เต็มที่จะดีกว่า

                ความจะเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่พลุ่งพล่านอีกอย่างในความคิด  แลร์รี่บอกตัวเองว่าพรุ่งนี้จะหาม่านหน้าต่าง  เขาใคร่รู้เห็นกันกับหล่อนเพียงสองคนเท่านั้นทั้งกลางวันและกลางคืน

                แล้วแลร์รี่พยายามข่มตาจะให้หลับ

 

(28 ธันวาคม)  มาถึงวันนี้แล้วนานกี่วันอย่านับ  แลร์รี่ ยังพยายมจะเขียนรูปชื่อการแต่งงานบนผืนผ้าใบและยังเขียนไม่ได้บันทึกเศร้าในความทรงจำที่อยากลืม  คือเกือบจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาเลย  ยังไม่หั่นเคราทิ้ง  ยังไม่เคยไปร้านซักผ้า  ยังไม่เคยซักผ้าปูที่นอน  เพราะไม่มี  ยังไม่ได้ซื้อม่านหน้าต่างและยังอยู่ห้องเช่าเดิมในสภาพเดิมทุกอย่าง  หากจะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาบ้างคือหล่อนยังเป็นลีซานน์เหมือนคืนแรก

                หล่อนทำให้เขามีความหิวอีกชนิดไม่เป็นเวล่ำเวลาเพราะรู้สึกว่ายังไม่อิ่ม

                หล่อนชวนใจให้รู้สึกอย่างนั้น

                ลีซานน์ไม่เพียงแต่ต้องการเขาเท่านั้น  หล่อนต้องการทั้งหมดที่เป็นชีวิตของเขา  รวมทั้งความเปลี่ยวที่เขาลนลานจะหนีให้พ้นนั้นด้วย  หล่อนร้องไห้เมื่อแลร์รี่พลิกหน้าแจ้งความในหนังสือพิมพ์หางานทำ

                หล่อนยุแยงด้วยเสน่หาให้ทวีความเกลียดชังสิ่งที่เขาเริ่มจะคลายความเกลียดชัง  และหล่อนปกป้องไม่ให้เขาเตลิดไปสู่สิถีชีวิตอันสามัญอย่างที่สุด

                หล่อนเหนี่ยวเขาไว้ด้วยความอ่อนแอของผู้ชายและน้ำตา

                หล่อนยินดีในความหนาวและความหิว

                หล่อนหลงใหลในราคะและความจน

                ลีซานน์ทอดกายเกลือกพื้นโสโครกได้นานชั่วโมงเป็นแบบให้เขาเขียนรูป  หล่อนยั่วยวนให้คลั่งไคล้จนบางครั้งแลร์รี่โกรธจัดถึงกับผสานความหยาบช้าสารเลวเข้าไว้อย่างน่าที่จะอับอายบนผืนผ้าใบ  หล่อนกลับมองด้วยประกายตาชื่นชม  ครั้นเขาละเมิดโทษะจริตถึงสบถกราดเกรี้ยว 

                หล่อนจับฉวยมารยาร้อนร่านวิงวอนให้ยกโทษ

                และขอให้เขาจงใช้ชีวิตแบบที่หล่อนปรารถนา

                ชีวิตที่เคยเป็นของเขาและหล่อนปรารถนาจะเป็น

                ลีซานน์หาได้เคยจะพะวงกับเสื้อผ้านุ่งห่มปล่อยผมสยายยาวประแผ่นหลัง  ผ่ายผอมเพราะกินน้อย

                หล่อนดื่มไวน์แก้วเดียวกับเขาดื่มและทุกครั้งที่เขาดื่ม

                หล่อนมึนเมากับความงามทุกชนิดที่น่าสะพรึงกลัว

                หล่อนอิ่มอารมณ์เหมือนคนโซหิวอาหารและนักบวชหิวพระธรรม

                ลีซานน์หลงใหลในความจนในอัตราเดียวกับเศรษฐีหลงใหลความมั่งมี

                นี่คือความประสงค์ในการจากชนบทมาที่นี่ของหล่อนละหรือ?

                คแตอบนี้กระจ่างยิ่งขึ้นเมื่อหล่อนจ่ายเงินที่พอมีไม่มากนักสนับสนุนให้เขาเขียนรูปในวิถีอันคลั่งไคล้ดุจเดิม  ซื้อไวน์และซิการ์ปรนปรือเขาไม่ให้ขาดปาก  ชอบเครารุงรังและกลิ่นเหม็นของเขา

                หล่อนมักชวนแลร์รี่ออกไปนั่งกินเอ๊สเปร๊สโส้ที่ร้านของโจ

                ที่นั่นหล่อนสนิทสนมกับพอลลี่อย่างรวดเร็ว

                หล่อนหาได้หึงหวงที่เขาเคยผูกกายกับพอลลีผู้มีน้ำใจงาม

                แลร์รี่เขียนรูปเปลือยที่คิดวาดีที่สุดชื่อ  ไม่เดียงสา  โดยใช้หล่อนเป็นแบบ  พยายามสวมสอดอารมณ์บรรจงไว้ตามที่นึกว่าหล่อนควรจะเป็นผู้หญิงอย่างนั้น

                ลีซานน์หัวเราะเยาะและตำหนิอย่างปากตรงใจว่าไม่ชอบ

                ไม่เดียงสา  ของหล่อนสวยงามจนสะอิดสะเอียนทนไม่ไหว  ทนดูไม่ได้

                เขาหล่อนเป็นปากเสียงกันหลายคำ  แล้วก็จบลงที่น้ำตาและจูบ

                ลีซานน์นอนบิดอยู่บนเตียงจนรู้สึกอิ่มความเกียจคร้าน  หล่อนจึงลุกขึ้นทำงานของหล่อนบ้าง

                หล่อนเขียนกวีชนิดไม่มีสัมผัสและพยายามจะหาแนวทางร้อยกรองใหม่แห่งวรรณกรรม

                แลร์รี่รู้ตั้งแต่คืนที่สองแล้วว่าหล่อนทะยานใจแรงกล้าจะเป็นกวี

                สัปดาห์ก่อนแดเนียลหักใจคิดถึงไม่ได้จึงหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ มาเยี่ยม  หล่อนดีใจจนล้นออกนอกหน้าเมื่อรู้ว่าแดเนียลเป็นกวีแล้วหล่อนอวดที่หล่อนเขียนไว้สองบทให้เขาดู

                แดเนียลอานออกเสียงดังกังวานพลางดื่มไวน์

                พร่ำชมหล่อนทุกวรรคทุกตอน

                ขณะเดียวกับที่แลร์รี่รู้สึกว่าเขากำลังจะหมดความอดทนกับอหังการ์กวีที่หล่อนมี  -  หรือไม่มี

                แดเนียลจึงมาเยี่ยมถี่เกือบไม่เว้นวัน  แลร์รี่นึกยินดีที่ได้ความเป็นเพื่อนกลับมา  แม้จะขัดใจตนอยู่บ้างที่ครั้นล้วก็หนีไม่พ้นชีวิตที่อยากจะเกลียดชัง  ไม่มีอะไรจะช่วยได้เสียแล้ว  เขาเริ่มเขียนรูปหล่อนอีกอย่างคลั่งใคล้

                วันนี้กำลังเขียนรูปที่จะให้ชื่อว่า  แสงสว่างแห่งบาป

                “แล้วนี่เราแต่งงานกันทำไม?”

                แลร์รี่อดถามไม่ได้ ตั้งใจว่าจะพูดถึงคำน่าบัดสีนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

                “คุณควรจะถามตัวเองว่าคุณชวนฉันทำไม”

                หล่อนตอบ

                แลร์รี่ฉุนโกรธแต่พยายามสะกดกลั้นไว้ได้  ทำงานต่อไปด้วยพื้นอารมณ์กราดเกรี้ยว  เมื่อแรกก่อนพบหล่อนจนได้พบเย็นนั้น  เขาคิดว่าเขาเป็นคนเปลี่ยวผู้ใคร่จะได้หล่อนมาแทนที่ในช่องว่าอันน่าสะพรึงกลัว  วันนี้แลร์รี่ปลงใจใหม่อีกแล้วว่าจะยินยอมให้หล่อนเดินผ่านช่องว่างนั้นไป

                หรือต่างจะมีช่องว่างนั้นเหมือนๆ กัน

                เขากับหล่อนจะเป็นคนเปลี่ยวสองคนที่บังเอิญมาสังวาสกัน

                แดเนยลหิ้วไวน์แกลลอนละถูกๆ มาเยี่ยมเยือนอีก

                แลร์รี่เหน็ดหน่ายจึงวางพู่กันและจานสีหันมาสู่การต้อนรับด้วยน้ำใสใจจริง

                เพื่อนผู้เป็นกวีพูดถูกแล้วที่ว่าเขาเป็นบ้าในตอนนั้น  ที่คิดจะแต่งงาน

                ลีซานน์เดินไปหยิบเสื้อคลุมไม่รีบร้อน  แล้วหล่อนมาร่วมดื่มด้วย

                สามคนดื่มกันเป็นที่สำราญ

                พูดกันถึงสีสันของชีวิต

                กวีที่ไม่สัมผัสกับใดๆ ในโลก

                และแจ๊สส์

                แลร์รี่แม่นใจว่าได้เห็นอะไรบางอย่างซ่านอยู่ในแววตาเปลี่ยวของแดเนียล

                เขาลุกยืน

                “นั่นคุณจะไปไหน?”

                ลีซานน์อ้อนถาม

                “หาไวน์มากินกันอีก”

                เขายิ้มกับหล่อนพลางปรายตามองเชิญแดเนียล

                แดเนียลได้คิดว่าการแต่งงานของเขาควรจะเลิกล้มโดยปริยายแล้ว  จะเดินออกไปตากความเย็นสักครู่แล้วจะกลับมา

                ถึงอย่างไรจะกลับ  ที่จะหักใจหนีไปจากหล่อนเลยนั้น  แลร์รี่บอกตัวเองว่าทำไม่ได้

                หล่อนเป็นเครื่องเสพย์ติดอีกชนิดหนึ่งแล้วละ!

                หล่อนมีอำนาจคุกคามให้เขากลับมาสู่ความคลั่งไคล้อีกได้ด้วยมารยาแห่งอิสตรี  ถึงแม้จะไม่อวบอุ่นนัก

                หล่อนคือลีซานน์

                หรือเดี๋ยวจะแวะเยี่ยมพอลลี่สักครู่

 

                พอลลีมีไวน์ติดบ้านอยู่เสมอ  ห่างเหินเสียนานจนอยากจะร่วมประเวณีกับหล่อน